หมอหญิงยอดมือสังหาร - ต้นเถาเยาเยา 12
ต้นเถาเยาเยา 12
จวนรัชทายาทตั้งอยู่ใกล้กับวังหลวงที่สุด แม้ไม่ได้โอ่อ่าทว่างดงามน่าเกรงขาม เยาเยาลอบเข้ามาในจวนท่าทางลับๆ ล่อๆ องครักษ์ที่เฝ้าประจำการก็ให้ความร่วมมือทำเป็นมองไม่เห็นนาง หากมีคนเห็นคงได้คิดว่าทหารองครักษ์จวนรัชทายาทช่างอ่อนด้อยเพียงนี้ แต่หากมีใครต้องการลองดี ผลลัพธ์คงน่าเวทนาอย่างยากจะจินตนาการได้
เยาเยาตรงไปยังเรือนที่ใหญ่ที่สุดในจวนท่าทางลับๆ ล่อๆ ทว่าเมื่อเดินผ่านสวนดอกไม้กลับมองเห็นเด็กผู้หญิงตัวน้อยกำลังหมอบอยู่ริมสระน้ำราวกับกำลังดูบางอย่าง ชะงักเท้าไปชั่วครู่ มองดูให้ดี จึงพบว่าห่างเด็กน้อยออกไปสองก้าวมีองครักษ์หญิงรูปร่างสูงคนหนึ่งยืนอยู่ จึงพ่นลมหายใจออกมา
องครักษ์หญิงผู้นี้มารดาของนางเป็นคนฝึกฝนมาด้วยตนเอง ฝีมือไม่ได้ด้อยไปไปกว่าองครักษ์ในจวนคนใด ต่อให้ยัยหนูน้อยไม่ทันระวังตกลงไปในสระน้ำ นางสามารถคว้าตัวอีกฝ่ายกลับขึ้นมาก่อนแตะถึงน้ำอย่างแน่นอน
เพียงแต่การเล่นของเด็กน้อยอย่างไรก็ต้องโดนตี เยาเยาคิดอย่างมีความสุขเมื่อเห็นคนอื่นต้องเป็นทุกข์
“เหมิงเหมิง เจ้าทำอันใดอยู่” เยาเยาเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ
เด็กน้อยหันกลับมา ดวงตากลมโตวาวขึ้นมา ลุกขึ้นนั่ง “ท่านพี่ ท่านพี่” สองมือเล็กยื่นออกมาวิ่งเข้าไปหาเยาเยาด้วยความดีใจ เด็กน้อยดูอายุไม่เกินสี่ห้าขวบ อยู่ในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนปักลายดอกท้อ ผมถูกม้วนเป็นมวยซาลาเปาขึ้นสองข้างดูน่ารักอย่างยิ่ง ใช้คำของพระชายารัชทายาทเอ่ยว่า นี่คือตุ๊กตาน้อยน่ารักเหมิงเหมิงต๋า[1] ดังนั้น ชื่อเล่นของนางจึงชื่อเหมิงเหมิง
โลลิน้อยเหมิงเหมิงเป็นจวิ้นจู่คนที่สองในจวน อายุสี่ขวบ มีนามว่าเซียวเฟิงหวา ชื่อเล่นว่าเซียวเสี่ยวเหมิง แต่งตั้งเป็นฉังเล่อจวิ้นจู่
เยาเยายื่นมือออกไปรับเด็กสาวตัวน้อย เอ่ยถาม “เสี่ยวเหมิง เจ้ามาทำอันใดคนเดียวที่นี่”
เสี่ยวเหมิงบิดนิ้วไปมาอย่างน้อยอกน้อยใจ เอ่ย “ท่านพ่อท่านแม่พาพี่ชายรองออกไปเที่ยว ไม่พาเหมิงเหมิงไปด้วย”
เยาเยากะพริบตา ท่านพ่อท่านแม่ไม่อยู่หรอกหรือ
