ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1034 เมียจ๋าอยากไปทำงานแล้ว
ตอนที่ 1034 เมียจ๋าอยากไปทำงานแล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้พูดอะไรอีกจนเขาออกจากบ้านของหลี่เหยียน
หลังจากที่กลับมาที่บ้านหลี่เจิ้งเว่ย ก็พบว่าหวังซิ่วหยูได้ทำอาหารไว้แล้ว
มีหม้อมันฝรั่งตุ๋น พร้อมกับเบคอนผัดวุ้นเส้น ไข่คนกับมะเขือเทศ ผักทอด และพริกแห้งทอดหนึ่งจาน
“ตั้งแต่ที่ได้มีการสร้างผักเรือนกระจกมา ก็มีผักให้ได้กินเป็นประจำเลย ! ”
ในขณะที่พูดอยู่นั้น หวังซิ่วหยูก็ได้เรียงจานถ้วยช้อนตะเกียบไปด้วย
หลี่เจิ้งเว่ยจึงได้หยิบเหล้าออกมาแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เสี่ยวไป๋ นายรู้ไหมในชิงโจวตอนนี้เขากำลังฮิตพูดคำว่าอะไรกันอยู่ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ส่ายหัวแล้วถามกลับว่า “พูดว่าอะไรเหรอครับ ? ”
หลี่เจิ้งเว่ยกล่าวว่า “เวลาที่กินน้ำอย่าลืมคนขุดบ่อ เวลากินอาหารอย่าลืมเจียงเสี่ยวไป๋ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “ทำไมถึงได้พูดเกินจริงขนาดนี้ ? ”
หลี่เจิ้งเว่ยกล่าวว่า “บางทีในสายตาของคุณ การสอนเทคโนโลยีผักเรือนกระจกอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยธรรมดา แต่สำหรับเกษตรกรส่วนใหญ่แล้ว นี่เป็นอะไรที่ดีมาก”
เขาชี้ไปที่หวังซิ่วหยู “ดูอย่างคุณป้าของคุณเป็นตัวอย่าง ตอนนี้เธอก็กำลังปลูกผักเรือนกระจกอยู่ที่บ้าน รายได้ของเธอต่อเดือนในตอนนี้ก็มากกว่าของฉันไปหลายเท่าเลย”
เจียงเสี่ยวไป๋เมื่อได้ยินหวังซิ่วหยูพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็เลยพูดขึ้นมาว่า “คุณลุง คุณก็สามารถที่จะสร้างรายได้จากการปลูกผักเรือนกระจกได้นะ เพราะชิงโจวเป็นสถานที่แรกและที่เดียวในประเทศตอนนี้ที่ปลูกผักเรือนกระจก จากมุมมองทางธุรกิจแล้ว มันเหมือนเป็นธุรกิจพิเศษไปแล้ว”
“ในยุคนี้ การหาเงินนั้นมันง่ายมากถ้ารู้วิธีที่ถูกต้อง”
หลี่เจิ้งเว่ยยิ้มและพูดว่า “ถึงแม้ว่ามันอาจจะดูง่าย แต่ที่จริงแล้วมันมีวิธีของมัน ! ”
ในขณะที่พูดอยู่นั้น เขาก็ทำท่าเหมือนว่ากำลังจะเทเหล้าให้เจียงเสี่ยวไป๋ไปด้วย
เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋เห็นแบบนั้นจึงรีบหยิบแก้วออกมาแล้วพูดว่า “ลุงดื่มกับพ่อของผมเลย ผมไม่ดื่ม เพราะผมจะต้องขับรถกลับ”
หลี่เจิ้งเว่ยหยุดรินและพูดต่ออีกว่า “ทำไมถึงต้องขับรถกลับล่ะ คืนนี้นอนที่บ้านฉันเอาสิ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เพราะมีเด็ก ๆ รออยู่”
