หญิงพาลผู้งามล่มเมือง กับสามีลึกลับริมบึง - บทที่ 556 ฉีหวังเป็นคนเช่นไร
บทที่ 556 ฉีหวังเป็นคนเช่นไร
การรับส่งลูกล้อกันอย่างเข้าขาของเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่ต้าเฉิง ช่วยกดข่มความทะเยอทะยานของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นลงได้สำเร็จ เมื่อพระองค์สงบสติอารมณ์และตรองดูอย่างละเอียด ก็พบว่าหากดึงอำนาจทหารบางส่วนของกองกำลังชานเมืองหลวงกลับมา ไม่ว่าจะเก็บไว้เองหรือมอบให้โอรสทั้งสองคน ล้วนแต่เป็นดั่งเผือกร้อนลวกมือทั้งสิ้น
หากเก็บไว้ที่พระองค์เอง ลูกทั้งสองคนย่อมชิงอำนาจกันรุนแรงยิ่งขึ้น สุดท้ายก็ต้องถูกแบ่งแยกออกไปอยู่ดี อีกทั้งตามธรรมเนียมโบราณ ฮ่องเต้มักมิอาจถือครองอำนาจทหารไว้แต่เพียงผู้เดียวทั้งหมด ปัจจุบันอำนาจทหารตามชายแดนล้วนอยู่ในมือพระองค์ หากยังจะยึดกองกำลังชานเมืองหลวงมาอีก เกรงว่าแคว้นเหลี่ยหลานที่จ้องจะหาโอกาสอยู่อาจเข้าใจผิดว่าพระองค์เตรียมรวมกำลังเพื่อบุกโจมตีครั้งใหญ่ จนอาจทำให้อีกฝ่ายจนตรอกแล้วลุกขึ้นสู้ตายก็เป็นได้
แต่หากมอบอำนาจนี้ให้โอรสคนใดคนหนึ่ง ย่อมเป็นการเสริมอำนาจให้ฝ่ายนั้นแข็งแกร่งจนเกินไป ซึ่งมิใช่สิ่งที่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นปรารถนาจะเห็นเลยแม้แต่น้อย
แม้จงเจิ้งเสียนจะเพิ่งกลับเข้าสู่ราชสำนักได้เพียงครึ่งปี แต่เขาก็เคยวางรากฐานไว้ก่อนหน้านั้นนานแล้ว เพียงชั่วเวลาสั้น ๆ ขุนนางเกือบครึ่งหนึ่งจึงพากันแปรพักตร์ไปเข้าพวกกับเขา
ในขณะที่จงเจิ้งอวี่แม้จะมีกองกำลังในมือ แต่กลับมีคนเก่งคอยรับใช้น้อยนัก พี่น้องทั้งสองจึงยังคงรักษาดุลอำนาจที่เปราะบางนี้ไว้ได้
ที่สำคัญ โอรสทั้งสองต่างมีความขุ่นเคืองที่ฮ่องเต้มิมีความเมตตา จงเจิ้งเสียนซ่อนตัวอยู่นานสองปีจนสามารถสั่นคลอนรากฐานของตระกูลเฉินได้ ตอนนี้ตระกูลเฉินใกล้จะล่มสลายเต็มที ทว่าฮ่องเต้กลับมิยอมคืนตำแหน่งรัชทายาทให้เขา ทำให้เขายังคงมีความโกรธแค้นสะสมอยู่ในใจ
ส่วนจงเจิ้งอวี่ หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนจากไป อำนาจทหารห้าแสนนายชานเมืองหลวงควรจะตกอยู่ในมือฮ่องเต้ทั้งหมด แต่ใครจะรู้ว่าใต้บังคับบัญชาของเมิ่งฉีฮ่วนจะแข็งแกร่งและภักดีเช่นนั้น เมื่อตอนที่เมิ่งฉีฮ่วนยังอยู่ในเมืองหลวง จงเจิ้งอวี่มีความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขา ดังนั้นหลังจากเกิดเรื่องที่เหลียวปี้เลี่ยตง ฮ่องเต้จึงแสร้งทำเป็นปูนบำเหน็จความดีความชอบให้ฉีหวัง ด้วยการมอบอำนาจทหารครึ่งหนึ่งให้จงเจิ้งอวี่แทน ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้จงเจิ้งอวี่อย่างมาก เพราะเขารู้สึกว่าบิดาหวาดระแวงตนและลำเอียงไปทางจงเจิ้งเสียนมากกว่า
ดังนั้น อำนาจทหารอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ การวางไว้ในมือเมิ่งฉีฮ่วนจึงเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด
หนึ่งคือเพื่อคานอำนาจในราชสำนัก สองคือต่อให้เมิ่งฉีฮ่วนคิดจะก่อกบฏ เขาก็ไม่สามารถสั่งการกองทัพชานเมืองหลวงทั้งหมดได้เพียงลำพัง และฮ่องเต้เองก็รู้จักนิสัยของน้องชายคนนี้ดีว่ามิได้มีความทะเยอทะยานที่จะแย่งชิงอำนาจ ดังนั้นพระองค์จึงมิคิดจะมอบทหารส่วนที่เหลือให้จงเจิ้งอวี่
หลังเลิกประชุมขุนนาง ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นประทับอยู่ในห้องทรงอักษร พลางครุ่นคิดถึงเรื่องทั้งหมดนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดเศียรเวียนเกล้า
“ฝ่าบาท น้ำแกงโสมอุ่นมาหลายรอบแล้ว หากอุ่นไปมากกว่านี้จะเสียรสชาติเอาได้นะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหรูรวบรวมความกล้าเอ่ยเตือน
ฮ่องเต้ถอนหายใจยาว “ยกมาเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีหรูยิ้มแก้มปริ รีบสั่งให้คนนำน้ำแกงโสมมาถวาย
ฮ่องเต้จิบน้ำแกงพลางครุ่นคิดอย่างหนัก จู่ ๆ ก็วางถ้วยลงแล้วหันไปถามขันทีคนสนิท “เจ้าหรู เจ้าคิดว่าเหวินจั๋วเป็นคนอย่างไร?”
“ฉีหวังทรงเป็นผู้ที่รู้จักกาลเทศะ รู้จักถอยและรุกพ่ะย่ะค่ะ” คำถามนี้ฮ่องเต้เคยถามมานับครั้งไม่ถ้วน จนขันทีหรูเรียนรู้วิธีการตอบแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นจนคล่องปาก
“อย่ามาทำไขสือกับข้า เจ้ารู้ดีว่าข้าถามถึงสิ่งใด!” ฮ่องเต้ถลึงตาใส่
ขันทีหรูปั้นหน้าลำบากใจ พลางถูมือไปมา ไม่กล้าปริปาก
“พวกเจ้าถอยออกไปให้หมด ไม่ต้องคอยรับใช้ที่นี่” ฮ่องเต้โบกมือไล่เหล่านางกำนัลและขันทีคนอื่น ๆ จนเหลือเพียงเขาและขันทีหรูเพียงสองคน “คราวนี้พูดมาได้หรือยัง”
ขันทีหรูได้ยินดังนั้นจึงทรุดเข่าลงหมอบลงโขกศีรษะแทบเท้า “ฝ่าบาท ความจริงพระองค์ทรงทราบดีอยู่ในพระทัย ฉีหวังทรงเป็นคนตรงไปตรงมาและเด็ดเดี่ยว สิ่งที่เขาปรารถนาจริง ๆ มิใช่แผ่นดินตงฮั่น แต่คือการใช้ชีวิตคู่อย่างสงบสุขกับฉีหวังเฟย หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เขาไม่มีใจให้ราชการแผ่นดินเลยแม้แต่น้อย หากจะให้ข้าน้อยวิจารณ์ ข้าน้อยก็มิทราบจะกล่าวสิ่งใดจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกลับมิได้กริ้วอย่างที่คิด พระองค์นิ่งเงียบไปนานก่อนจะทอนลมหายใจหนักหน่วง “เจ้าพูดถูก… ข้ารู้อยู่แก่ใจเสมอมา แต่ข้าก็ยังวางใจมิได้ เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าเหตุใด?”
“ข้าน้อย… มิทราบพ่ะย่ะค่ะ…” เขาเป็นเพียงขันที จะไปรู้เรื่องใหญ่โตปานนั้นได้อย่างไร การวิจารณ์เรื่องราชสำนักมีโทษถึงขั้นประหารเชียวนะ!
“เหอะ ข้ายอมเชื่อว่าเขาไม่สนใจอำนาจ แต่เจ้าดูสิ่งที่เขาทำในช่วงครึ่งปีมานี้สิ!” ฮ่องเต้ทอดถอนใจอีกครั้ง “เขากำลังพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่า ลูกชายทั้งสองคนของข้า แม้แต่ปลายนิ้วก้อยของเขาก็ยังเทียบมิได้!”