“ท่านพ่อท่านแม่ไปที่ใดหรือ” เยาเยาเอ่ยถามองครักษ์หญิง ไม่ถูกสิ เซียวเสี่ยวเหมิงคือสิ่งน่ารักที่สุดรุ่นที่สองในจวนกระทั่งทั้งเชื้อพระวงศ์ ท่านพ่อท่านแม่จะไม่พานางไปด้วยได้หรือ
องครักษ์หญิงเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม “ตอบจวิ้นจู่ องค์รัชทายาทและพระชายารัชทายาทพาคุณชายน้อยออกไปไหว้อาจารย์ที่ค่ายทหารเพคะ”
เยาเยาเข้าใจทันใด ยามนี้องค์รัชทายาทมีบุตรชายสองบุตรีสอง บุตรชายคนโตเซียวจิ่งเสาไม่ต้องเอ่ยถึง นั่นคือหวงจั่งซุนที่ฮ่องเต้กำหนดเอาไว้ ถูกเลี้ยงดูมาข้างกายฮ่องเต้มาตั้งแต่ยังเด็ก บุตรชายคนรองเซียวจิ่งเหิงเคยคาดหวังให้เขากลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง หลายปีมานี้ความหวังเปลี่ยนเป็นแม่ทัพอันดับหนึ่งไปเสียแล้ว ไม่ว่าอย่างไรคุณชายรองก็ต้องเป็นอันดับหนึ่ง เดิมทีไม่ว่าจะเป็นวรยุทธ์หรือวิชาการทหาร องค์รัชทายาทสั่งสอนเองต่างก็เกินพอสำหรับอันดับหนึ่ง แต่ว่าองค์รัชทายาทยุ่งเกินไป อีกทั้งวิชาการทหารยังต้องมีประสบการณ์ไม่ใช่การเขียนในกระดาษ ดังนั้นการหาอาจารย์ที่พึ่งพิงได้สำหรับบุตรชายคนรองจึงยิ่งสำคัญเป็นพิเศษแล้ว
สุดท้ายครุ่นคิดอยู่นาน คุณชายรองจึงเลือกหนานกงชวี่ ลุงของตนเอง
“ท่านลุงใหญ่กลับมาแล้วหรือ”
องครักษ์หญิงพยักหน้า เอ่ย “ท่านแม่ทัพหนานกงเพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเพคะ”
เยาเยาพยักหน้า จูบเบาๆ ลงบนหน้าผากของเซียวเสี่ยวเหมิง “ที่นั่นดูเหมือนจะไม่เหมาะให้เจ้าไป พี่สาวจะพาเจ้าออกไปเที่ยวเล่นดีหรือไม่”
ดวงตากลมโตของเซียวเสี่ยวเหมิงเป็นประกายขึ้นมา “เหมิงเหมิงอยากไปฟังเรื่องเล่า”
เยาเยากลอกตา เอ่ยถามง่ายๆ “ไม่มีปัญหา อยากฟังอันใด”
“เหมิงเหมิงอยากฟังคนโง่สองคนแย่งเป็ดน้อยขี้เหร่เจ้าค่ะ”
เยาเยาหันกลับไปหาองครักษ์หญิง “นี่คือเรื่องใดหรือ” นางเพิ่งไม่อยู่เมืองหลวงไม่นาน เมืองหลวงมีเรื่องใหม่ๆ อีกแล้วหรือ
องครักษ์หญิงกลั้นยิ้ม เอ่ย “ตอบจวิ้นจู่ จวิ้นจู่น้อยหมายถึงอวี้จานหยวนเพคะ” เรื่องราวของคุณชายสองคนหลงรักคุณหนูตระกูลเล็กๆ พร้อมกัน
เยาเยาจนวาจา เซียวเสี่ยวเหมิง ใครทำให้เจ้าเป็นเยี่ยงนี้กันหรือ เจ้าเพิ่งอายุสี่ขวบเองนะ
