หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1154 ความเห็นไม่ตรงกัน
ตอนที่ 1154 ความเห็นไม่ตรงกัน
หลังจากฟังซูเฉิงซีเอ่ยจนจบ ฮูหยินซูจึงขมวดคิ้วเข้าหากันทันใด “ความหมายของลูกคือหลังจากหลินซิ่วแต่งงานกับลูกแล้ว ยังจะให้นางดูแลโรงหมอนั่นอยู่อีกหรือ ? ”
เมื่อซูเฉิงซีเห็นมารดาของตนเองมีท่าทีเช่นนั้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่านางไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เขารู้สึกดีใจที่ตนเองแอบฟัง แล้วมาลองหยั่งเชิงดูก่อน
เขาคิดว่าเรื่องแบบนี้ควรสื่อสารให้ชัดเจนถึงจะดี ระหว่างแม่ลูกสนทนากันง่าย แม้ว่าจะมีความเห็นไม่ตรงกัน หรืออาจจะทะเลาะกันสักหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่หากรอให้หลินซิ่วแต่งงานกับเขา แล้วปล่อยให้นางเอ่ยปากด้วยตนเอง เช่นนี้อาจจะทำให้หลินซิ่วเป็นฝ่ายลำบากแทน
ตอนนี้เขายังทำอันใดได้ไม่มาก ทว่าหลินซิ่วควรได้แต่งงานกับเขาโดยไร้ซึ่งความกังวลใด ๆ นี่เป็นสิ่งที่เขาควรจะทำ
“ท่านแม่ หลินซิ่วมีความมุ่งมั่นด้านการแพทย์มาตั้งแต่ยังเยาว์ นางพยายามร่ำเรียนมากว่าสิบปี ในระหว่างนั้นต้องใช้แรงใจแรงกายมากเพียงใด มันลำบากยิ่งกว่าการอ่านตำราของลูกเสียอีก กว่านางจะศึกษาเล่าเรียนจนสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย หากต้องล้มเลิกเพราะแต่งงาน ลูกว่ามันน่าเสียดายจนเกินไปนะขอรับ กลับกันแล้ว หากครอบครัวของหลินซิ่วไม่อนุญาตให้ลูกสอบขุนนาง พวกท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ขอรับ ? ”
ฮูหยินซูชะงักงัน จากนั้นนางก็หันหน้ามามองเขา “หลินซิ่วให้เจ้ามาเอ่ยเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ ? ”
ซูเฉิงซีส่ายหน้า “นี่เป็นความคิดของลูกเอง ท่านแม่ องค์หญิงสร้างโรงหมอให้กับหลินซิ่ว วิชาแพทย์ของหลินซิ่วมาจากท่านอาจารย์ฉี เกรงว่าทั้งสองท่านนี้คงไม่ยินดี หากหลินซิ่วปิดโรงหมอหลังจากแต่งงานกับลูก และลูกยังคิดว่าหลินซิ่วยอดเยี่ยมมากยิ่งนัก นางช่วยให้คนรอดพ้นจากความตายและอาการเจ็บป่วย นี่ถือเป็นการสั่งสมบุญบารมีให้กับคนรุ่นหลังขอรับ”
ฮูหยินซูกลับไม่หวั่นไหวเพราะคำเอ่ยของเขาง่าย ๆ “ตระกูลซูของพวกเราเป็นตระกูลขุนนาง สตรีที่แต่งเข้ามาในตระกูลซูมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือการเป็นภรรยาและแม่ที่ดี แม้ว่าหลินซิ่วจะร่ำเรียนวิชาแพทย์มาด้วยความยากลำบาก แต่หากสะใภ้ตระกูลซูของพวกเราออกไปทำงานนอกจวนงก ๆ ผู้อื่นจะมองตระกูลซูของพวกเราอย่างไร ? บางทีองค์หญิงกับท่านอาจารย์ฉีคงเข้าใจเหตุผลข้อนี้”
“ก่อนแต่งงาน หลินซิ่วจะทำอันใด ข้าไม่ถือสา แต่หลังจากแต่งเข้ามาแล้ว นางต้องอยู่เหย้าเฝ้าเรือน ข้าเองก็อายุมากแล้ว หวังให้ลูกสะใภ้มาคอยจัดการดูแลเรื่องในเรือนแทนข้า และช่วยแตกกิ่งก้านสาขาตระกูลซูในเร็ววัน”
“ซีเอ๋อร์ ตระกูลซูมีเจ้าเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว เจ้ารู้หรือไม่ว่าภาระของภรรยาเจ้าหนักอึ้งเพียงใด ? หากทุ่มเทแรงกายทั้งหมดไปที่โรงหมอ ไหนเลยจะมีหลานให้ข้าอุ้มได้เล่า ? ”
