หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1132 เกล็ดย้อนมังกร
ตอนที่ 1132 เกล็ดย้อนมังกร
เฮ้อเหลียนจวิ้นเข้าใจผิดคิดว่าเฉาหยูจนตรอก เลยส่งคนมาลอบสังหารเขา แต่ผิดคาด เพราะคนที่มาเยือนทำให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก
“เจ้ามาได้อย่างไร ? ”
หลินหร่วนเห็นเขาตกตะลึง นางจึงหยิบของบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ แล้วปาใส่เขา “เจ้าไม่ได้ไปหาเมี่ยวซินนานเท่าใดแล้ว ! ”
เฮ้อเหลียนจวิ้นเอี้ยวตัวหลบ แล้วตอบกลับด้วยความมึนงงว่า “น่าจะสามเดือนได้แล้ว มีอันใดหรือ ? เกิดอันใดขึ้นอย่างนั้นหรือ ? ”
หลินหร่วนขยี้ผมด้วยความหงุดหงิด “เมื่อวานเมี่ยวซินถูกจับตัวไป ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร แม้แต่ข้าก็ยังหาตัวนางไม่พบ ! เฮ้อเหลียนจวิ้น เจ้าเป็นบ้าหรืออย่างไร ? รู้อยู่แก่ใจว่าตนเองมีศัตรู แล้วเหตุใดถึงยังประมาททิ้งนางไว้ที่นั่นถึงสามเดือน ส่วนตนเองกลับมาบีบให้สุนัขจนตรอกอยู่ทางนี้ ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า คนของเขาจับตัวเมี่ยวซินไปแล้ว ! ข้าขอเอ่ยเอาไว้ตรงนี้เลยว่า ถ้าหากเมี่ยวซินเป็นอันใดขึ้นมา ข้าจะเด็ดหัวเจ้าด้วยมือของข้าเอง ! ”
หลังจากเฮ้อเหลียนจวิ้นได้ยินคำเอ่ยของนางเต็มสองหูแล้ว สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไป บรรยากาศรอบตัวดูน่าสยดสยองขึ้นทันที
“คนของเฉาหยูจับตัวอาซินไปหรือ ? ”
น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นเป็นอย่างมาก ไม่ว่าผู้ใดก็ฟังออกทั้งนั้น ว่ามีความเคียดแค้นแฝงอยู่ในน้ำเสียงด้วย
หลินหร่วนเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นให้เขาฟังหนึ่งรอบ “อีกฝ่ายจับยายอู๋เป็นตัวประกัน ด้วยนิสัยของเมี่ยวซิน… ตอนนี้ข้าส่งคนออกไปสืบหาแล้ว เจ้าเองก็รีบคิดหาวิธีเถิด ผ่านไปนานเข้า ข้าเกรงว่าเจ้าสุนัขนั่นจะทำอันใดไม่ดีกับอาซิน”
เฮ้อเหลียนจวิ้นที่กำลังโกรธเยือกเย็นยิ่งกว่าอันใดดี เยือกเย็นจนดูไม่กังวลเลยสักนิด “ทหาร ถ่ายทอดราชโองการ เฉาหยูคิดก่อกบฏ มีหลักฐานหนักแน่น ประหารคนตระกูลเฉาเก้าชั่วโคตร จับกุมทุกคนมาไต่สวน ! ”
หยิ่งอีรีบไปถ่ายทอดราชโองการ พลางบอกลาคนตระกูลเฉาเหล่านั้นในใจ
เฉาเซียงกัวจับผู้ใดไม่จับ ดันไปจับว่าที่จักรพรรดินี นั่นเป็นเกร็ดย้อนฝ่าบาทเชียว ผู้ใดแตะก็ต้องตายทั้งนั้น !
หลินหร่วนไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้สักเท่าใดนัก แต่เมื่อเห็นเขาต่อสู้กับเฉาเซียงกัวอย่างใจเย็นในช่วงเวลาเช่นนี้ นางก็โมโหจนอยากจะเข้าไปอัดคน “เฮ้อเหลียนจวิ้น สมองของเจ้ามีปัญหาหรืออย่างไรกัน ? อาซินกำลังตกอยู่ในอันตราย แต่เจ้ากลับไม่รีบออกไปตามหานาง เลือกสู้ตายกับเจ้าคนแซ่เฉาผู้นั้นแทน เจ้ากลัวเมี่ยวซินจะได้มีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายวันหรืออย่างไร ? ”
เฮ้อเหลียนจวิ้นเหลือบมองนาง แล้วเอ่ยออกมาว่า “ไม่มีผู้ใดรู้จักเจ้าเดรัจฉานเฉาดีไปกว่าข้า มันไม่มีทางปล่อยให้เมี่ยวซินตายเป็นแน่ เพราะเมี่ยวซินมีประโยชน์กับมัน หากมันคิดจะนำตัวเมี่ยวซินไปซ่อน เจ้า ข้าหรือใครหน้าไหนก็อย่าได้คิดว่าจะหานางเจอ ตอนนี้มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือบีบให้มันนำตัวเมี่ยวซินออกมา”
“ข้าจะนำครอบครัวของมันและคนในตระกูลมาเป็นตัวประกัน จากนั้นก็ทยอยฆ่าคนในครอบครัวของมันวันละสองสามคน ดูสิว่ามันจะทนอยู่ได้สักกี่น้ำ ! ”
หลินหร่วนมองเฮ้อเหลียนจวิ้นที่เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา ทันใดนั้นนางก็พบว่าเขากลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว
ตอนนี้นางเพิ่งสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของเฮ้อเหลียนจวิ้น
บุรุษเบื้องหน้านางผู้นี้ ไม่ใช่สหายที่นางหยอกล้อด้วยในเวลานั้นแล้ว ทว่าเป็นฮ่องเต้ที่มีความเด็ดขาดในตัว !
