พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 540 ทำไมถึงเต็มใจ
ตอนที่ 540
ทำไมถึงเต็มใจ
เมื่อถงเหมี่ยวเหมี่ยวมาถึง ตระกูลอินยังคงจัดเตรียมของอยู่ ซึ่งบ่งชี้ว่างานเลี้ยงในครอบครัวยังไม่เริ่ม
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนั่งลงข้าง ๆ อินอวี่โหรว ขณะที่มู่อวี้เฉิงพูดคุยกับผู้เฒ่าอินสบาย ๆ อยู่ข้าง ๆ เขา
ไม่รู้ว่ามู่อวี้เฉิงพูดอะไร แต่ผู้เฒ่าอินหัวเราะฮ่า ๆ อยู่หลายครั้งจนถงเหมี่ยวเหมี่ยวต้องเหลือบมอง
นึกไม่ถึงว่ามู่อวี้เฉิงจะพูดเก่งและทำให้ผู้เฒ่าอินมีความสุขได้ขนาดนี้
เมื่อเห็นว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวหันไปมอง อินอวี่โหรวก็หันไปมองและยิ้มเบา ๆ “ฉันไม่เห็นคุณปู่หัวเราะแบบนี้มานานแล้ว ทั้งหมดนี้คงต้องขอบคุณคุณมู่”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเกาจมูก “ฉันก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน”
ก่อนจะมา เธอกังวลว่ามู่อวี้เฉิงจะอึดอัดใจ
แต่ตอนนี้คนที่เธอควรจะกังวลมากที่สุดควรจะเป็นเธอเองใช่ไหม?
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน คนรับใช้ก็นำอาหารออกมาเสิร์ฟ
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังมาจากประตู อินอวี่โหรวหันไปมองและเห็นว่าคุณปู่ลู่กับลู่ซีจวี๋กำลังเดินเข้ามา
เธอนึกไม่ถึงว่าผู้เฒ่าอินจะชวนคนในตระกูลลู่มากินข้าวเย็นด้วยกัน
ในช่วงที่เธอเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล อินอวี่โหรวตระหนักได้ว่าผู้เฒ่าอินไม่พอใจกับลู่ซีจวี๋มาก
แต่ตอนนี้กลับไปชวนเขามา ผู้เฒ่าอินกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?
ถึงแม้ว่าเธอจะตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่อินอวี่โหรวก็ยังพูดทักทายอย่างสุภาพ “คุณปู่ลู่”
คุณปู่ลู่ส่งยิ้มให้อินอวี่โหรว
อินอวี่โหรวสับสนมากว่าคุณปู่ลู่ใช้วิธีการอะไรมาปราบให้ผู้เฒ่าอินยอมจำนน
ในความจริงนั้นความคิดของผู้เฒ่าอินเรียบง่ายมาก
ลู่ซีจวี๋กับอินอวี่โหรวยังไม่ได้หย่าร้างกัน พวกเขายังเป็นครอบครัวเดียวกัน
ไม่แน่ตระกูลอินกับตระกูลลู่อาจจะมีการร่วมมือกันในอนาคตอีก
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองตระกูลดีมาก จึงไม่อาจพลิกผันไปชั่วข้ามคืน
การกีดกั้นพวกเขาออกไปไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้นผู้เฒ่าอินจึงชวนพวกเขามาร่วมด้วย
ระหว่างมื้ออาหาร ผู้เฒ่าอินกับคุณปู่ลู่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ขณะที่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวกับมู่อวี้เฉิงนั่งอยู่ทางด้านซ้ายของผู้เฒ่าอิน และอินอวี่โหรวกับลู่ซีจวี๋นั่งอยู่ทางด้านขวาของคุณปู่ลู่
นานมากแล้วที่เธอไม่ได้ใช้เวลาร่วมกับลู่ซีจวี๋ ตอนนี้อินอวี่โหรวจึงรู้สึกอึดอัดมากที่ทั้งสองต้องมานั่งใกล้กัน
เมื่อเขาเข้ามานั่งอยู่ใกล้ ๆ เธอ อินอวี่โหรวก็เริ่มรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และนั่งเขี่ยข้าวตรงหน้าด้วยอารมณ์เหม่อลอย
เห็นได้ชัดว่าอาหารบนโต๊ะส่วนใหญ่เป็นของที่เธอชอบกิน แต่เธอกลับไม่มีความอยากอาหารเลย
แปลกจริง ๆ
ลู่ซีจวี๋เห็นการกระทำของเธอจึงถามเบา ๆ จากด้านข้าง “เป็นอะไร อาหารไม่ถูกปากเหรอ? หรือว่าอึดอัด?”