ทั้งที่กลับไปถึงบ้านแล้วแต่แม้แต่ห้องของตนก็ยังไปไม่ถึงกลับต้องอุ้มพาน้องสาวออกมาเดินเล่น เยาเยาแสดงออกว่าเพราะไม่ใช่ท่านพ่อกับท่านแม่ทิ้งน้องสาวพาน้องชายออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกหรอกหรือ นางจึงต้องปลอบใจน้องสาวที่กำลังเสียใจ
เพราะเหตุนี้ราษฎรเมืองจินหลิงจึงได้เห็นภาพนี้ เด็กสาวแสนสวยผู้หนึ่งกำลังอุ้มตุ๊กตาตัวเล็กน่ารักเดินเที่ยวเล่นอยู่บนถนน มีองครักษ์หญิงงดงามสูงโปร่งผู้หนึ่งเดินตามอยู่ด้านหลัง แต่ไม่มีใครไม่รู้ความเข้าไปสนนทนา เพราะคนส่วนใหญ่ต่างรู้ว่าเด็กสาวงดงามผู้นี้ก็คือจวิ้นจู่น้อยผู้เป็นที่โปรดปรานที่สุดนั่นเอง ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้จักนาง มองเห็นเด็กสาวรูปร่างเพรียวบางเดินอุ้มโลลิน้อยเดินอยู่บนถนนโดยไม่รู้สึกกดดันและลำบาก ก็รู้แล้วว่าสตรีผู้นี้ไม่อาจหาเรื่องได้ อย่างน้อยกำลังวังชาก็ไม่ใช่สิ่งที่สตรีทั่วไปจะเทียบได้
เยาเยาอุ้มเสี่ยวเหมิงเข้าไปในโรงน้ำชาที่ตกแต่งหรูหราอย่างคุ้นเคย เสี่ยวเอ้อร์ของโรงน้ำชาเข้ามาต้อนรับ “คารวะจวิ้นจู่ ไม่ได้พบกันนาน จวิ้นจู่เพิ่งกลับเมืองหลวงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
แน่นอนว่าเยาเยาไม่อาจบอกได้ว่าตนนั้นถูกกักขังอยู่ในวังมาเดือนกว่าแล้ว พยักหน้าเอ่ยถาม “วันนี้ท่านนักเล่าจะเล่าเรื่องอันใดหรือ”
เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ท่านหลี่เล่าเรื่องตำนวนวีรบุรุษด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
เยาเยามองโลลิน้อยในอ้อมแขนอย่างลำบากใจ “เหมิงเหมิง วันนี้ไม่มีเป็ดน้อยขี้เหร่น่ะสิ”
เซียวเสี่ยวเหมิงกะพริบตา เอ่ย “เหมิงเหมิงเคยฟังตำนานวีรบุรุษแล้ว”
เสี่ยวเอ้อร์มองโลลิน้อยเหมิงเหมิงต๋าเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างอดไม่ได้ “จวิ้นจู่น้อยเคยฟังแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ วันนี้เป็นตอนที่ท่านลี่เขียนขึ้นมาใหม่เลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวเสี่ยวเหมิงครุ่นคิดอย่างยากลำบาก “เอาอย่างนั้นก็ได้ จอมยุทธ์หลี่ฉลาดกว่าคนโง่สองคนนั้น”
“…” ไม่เข้าใจเลยว่าเด็กน้อยผู้นี้กำลังเอ่ยสิ่งใด คงจะเป็นช่องว่างระหว่างวัยกระมัง