“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ ฉีหวังมิได้มีเจตนาเช่นนั้นเลยนะพ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีหรูสั่นไปทั้งตัว สมคำร่ำลือที่ว่าอยู่ใกล้ฮ่องเต้เหมือนอยู่ใกล้เสือจริง ๆ
“ตั้งแต่เขาไปที่เหลียวปี้เลี่ยตง นอกจากจะจัดการพวกสิบสองถ้ำแห่งหนานเจียงที่คอยตามรังควานได้แล้ว เขายังซ้อนกลใช้พวกชนเผ่าเร่ร่อนมาเป็นพวก จนสุดท้ายยึดเหลียวปี้เลี่ยตงได้สำเร็จ แถมยังกวาดต้อนเผ่าเหล่านั้นเข้าสังกัดได้อีก!” ฮ่องเต้ลุกขึ้นเดินไปมาอย่างตื่นเต้น “แล้วที่เมืองเทียนซิงอู่เหอ ดินแดนที่ไม่มีใครหน้าไหนคุมได้มาแต่อดีต เขากลับทำสิ่งใดลงไป!”
“เขาใช้ชื่อ ‘ท่านเก้า’ ที่เคยสร้างชื่อเสียงดังก้องในอดีตมาสถาปนาอำนาจของตนเองที่นั่น! แถมยังทำลายเกาะถงเซิงของราชวงศ์เสียย่อยยับ แล้วแม่นางฮั่นหรงฟูเหรินนั่นอีกล่ะ… นางยังคิดค้นวิชาถลุงเกลือและถลุงน้ำมันขึ้นมาอีก ทุกอย่างล้วนเป็นความดีความชอบใหญ่หลวงที่ควรค่าแก่การจารึกไว้ในประวัติศาสตร์!”
“แล้วเจ้าหันกลับมาดูลูกชายของข้า ทั้งเสียนเอ๋อร์ ทั้งอวี่เอ๋อร์ แย่งชิงกันแทบตายในช่วงครึ่งปีมานี้ ได้สิ่งใดกลับมาบ้าง?”
“มิได้สิ่งใดเลย!”
ยิ่งตรัสก็ยิ่งฉุนเฉียว ฮ่องเต้สะบัดพระหัตถ์เพียงครั้งเดียว ฎีกาทั้งหมดบนโต๊ะก็ร่วงกราวลงพื้น
ขันทีหรูต้องแบกรับโทสะจักรพรรดิโดยมิทราบสาเหตุ ได้แต่หมอบสั่นอยู่บนพื้น ไม่กล้าเอ่ยคำใด
“ข้ายิ่งมองลูกชายทั้งสองคนนี้ ยิ่งเห็นแต่ความอ่อนแอไร้ความสามารถ!” ฮ่องเต้ไอออกมาด้วยความขัดเคือง
“ถึงจะอ่อนแอไร้ความสามารถเพียงใด พวกเขาก็ยังเป็นลูกของท่าน แทนที่จะเอาเวลามานั่งโกรธเคืองอยู่ที่นี่ สู้รีบหาทางให้ลูก ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริมวิชาถลุงเกลือและถลุงน้ำมัน เพื่อสร้างผลงานจะดีกว่าหรือไม่!” เสียงของฮองเฮาดังก้องมาจากหน้าประตู
ขันทีหรูลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางยกมือปาดเหงื่อเย็น ๆ ที่หน้าผาก
“อาไฉ่ เจ้ามาได้อย่างไรกัน” เมื่อฮ่องเต้เห็นฮองเฮา โทสะที่มีก็มลายหายไปเกินครึ่ง “หากเจ้าอยากพบข้า เพียงให้คนมาแจ้ง ข้าจะรีบไปหาเจ้าที่ตำหนักซานเป่าทันที ดูสิ ข้างนอกอากาศร้อนปานนี้ เจ้ายังอุตส่าห์เดินมาเองให้เหนื่อยเปล่า” ฮ่องเต้ทำท่าจะเข้าไปกุมมือฮองเฮา
ฮองเฮาถอยหลังไปครึ่งก้าว พลางย่อกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม “หม่อมฉันบุ่มบ่ามเข้ามาในเขตหวงห้ามโดยมิได้รับอนุญาต ขอฝ่าบาทโปรดลงอาญาด้วยเพคะ”
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ “อย่าล้อข้าเล่นเช่นนี้เลย ที่นี่ไม่มีผู้อื่น จะลงอาญาอะไรกัน!”
“ท่านหรูก็อยู่มิใช่หรือเพคะ” ฮองเฮาก้มหน้าเอ่ย
ทันทีที่ได้ยิน ขันทีหรูแทบจะคลานเข่าหนีออกจากห้องทรงอักษรไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าสุนัข โดยไม่ต้องรอให้ฮ่องเต้สั่งสักคำ ก่อนไปเขายังไม่ลืมฉุดดึงนางกำนัลของฮองเฮาออกมาด้วย ทั้งคู่พากัน “กลิ้ง” ออกไปจากที่นั่นอย่างรู้กาลเทศะ