ซูเฉิงซีใจสั่นขึ้นมาทันใด อยู่ ๆ เขาก็นึกถึงคำถามที่หลินซิ่วอยากจะให้เขาตอบให้ได้ เดิมทีเขาคิดว่าหลินซิ่วคิดมากจนเกินไป แต่หลังจากได้ยินท่านแม่เอ่ยเช่นนี้แล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดถึงเรื่องนี้ “ท่านแม่ยังไม่แก่สักหน่อย ครอบครัวของพวกเราเรียบง่าย งานไม่ได้ซับซ้อนอันใด ท่านแม่ดูแลจวนมาคนเดียวยี่สิบปียังไม่มีปัญหาอันใดเลย ส่วนเรื่องสืบทอดตระกูล ลูกกับหลินซิ่วจะพยายามอย่างแน่นอน ทว่าเรื่องโรงหมอ ลูกหวังว่าท่านแม่จะเคารพในความคิดของหลินซิ่ว ให้นางเป็นคนตัดสินใจด้วยตนเอง ได้หรือไม่ขอรับ ? ”
ฮูหยินซูไม่ได้รับปากในทันที “เรื่องนี้ข้าต้องไปปรึกษากับท่านพ่อของเจ้าก่อน แล้วถึงจะให้คำตอบเจ้าได้ ซีเอ๋อร์ ลูกต้องคิดให้ดี วันข้างหน้าหากลูกเป็นขุนนางแล้ว ลูกอาจจะถูกส่งไปเป็นขุนนางที่อื่นได้ทุกเมื่อ หากหลินซิ่วต้องคอยดูแลโรงหมอ พวกเจ้าจะทำอย่างไร ? จะย้ายโรงหมอตามไปด้วยหรือพวกเจ้าสองสามีภรรยาจะแยกกันอยู่เล่า ? ”
“นับตั้งแต่โบราณมา หลังจากแต่งงานแล้ว สตรีจะต้องยอมปล่อยวางงานอดิเรก เพื่อคอยดูแลสามีและสนับสนุนกิจการของสามี คอยจัดการทุกอย่างแทนสามี เพื่อให้สามีออกไปทำงานอย่างไร้ซึ่งกังวล แม่ไม่ได้อยากได้สิ่งใดจากภรรยาของเจ้า เพียงแค่อยากให้นางทำเรื่องเหล่านี้ ท่านยายของเจ้ารวมถึงแม่ก็ใช้ชีวิตมาเช่นนี้ ข้าหวังว่านางก็จะสามารถทำได้เช่นกัน”
หลังจากเดินออกมาจากเรือนของฮูหยินซู ซูเฉิงซีก็รู้สึกหนักใจมากยิ่งนัก
ความหมายในคำเอ่ยของท่านแม่ก็คือ…นางไม่อยากให้หลินซิ่วดูแลโรงหมอต่อหลังจากแต่งงานแล้ว
ทว่าหลินซิ่วชื่นชอบวิชาแพทย์มากเพียงใด ตัวเขาย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
แต่จะทำอันใดได้เล่า ?
หลังจากไป๋หยู่โหลวกลับมาถึงจวนตระกูลซูแล้ว นางก็เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในเรือนของตนเอง นางใช้ให้หลิงหลงไปหยิบกระโถนมา แล้วใช้ตะเกียบกดลิ้นไก่
ความรู้สึกอยากอาเจียนปะทุขึ้นมาทันใด จากนั้นไป๋หยู่โหลวก็อาเจียนลงกระโถนอย่างแรง
หลังจากอาเจียนมาได้สักพัก ไป๋หยู่โหลวถึงได้รู้สึกว่าตนเองอาเจียนเอาอาหารในท้องออกมาจนหมดแล้ว
หลิงหลงนำเอาของสกปรกเหล่านั้นออกไป ทั้งยังสั่งให้พวกสาวใช้เปิดหน้าต่างเพื่อระบายกลิ่น ไป๋หยู่โหลวหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาที่หางตา ตอนนี้นางรู้สึกเคียดแค้นยิ่งกว่าอะไรดี
ฮูหยินเสิ่นผู้นั้นช่างน่าชังยิ่งนัก !
ไม่เพียงแค่เอ่ยให้นางต้องอับอายเท่านั้น ทว่ายังบังคับให้นางกินของเหล่านั้นอีก นางกินจนรู้สึกว่าอาหารเหล่านั้นขึ้นมาถึงลำคอของตนเองแล้ว
หลังจากนางเอ่ยปากขอร้อง ฮูหยินเสิ่นผู้นั้นถึงได้ยอมปล่อยนางออกมา
เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้แล้ว ไป๋หยู่โหลวก็อดไม่ได้ที่จะขยำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น
นางจะต้องแต่งงานกับญาติผู้พี่ให้ได้ ! ฮูหยินเสิ่นผู้นั้นจะได้ไว้หน้านางบ้าง เห็นว่านางเป็นแค่บุตรสาวพ่อค้า จึงกล้ารังแกนางอย่างนั้นหรือ ? !