หลังจากได้ยินแบบนี้ หลี่เจิ้งเว่ยก็พยักหน้าและพูดต่อว่า “จริงด้วย ฉันลืมไปเลย เอาล่ะ งั้นก็ไม่ต้องดื่มแหละดีแล้ว”
เขาจึงหันไปเติมเหล้าให้กับเจียงไห่หยางพร้อมกับชวนเจียงเสี่ยวไป๋กินข้าวแทน
ทันทีที่หวังซิ่วหยูนั่งลงที่โต๊ะ เธอก็ได้ถามขึ้นมาว่า “ก่อนหน้านี้ที่พวกคุณไปหาหลี่เหยียน ได้คุยกันแล้วใช่ไหม ? ”
“คุยกันแล้ว ! ” เจียงไห่หยางตอบกลับพร้อมกับมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ แล้วพูดขึ้นมาว่า “ตอนอยู่ที่บ้านของหลี่เหยียน แกไม่ควรพูดแบบนั้นนะ อย่าให้มีอีก”
ในความคิดของเขา เจียงเสี่ยวไป๋เก่งเรื่องธุรกิจจริง แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับชนบทนี้ดีเท่าไหร่ ตอนที่อยู่บ้านหลี่เหยียน เขาไม่ได้ตำหนิอะไรออกมาเพื่อที่จะรักษาหน้าเจียงเสี่ยวไป๋ไว้ แต่ตอนนี้ที่บ้านป้าของเขาไม่มีคนนอก ดังนั้นจึงสอนบทเรียนให้กับเขาในทันที
ที่จริงเขาไม่ได้อยากจะตำหนิอะไรเลย แต่ก็เพื่อไม่ให้เจียงเสี่ยวไป๋ทำมันอีกในอนาคต
เจียงเสี่ยวไป๋จึงกล่าวว่า “พ่อครับ แต่ก่อนหน้านี้ที่ผมพูดในบ้านหลี่เหยียนมันคือเรื่องจริงนะ”
เจียงไห่หยางตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “แล้วพูดไปให้มันได้อะไรขึ้นมา ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมก็แค่มีแผนอยากจะช่วยช่างฝีมือเก่ง ๆ อย่างหลี่เหยียนก็เท่านั้น”
เจียงไห่หยางถามซัก “แผน ? แล้วแผนที่ว่านั่นมันคือแผนอะไร ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “พูดไปพ่อก็ไม่เข้าใจ แต่เอาเป็นว่าพ่อไม่ต้องกังวลไป พ่อรู้แค่ว่าผมไม่ใช่คนแบบที่พ่อคิดก็พอครับ”
เมื่อเจียงไห่หยางได้ยินแบบนั้นก็โกรธทันทีและพูดออกมาด้วยความโกรธว่า “ไม่ลองพูดดูก่อนล่ะ แกรู้ได้ยังไงว่าฉันจะไม่เข้าใจ ? ”
ทันทีที่เห็นแบบนี้ หลี่เจิ้งเว่ยก็รีบพูดแทรกขึ้นในทันที “เอาหน่า พี่ไห่หยาง ไม่เป็นไรหรอก เสี่ยวไป๋เขาก็คงจะมีเหตุผลของเขาเองนั่นแหละ ปล่อยเขาไปเถอะ”
หวังซิ่วหยูกล่าวเสริมอีกว่า “ใช่ พี่เขย คนหนุ่มสาวทุกวันนี้ความคิดแตกต่างไปจากยุคของเรามาก ที่ผ่านมาเสี่ยวไป๋เขาก็ทำทุกอย่างได้ดี ทำไมยังต้องกังวลอีก ! ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เจียงไห่หยางก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิด
หลี่เจิ้งเว่ยเมื่อเห็นแบบนั้นจึงชักชวนให้เขาดื่มในทันที “มา ๆ ๆ มาดื่มกันเถอะ อย่าไปสนใจเรื่องของคนหนุ่มสาวเลย”