เยาเยาอุ้มเซียวเสี่ยวเหมิงเดินขึ้นไปด้านบน กวาดตามองรู้สึกสนุกขึ้นมา บนตึกแห่งนี้มีคนคุ้นเคยไม่น้อย โรงน้ำชาแห่งนี้เดิมทีก็เป็นสถานที่ที่ลูกหลานชนชั้นสูงชอบมา เมื่อครั้งเยาเยาอยู่ในเมืองหลวงก็มาเป็นแขกประจำของที่นี่ เพียงเดินขึ้นไปก็มีคนมากมายหันมาทักทายนาง
“เสี่ยวเยา ทางนี้”
เยาเยาเองก็ไม่ปฏิเสธ อุ้มเซียวเสี่ยวเหมิงเดินเข้าไป โต๊ะหัวมุมมีชายหนุ่มนั่งอยู่สี่คน เพียงมองให้ดีก็ดูออกได้ว่า คนหนุ่มปากแดงฟันขาวรูปร่างบอบบางหนึ่งในนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เด็กหนุ่มจริงๆ
“ฉินเสี่ยวยา พอได้นี่ ดูเหมือนช่วงที่ข้าไม่อยู่เมืองหลวงเจ้าก็มีชีวิตอิสระและมีความสุขดีทีเดียว”
เด็กสาวที่ปลอมตัวเป็นเด็กหนุ่มกลอกตามองนาง เอ่ย “ข้าชื่อฉินเสียวหย่า ไม่ใช่ฉินเสี่ยวยา”
“เจ้ายังเรียกข้าเสี่ยวเยาเลย” เยาเยาเอ่ย
เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างฉินเสียวหย่าดูอายุราวๆ สิบเจ็ดสิบแปด ท่าทางสุภาพและอ่อนโยน เอ่ยอย่างเอือมระอา “ทั้งสองท่าน ไว้หน้าท่านนักเล่าสักหน่อยได้หรือไม่”
เยาเยากะพริบตา เดินไปนั่งลงด้านข้างฉินเสียวหย่า
เด็กหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามพวกนางดูอายุราวๆ สิบหกสิบเจ็ด คนหนึ่งดูหล่อเหลาละมุน อีกคนกลับคิ้วเข้มตาโตมีความหาญกล้า
เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าคมเข้มมองพิจารณาตุ๊กตาน้อยในอ้อมแขนของเยาเยา “นี่คือฉังเล่อจวิ้นจู่หรือ”
เยาเยากลอกตามองเขาเล็กน้อย “ใช่ว่าเจ้าจะไม่เคยเห็น”
เด็กหนุ่มหัวเราะแห้งๆ เอ่ย “ไม่เคยเจอใกล้เพียงนี้” เมื่อก่อนก็เคยเห็นตุ๊กตาน้อยในอ้อมแขนขององค์รัชทายาทไม่ก็พระชายารัชทายาทเมื่ออยู่ในงานเลี้ยงในพระราชวังอยู่บ่อยๆ เด็กหนุ่มที่เกิดในตระกูลทหารแสดงออกมาว่าไม่เคยเห็นตุ๊กตาน้อยน่ารักเพียงนี้มาก่อน น่าเสียดายเป็นของจวนรัชทายาท มิเช่นนั้นคงอยากอุ้มกลับไปเลี้ยงเองที่บ้าน
เซียวเสี่ยวเหมิงกะพริบดวงตากลมโตมองชายหนุ่มใบหน้าคมเข้มตรงหน้า “เจ้าเป็นหลานของแม่ทัพจู จูเผิงหรือ”
เด็กหนุ่มชะงัก “จวิ้นจู่น้อยรู้จักข้าหรือ”
เซียวเสี่ยวเหมิงเอ่ย “ข้ารู้ เจ้าเป็นหลานชายคนเล็กของท่านแม่ทัพจู แม่ทัพจูเหมิงเป็นญาติผู้พี่ของเจ้า”
รู้จักจริงหรือ