หากนางได้แต่งงานกับญาติผู้พี่ นางก็จะกลายเป็นฮูหยินผู้สูงศักดิ์ !
ดูสิว่าพอถึงเวลานั้น ผู้ใดจะกล้าทำแบบนี้กับนางอีก !
ทันใดนั้นหลิงหลงก็วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าดีอกดีใจ “คุณหนู มีข่าวดีเจ้าค่ะ”
ไป๋หยู่โหลวอาเจียนมาค่อนวัน ตอนนี้นางกำลังรู้สึกแย่ ดังนั้นจึงเอ่ยถามอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า “ข่าวดีอันใด ? ”
หลิงหลงเดินเข้าไปกระซิบข้างหูนาง “เมื่อครู่ข้าน้อยได้ยินสาวใช้ในเรือนฮูหยินซูสนทนากันว่า…คุณชายกับฮูหยินซูทะเลาะกันเรื่องแม่นางหลินซิ่วเจ้าค่ะ ได้ยินมาว่าเพราะแม่นางหลินซิ่วคิดจะดูแลโรงหมอต่อ หลังจากแต่งงานกันแล้ว นางจึงขอให้คุณชายมาเจรจากับฮูหยินซู ตอนนี้ฮูหยินซูยังไม่ได้รับปาก ตอนคุณชายออกมาจากเรือน สีหน้าของเขาไม่ค่อยสู้ดีเท่าใดนักเจ้าค่ะ”
ไป๋หยู่โหลวหลงลืมความรู้สึกแย่ทันที “จริงหรือ ? ”
หลิงหลงพยักหน้าระรัว “สาวใช้ในเรือนฮูหยินซูเอ่ยออกมาด้วยตนเองเจ้าค่ะ”
ไป๋หยู่โหลวรีบลุกขึ้นยืนทันใด จากนั้นก็ให้หลิงหลงรีบจัดทรงผมให้นาง “ข้าจะไปเรือนท่านป้าสักหน่อย”
หลิงหลงยังคงแนะนำอีกว่า “คุณหนู เปลี่ยนชุดก่อนเถิดเจ้าค่ะ ชุดนี้เต็มไปด้วยกลิ่นหม้อไฟ หากไปพบฮูหยินซูทั้งอย่างนี้ จะเป็นการเสียมารยาทเอานะเจ้าคะ”
ไป๋หยู่โหลวพยักหน้ารับ “ควรเปลี่ยนจริง ๆ นั่นแหละ ใส่ชุดสีน้ำทะเลนั่นก็แล้วกัน”
ไปพบท่านป้า จะใส่สีขาวไม่ได้เด็ดขาด
หลิงหลงรีบไปหยิบชุดนั้นมาด้วยรอยยิ้ม
ตอนสองนายบ่าวมาถึงเรือนฮูหยินซู ฮูหยินซูกำลังอารมณ์เสียอยู่ คำเอ่ยของซูเฉิงซีเมื่อครู่ ทำให้นางหงุดหงิดพอสมควร
นางหวังให้ลูกสะใภ้ให้ความสำคัญกับตระกูลซูของพวกนาง ทว่าตอนนี้ลูกสะใภ้ยังไม่ทันได้แต่งเข้ามา ก็โวยวายจะดูแลโรงหมอต่อแล้ว เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกรับไม่ได้เท่าใดนัก
ทันใดนั้นสาวใช้ก็เข้ามารายงาน กล่าวว่าไป๋หยู่โหลวมาขอพบ ฮูหยินซูสั่งให้สาวใช้บอกกับไป๋หยู่โหลวว่าตนเองไม่สบาย ไม่อยากพบผู้ใดทั้งนั้น
สำหรับหลานสาวผู้นี้ ฮูหยินซูไม่ได้รู้สึกผูกพันอันใด มารดาของไป๋หยู่โหลวเป็นน้องสาวที่เกิดจากอนุภรรยาของบิดานาง นับตั้งแต่โบราณมา ภรรยาเอกกับอนุไม่เคยญาติดีต่อกัน ดังนั้นนางกับมารดาของไป๋หยู่โหลวจึงไม่ค่อยรักใคร่กลมเกลียวกันสักเท่าใดนัก แล้วนับประสาอันใดกับหลานสาวอย่างไป๋หยู่โหลวเล่า