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของเฮ้อเหลียนจวิ้น หลินหร่วนกลับรู้สึกสบายใจมากยิ่งนัก
เพราะเฮ้อเหลียนจวิ้นที่เป็นเช่นนี้ สามารถปกป้องเมี่ยวซินได้
เพียงแต่ภารกิจสำคัญอยู่ตรงหน้า ต้องทำให้เฉาหยูนำตัวเมี่ยวซินออกมาโดยเร็ว
“เจ้ามีวิธีแล้ว เช่นนั้นก็ทำตามแผนของเจ้าเถิด ส่วนข้าจะออกไปตามหาเบาะแสของเมี่ยวซินต่อ จะพยายามหาตัวนางให้พบโดยเร็วที่สุด”
หลินหร่วนมาอย่างรีบร้อน และก็จากไปอย่างรีบร้อนด้วยเช่นเดียวกัน
ในขณะที่มองแผ่นหลังของนาง เฮ้อเหลียนจวิ้นรู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย ครานี้ไม่ว่าต้องแลกด้วยอันใด เขาก็จะพาเมี่ยวซินกลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้
เฉาเซียงกัวก่อกบฏ องค์จักรพรรดิสั่งจับกุมและลงโทษประหารเก้าชั่วโคตร เรื่องนี้ทำให้พวกเขาไม่อาจไหวตัวทัน
ทหารบุกเข้าไปในจวนตระกูลเฉาโดยไร้ซึ่งความปราณี จากนั้นก็จับผู้คนที่ยังไม่ทันรู้เรื่องอันใดเอาไว้ได้ทังหมด เบื้องบนมีบิดามารดา ภรรยาและบุตรของเฉาหยู เบื้องล่างมีบ่าวรับใช้ทั้งหมดในบ้าน ไม่ปล่อยให้ผู้ใดเหลือรอดไปแม้แต่คนเดียว
ทว่าพวกเขากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเฉาหยู ทหารค้นจวนตระกูลเฉาอย่างละเอียดอยู่หลายครา แต่ก็ยังหาตัวเขาไม่พบ
หลังจากขุนนางในราชสำนักและราษฎรรู้เรื่องนี้ คนในตระกูลเฉาก็ถูกถอดชุดอันสูงศักดิ์ออกทั้งหมดแล้ว พวกเขาถูกล่ามเป็นแถว โดยมีทหารนำตัวไปขังคุก ส่วนประตูใหญ่จวนตระกูลเฉา ก็มีตราประทับของราชสำนัดติดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
จวนตระกูลเฉาที่เคยรุ่งเรืองเมื่อครึ่งชั่วยามที่แล้ว ตอนนี้กลับตกอยู่ในสภาพน่าอนาถ ทำให้ทุกคนสะเทือนใจไปตาม ๆ กัน
แท้ที่จริงมีผู้คนมากมายทราบถึงความทะเยอทะยานของเฉาเซียงกัว เขาไม่ได้ปิดบังจักรพรรดิพระองค์ใหม่ เรื่องที่เขาคิดจะควบคุมราชสำนัก ก็ไม่ใช่ความลับอันใด ทว่าจักรพรรดิพระองค์ใหม่อดทนกับเขามาโดยตลอด เพราะทุกคนต่างก็ทราบดีว่ากำลังของจักรพรรดิพระองค์ใหม่ยังล้มเฉาเซียงกัวในคราเดียวไม่ได้ กระทั่งมีคนไม่น้อยที่คาดเดาว่า…ท้ายที่สุดแล้วแคว้นเป่ยตี้จะตกไปอยู่ในมือของผู้ใดกันแน่
เพียงแต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจักรพรรดิพระองค์ใหม่จะออกราชโองการอย่างกะทันหันเช่นนี้ กล่าวว่าเฉาเซียงกัวคิดกบฏ สั่งปิดจวนและจับกุมคนตระกูลเฉาทันที
ไม่มีผู้ใดเข้าใจการกระทำของฝ่าบาทเลยสักคนเดียว
มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดฝ่าบาทถึงเล่นใหญ่อย่างกะทันหันเช่นนี้ ?