เด็กหนุ่มหล่อเหลาอีกคนหมอบลงบนโต๊ะ เอ่ยถามด้วยความสนอกสนใจ “เช่นนั้นจวิ้นจู่น้อยรู้จักข้าหรือไม่”
เซียวเสี่ยวเหมิงหันไป เอ่ย “เฉินอวิ๋นเจิน เจ้าเป็นหลานชายของแม่ทัพเฉินซิว”
เด็กหนุ่มเลิกคิ้วเอ่ย “ดูเหมือนคงไม่ต้องถามแล้วว่าจวิ้นจู่น้อยรู้จักฉินหล่างหรือไม่”
เยาเยายิ้มอย่างพึงพอใจ เอ่ย “ตอนนี้รู้แล้วใช่หรือไม่ เหมิงเหมิงของเราเพียงผ่านตาก็ไม่ลืมแล้ว อย่ามองว่านางเป็นเด็ก ใครก็หลอกนางไม่ได้”
ฉินเสียวหย่ายื่นมือออกมาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวเหมิงเหมิง ให้ข้าอุ้มดีหรือไม่”
เซียวเสี่ยวเหมิงคุ้นเคยกับฉินเสียวหย่ามาตั้งแต่เด็ก เห็นเช่นนั้นจึงยื่นมือออกไปให้นางอุ้มอย่างว่าง่าย เมื่อได้อุ้มตุ๊กตาน้อย ใบหน้าของฉินเสียวหย่าพลันเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เซียวเสี่ยวเหมิงพลันหันศีรษะเล็กไปฟังท่านนักเล่าที่กำลังเล่าเรื่องอยู่ด้านหน้าไม่ไกลแล้ว เซียวเสี่ยวเหมิงอายุน้อยเกินไป อีกทั้งยังเป็นสตรี หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วต่างก็ไม่คาดหวังให้นางลำบากเหมือนอานอาน เพราะเหตุนี้อายุเท่านี้จึงรู้จักตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ดังนั้นนางจึงชอบฟังคนอื่นเล่านิทานเล่าเรื่องเป็นอย่างมาก ในจวนรัชทายาทมีกระทั่งอาจารย์และองครักษ์หญิงที่คอยเล่าเรื่องให้จวิ้นจู่น้อยฟังโดยเฉพาะ
“ได้ยินว่า เจ้าออกไปนอกเขตกำแพงหรือ” เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าฉินหล่างเอ่ยถาม ฉินหล่างเป็นบุตรชายคนรองของฉินจื่อซวี่ผู้นำตระกูลฉิน รู้จักกับเยาเยามาตั้งแต่เด็ก
เยาเยาพยักหน้า นึกถึงเรื่องราวที่นอกเขตกำแพงพลันเหม่อลอย
จูเผิงรู้สึกอิจฉา “ออกนอกเขตกำแพงหรือ ไยจึงไม่เรียกพวกข้าไปด้วยเล่า ข้าอยากไปที่ค่ายทหาร น่าเสียดายที่ท่านปุ่ไม่ยอม เห็นอยู่ว่าตอนนั้นพี่ใหญ่ก็อายุไม่ต่างจากข้านี่นา”
เยาเยาโบกปัดมือเอ่ย “นอกเขตกำแพงไม่ใช่สถานที่สนุกอันใด จินหลิงของเราสนุกที่สุดแล้ว”