ดีที่หวังซิ่วหยูเธอเก็บผักมาเยอะมาก เธอเก็บมาเผื่อเจียงเสี่ยวไป๋ด้วย
กว่าที่ทุกคนจะกินอาหารเสร็จก็ปาไปทุ่มกว่าแล้ว
เจียงไห่หยางและเจียงเสี่ยวไป๋จึงได้รีบกล่าวลาในทันที ก่อนที่จะรีบกลับไปที่บ้าน ดีที่หลี่เจิ้งเว่ยและภรรยาของเขาเข้าใจดีที่ว่าพวกเขามีเด็ก ๆ อีกสี่คนที่รออยู่บ้าน จึงต้องรีบกลับก่อน
ในระหว่างทางที่กำลังขับตามทางมาก็ได้ผ่านมาถึงหมู่บ้านหวังเจียพอดี เจียงเสี่ยวไป๋จึงหันไปถามพ่อของเขาว่า “พ่อครับ จะไปบ้านลุงไหม ? ”
เจียงไห่หยางที่ดูเหมือนจะยังคงโกรธอยู่พูดว่า “ดึกขนาดนี้แล้ว จะไปอีกทำไม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม เขาอายุก็ตั้งขนาดนี้แล้ว แต่ทำไมยังขี้งอนแบบนี้อยู่อีก ?
“โอเค งั้นค่อยไปครั้งหน้าก็ได้”
หลังจากพูดอย่างนั้นเสร็จแล้ว เขาก็ได้ขับรถตรงไปข้างหน้าเพื่อกลับไปยังเจียงวานในทันที
และหลังจากนั้นก็ไม่มีบทสนทนาอะไรใดเพิ่มอีก
ในวันรุ่งขึ้นก็เป็นวันจันทร์แล้ว ในตอนนี้เจียงเสี่ยวไป๋จึงกำลังเตรียมตัวที่จะไปทำงานหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว หลินเจียอินจะมาส่งเขาที่ลานจอดรถใต้ดินเป็นประจำ เธอได้พูดขึ้นในขณะที่กำลังเดินกันอยู่ว่า “สามี ในตอนนี้ทั้งอันอันและห่าวห่าวก็อายุได้สองเดือนครึ่งแล้ว ฉันเองก็อยากกลับไปทำงานแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “เมียจ๋า แล้วถ้าเกิดว่าคุณไปทำงาน แล้วจะเอาพวกเขาไปอยู่ที่ไหน ? ”
หลินเจียอินพูดว่า “พ่อก็อยู่บ้านไม่ใช่เหรอ อีกอย่างคุณเองก็กลับมาบ้านทุกตอนเที่ยงอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นห่วงหรอก”
เป็นเวลากว่าสองเดือนแล้วที่เธอกลับมาจากโรงพยาบาลหลังจากคลอดลูก เธออยู่บ้านทุกวันและรู้สึกเหมือนแทบจะหายใจไม่ออก ดังนั้นเธอจึงมาคุยกับเจียงเสี่ยวไป๋
แต่เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ต้องการให้หลินเจียอินไปทำงานเร็วขนาดนี้ แต่เขาก็เข้าใจความรู้สึกของเธอดี
ดังนั้นเขาจึงเสนอว่า “งั้นเราพาอันอันและห่าวห่าวเข้ามาในเมืองด้วยกันเลยดีไหม ? ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น หลินเจียอินก็มีความสุขขึ้นมาในทันที แต่ผ่านไปไม่นานสีหน้าของเธอก็เริ่มจางลงและพูดว่า “แม่ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน”
เจียงเสี่ยวไป๋ก็คิดแบบเดียวกัน
ตอนนี้แม่สนุกที่ได้อยู่กับเจียงอันและเจียงห่าวทุกวัน ถ้าเกิดเธอรู้ว่าพวกเราพาเด็กน้อยสองคนเข้าเมืองมา เธอจะมีความสุขได้อย่างไร ?