คนส่วนใหญ่พากันวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนเหล่าขุนนางรีบพากันเข้าวัง พวกเขาอยากทราบสถานการณ์โดยละเอียดจากฝ่าบาท จากนั้นค่อยหารือกันว่าควรจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
เนื่องจากเฉาเซียงกัวมีอำนาจที่ไม่ธรรมดา การแตะต้องเขาอย่างผลีผลามเช่นนี้ อาจนำพามาซึ่งหายนะ
ขุนนางทุกคนรวมตัวกันในท้องพระโรง เพื่อรอเฮ้อเหลียนจวิ้นมาอธิบาย
ผลลัพธ์คือเฮ้อเหลียนจวิ้นยังไม่ทันมาถึง ลี่ไท่เฟยที่กำลังตื่นตระหนกกลับมาถึงก่อน
ลี่ไท่เฟยอยู่ในฉลองพระองค์เต็มยศ นางพาทหารรักษาพระองค์ของตนเองเดินเข้ามาในท้องพระโรงด้วยท่าทีเดือดดาล จากนั้นก็หยุดยืนอยู่หน้าราชบัลลังก์ของเฮ้อเหลียนจวิ้น แล้วหันไปเอ่ยกับขุนนางทั้งหลายว่า “ข้าคิดว่าเฮ้อเหลียนจวิ้นไม่เหมาะเป็นองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเป่ยตี้ ! ”
เมื่อคำเอ่ยนี้หลุดออกมา ขุนนางทุกคนพากันตกตะลึงทันที ทุกคนมองลี่ไท่เฟยราวกับเห็นคนเสียสติ
ฝ่าบาทไม่ใช่บุตรชายแท้ ๆ ของนางหรืออย่างไร มีมารดาคนใดบ้าง ที่อยากทำลายอนาคตของบุตรตนเองเช่นนี้ ?
นางป่วยหรืออย่างไรกัน ?
อารมณ์ของลี่ไท่เฟยกำลังพลุ่งพล่าน ใบหน้าของนางแดงก่ำจนลามลงมาถึงคอ “เฮ้อเหลียนจวิ้นทำอันใดไม่สนผลลัพธ์ที่ตามมา กล่าวโทษสถานหนักให้ขุนนางตามใจชอบ นับเป็นทรราช เขาสั่งประหารคนเก้าชั่วโคตรอย่างง่ายดาย ถือว่าอำมหิตยิ่งนัก ! หลังจากขึ้นครองบัลลังก์ก็หายตัวไปอย่างไร้สาเหตุ ไม่สนใจบ้านเมือง นับว่าไม่มีทั้งความสามารถและความรับผิดชอบ ! นอกจากนี้ เขาไม่เคารพเปิ่นกง นับว่าเป็นลูกทรพี คนที่เลวทรามเช่นนี้ จะคู่ควรเป็นองค์จักรพรรดิได้อย่างไร ! วันนี้ เปิ่นกงจะตัดเลือดเนื้อด้วยความชอบธรรม เสนอให้เฮ้อเหลียนจวิ้นสละราชบัลลังก์ แล้วเลือกจักรพรรดิพระองค์ใหม่ให้แคว้นเป่ยตี้ ! ”
มีขุนนางส่วนหนึ่งที่อยู่ฝ่ายเฉาเซียงกัวรีบออกมาเข้าข้างลี่ไท่เฟย
“กระหม่อมคิดว่าไท่เฟยตรัสได้มีเหตุผลยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ ! นับตั้งแต่ฝ่าบาทขั้นครองบัลลังก์ ก็ไม่ได้ทำอันใดเพื่อแคว้นเป่ยตี้เลย แม้แต่ช่วยแตกกิ่งก้านสาขาให้แคว้นเป่ยตี้ก็ยังไม่ทำ หากมีองค์จักรพรรดิเช่นนี้ ย่อมจะส่งผลเสียต่อแคว้นเป่ยตี้ของพวกเรา”
“กระหม่อมคิดว่า…”
คนกลุ่มหนึ่งกำลังสนทนากันอย่างสนุกสนาน พวกเขาแทบจะรอกระชากมงกุฎออกจากหัวของเฮ้อเหลียนจวิ้นไม่ไหวแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นท่านคิดว่าผู้ใดควรขึ้นมาเป็นองค์จักรพรรดิของแคว้นเป่ยตี้เล่า ? เฉาหยู ? หรือว่าเป็นพวกท่าน ? ”
เฮ้อเหลียนจวิ้นเดินเข้ามาในท้องพระโรง เขาทอดมองเหล่าขุนนางใหญ่ที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก แล้วเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นว่า “เจิ้นไม่คู่ควรเป็นองค์จักรพรรดิอย่างนั้นหรือ ? บัลลังก์ของเจิ้น เสด็จพ่อเป็นผู้ส่งมอบให้ด้วยตนเอง เจิ้นได้มาอย่างถูกต้องตามกฎ ตัวตลกอย่างพวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาสงสัย ? ”