“จินหลิงสนุกเจ้ายังวิ่งหนีไปที่อื่นหรือ” จูเผิงเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย สิ่งที่เขาอิจฉาเยาเยาไม่ใช่ฐานะสูงส่งของนาง แต่เพราะนางฐานะสูงส่งทว่าสามารถท่องไปทั่วหล้าได้อย่างอิสระ เดินทางท่องเที่ยวไปกับองค์รัชทายาทและพระชายารัชทายาทตั้งแต่ยังเด็ก ต่อมาองค์รัชทายาทและพระชายารัชทายาทกลับมา เยาเยายังออกไปเที่ยวเล่นอยู่บ่อยๆ ไม่เห็นว่าองค์รัชทายาทและพระชายารัชทายาทจะห้ามนาง เขาอยากถามท่านปู่ของเขาจริงๆ ว่าในสายตาของชายชรา เขายังอ่อนแอกว่าจวิ้นจู่ที่อายุเพิ่งสิบห้าหรือ
ฉินเสียวหย่าเอ่ย “ครั้งนี้กลับมาเกรงว่าเจ้าคงหนีไม่รอดแล้ว ข้าได้ยินว่า…ฝ่าบาทกำลังเตรียมเลือกจวิ้นหม่า[2] ว่ากันว่ามีหลายคนที่มีสิทธิ์สมัครรับการคัดเลือกได้”
เยาเยากวาดตามองเด็กหนุ่มทั้งสามด้วยสายตาเรียบนิ่ง
จูเผิงตัวแข็งทื่อ “ไม่ คุณชายข้ามีคนในใจแล้ว ไม่ใช่นางไม่แต่ง”
เฉินอวิ๋นเจินเอ่ยด้วยรอยยิ้มงดงาม “ข้ากับจวิ้นจู่มีเพียงความเป็นสหาย ความสัมพันธ์พี่น้อง ไม่มีสิ่งอื่นใด”
“…” ทุกคนมองไปยังฉินหล่าง ฉินหล่างเคาะปลายจมูก “ข้าบอกว่าข้าชอบบุรุษได้หรือไม่”
เยาเยาจนวาจา ยื่นมือผ่านฉินเสียวหย่าไปตบไหล่ฉินหล่าง เอ่ย “ต่อให้เจ้าไม่มีความต้องการจริงๆ ก็ไม่ต้องเสียสละตนเองยิ่งใหญ่เพียงนั้น เกิดต่อไปถูกใจสตรีตระกูลใดแล้วจะทำอย่างไรเล่า” ฉินหล่างจนปัญญา “ขอบคุณที่เป็นห่วง เป็นพี่น้องถึงได้เตือนเจ้า ได้ยินว่าฝ่าบาทได้เลือกเอาไว้บ้างแล้ว หากเจ้ามีก็รีบเอ่ยออกมา อย่ารอให้ถึงตอนนั้น…คงได้วุ่นวายแล้ว”
เยาเยากะพริบตา “ช่วยอันใดบางอย่างได้หรือไม่”
“อันใดหรือ”
เยาเยาเอ่ย “ช่วยข้าถามท่านพ่อของเจ้าถึงรายชื่อของคนที่เสด็จปู่เลือกเอาไว้” ยามนี้ฉินจื่อซวี่เป็นขุนนางขั้นสองระดับสูงแล้ว เป็นขุนนางคนสนิทของฝ่าบาท
ใบหน้าของฉินหล่างมืดลง “เจ้าอยากให้ข้าถูกท่านพ่อตีตายหรืออย่างไร สอดแนมรับสั่งมีโทษถึงตายเชียวนะ”
เยาเยาเอ่ยอย่างน่าสงสาร “เอาเถิด ข้าถามคนอื่นก็ได้”
“เหมิงเหมิงรู้นะ” เซียวเสี่ยวเหมิงที่อยู่ในอ้อมแขนของฉินเสียวหย่าเอ่ยด้วยรอยยิ้มจนตาหยี
พรึบ สายตาทั้งห้าคู่มองมายังใบหน้าเล็กของเซียวเสี่ยวเหมิงโดยพร้อมเพรียง เซียวเสี่ยวเหมิงตกใจจนมุดหน้าเล็กเข้าไปในอ้อมอกของฉินเสียวหย่า
พี่เสี่ยวยาหอมจังเลย
[1]เหมิงเหมิงต๋า คำนี้ในภาษาจีนเมื่อก่อนเหมือนจะเป็นคำที่วัยรุ่นใช้กัน ใช้กับความน่ารักแบ๊วๆ
[2]จวิ้นหม่า เป็นคำเรียกสามีของธิดาในชินอ๋องที่มียศจวิ้นจู่