เฮ้อ ถ้ามีบ้านในเมืองก็คงจะดี
เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย เขาน่าจะซื้อบ้านในเมืองมานานแล้ว ถ้าซื้อไว้ป่านนี้ก็สามารถพาพ่อและแม่เข้ามาอยู่ในเมืองและภรรยาของเขาเองก็จะได้ไป ๆ มา ๆ ได้สะดวกมากขึ้น
จะซื้อบ้านสักหลังในตอนนี้น่ะ มันไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว
แต่การจะหาบ้านที่มันตรงใจนั้นมันยากมาก
แต่เมื่อมองเห็นถึงความคาดหวังในดวงตาของภรรยาแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋จึงพูดขึ้นมาว่า “งั้นเอาแบบนี้ดีไหม วันนี้ผมจะไปดูทางฝั่งของเยี่ยนหงก่อน จะไปบอกเธอสักหน่อย แล้วพรุ่งนี้ผมจะพาคุณกับแม่ไปพักที่บ้านเยี่ยนหงก่อนสักสองสามวัน แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาดูกันว่าจะทำอย่างไรให้คุณทำงานได้ และแม่ก็จะได้ดูแลอันอันกับห่าวห่าวสะดวกด้วย”
หลินเจียอินรู้สึกดีใจมากหลังจากได้ยินแบบนี้ “งั้นคุณอย่าลืมนะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ผมอาจจะลืมได้ทุกอย่าง แต่เรื่องของเมียจ๋าน่ะ ผมไม่ลืมหรอก”
หลินเจียอินพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า “คุณนี่ปากหวานจริง ๆ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะออกมาเสียงดัง “คุณเองก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าผมปากหวานขนาดไหน ! ”
ใบหน้าของหลินเจียอินเปลี่ยนเป็นสีแดงกะทันหัน
ผู้ชายคนนี้เขาชอบทำอะไรแบบนี้อยู่เสมอเลย
เธอทำเป็นไม่สนใจ หันหลังกลับแล้ววิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
เจียงเสี่ยวไป๋ยืนมองดูแผ่นหลังของเธอที่ค่อย ๆ ไกลออกไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะเดินลงบันไดหินเข้าไปในลานจอดรถใต้ดิน
ก่อนที่จะเห็นจางเสี่ยวชุ่นที่มารออยู่ที่นี่ก่อนแล้ว
“สวัสดีครับผู้ช่วยเจียง ! ”
เมื่อเห็นเจียงเสี่ยวไป๋ที่กำลังเดินมา จางเสี่ยวชุ่นจึงรีบกล่าวสวัสดีและเปิดประตูรถให้ในทันที
เจียงเสี่ยวไป๋ขึ้นไปบนรถแล้วนั่งลง จางเสี่ยวชุ่นจึงได้เริ่มสตาร์ทรถและรถแลนด์โรเวอร์ก็ได้เคลื่อนตัวออกไปอย่างช้า ๆ ตรงเข้าไปในเมือง
“หัวข้อประชุมเช้านี้คือเรื่องการขายใช่ไหม ? ” เจียงเสี่ยวไป๋ถาม
จางเสี่ยวชุ่นพยักหน้าและกล่าวว่า “ใช่ครับ เริ่มประชุมตอนสิบโมงเช้า ยังเหลือเวลาอีกเยอะครับ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นคุณไปส่งฉันที่สำนักงานเทศบาลก่อน แล้วค่อยกลับไปบอกเฉินอันผิงว่าในประชุมวันนี้จะให้พวกเขาหารือเกี่ยวกับคดีที่ได้รับมอบหมายในครั้งที่แล้ว วันนี้ฉันไม่ได้เข้าไป”
“ครับ ! ” จางเสี่ยวชุ่นตอบรับและพูดต่อว่า “งั้นหลังจากที่ผมบอกคุณเฉินแล้ว ผมจะรีบกลับมารับคุณ”