อินอวี่โหรวเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียง และเห็นว่าใบหน้าหล่อเหลาของลู่ซีจวี๋กำลังเขยิบเข้ามากใกล้เธอ
เธอสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่กล้าตอบโต้มากเกินไปบนโต๊ะอาหาร
ดังนั้นอินอวี่โหรวจึงกำมือแน่นและเขยิบตัวออกจาก ลู่ซีจวี๋ด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง
เธอส่ายหัวและตอบรับเบา ๆ “เปล่า กับข้าวอร่อยดี”
“งั้นคุณก็อึดอัดที่เจอผมใช่มั้ย?” ลู่ซีจวี๋ถามต่อ
อินอวี่โหรวที่ได้ยินเช่นนั้นเม้มปากและไม่ตอบ
ลู่ซีจวี๋หรี่ตาลง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือของอินอวี่โหรวใต้โต๊ะอย่างขะมักเขม้น
การสัมผัสมือเธออย่างกะทันหันทำให้ร่างกายของ อินอวี่โหรวสั่นไหว เธอพยายามดึงมือออก ลดน้ำเสียงลงแต่ก็ยังคงได้อารมณ์โกรธในน้ำเสียงของเธออยู่ “ลู่ซีจวี๋ ทำอะไร?”
เธอนึกไม่ถึงว่าลู่ซีจวี๋จะใจกล้าหน้าด้าน กล้าจับมือเธอต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้
“ถ้าอยากให้คนอื่นรู้ก็ดิ้นเข้า คุณปู่อินจะได้คิดว่าเรากลับมาคืนดีกันแล้วและไม่ต้องหย่ากัน ปัญหาจะได้หมดไปสักที” ลู่ซีจวี๋พูดด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านแต่ถ้อยคำกลับคุกคามอย่างรุนแรง
เขาไม่ได้สัมผัสอินอวี่โหรวมานานแล้ว มันจึงทำให้เขารู้สึกราวกับเป็นคนหิวโหยที่มองเห็นหมูตุ๋นกำลังส่งกลิ่นหอมเย้ายวนอยู่ตรงหน้าแต่กินไม่ได้ คิดดูว่ามันจะน่าอึดอัดมากแค่ไหน
เธอรู้ว่าลู่ซีจวี๋จงใจพูดแบบนั้น แต่อินอวี่โหรวกลับไม่กล้าดิ้นรนและปล่อยให้เขาจับมือเธอต่อไป
มู่อวี้เฉิงกับถงเหมี่ยวเหมี่ยวกับพูดคุยกับผู้เฒ่าอินและคุณปู่ลู่อย่างออกรสอยู่ จึงไม่มีใครสังเกตเห็น
แต่อินอวี่โหรวรู้สึกว่าเธออาจจะถูกค้นพบได้ ใบหน้าของเธอจึงร้อนวูบวาบมาก
มื้ออาหารในวันนี้สนุกสนานมาก แต่อินอวี่โหรวกลับกระสับกระส่ายโดยหวังว่ามันจะจบลงเร็ว ๆ
ในที่สุดอินอวี่โหรวก็กินข้าวหมดท่ามกลางบรรยากาศที่ทุกข์ทรมาน
หลังจากจบลง อินอวี่โหรวก็ผละตัวออกมาจากลู่ซีจวี๋ทันที
ลู่ซีจวี๋ไม่ได้บีบบังคับ และปล่อยเธอไป
หลังกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว ผู้เฒ่าอินยังคงพูดคุยกับ มู่อวี้เฉิงอย่างเพลิดเพลิน
เขารู้สึกชื่นชมมู่อวี้เฉิงมากขึ้น โดยคิดว่ามู่อวี้เฉิงเหมาะจะเป็นผู้นำของคนรุ่นใหม่ในเมืองเป่ย และอีกฝ่ายเองก็มีอำนาจในเมืองอยู่มากแล้ว
ไม่แปลกใจเลยที่ตระกูลมู่จะเต็มไปด้วยคนที่มีความสามารถ
ผู้เฒ่าอินลูบคางที่ไร้หนวดเคราบนใบหน้าแล้วพูดว่า “คุณมู่ พอจะรู้เรื่องหมากรุกบ้างมั้ยครับ?”
“คุณอิน ผมเป็นคนรุ่นหลาน ส่วนคุณเป็นผู้อาวุโส เรียกผมว่าอวี้เฉิงก็ได้ครับ คุณปู่ผมชอบเล่นหมากรุกเหมือนกัน ผมก็เลยเล่นได้นิดหน่อยครับแต่คงไม่เก่งเท่าคุณ”
“พ่อหนุ่ม รู้จักถ่อมตัวมันก็ดี แต่คนแก่อย่างฉันไม่เชื่อเธอหรอก งั้นเรามาลองเล่นกันดีกว่า” ผู้เฒ่าอินเป็นแฟนคลับตัวยงของหมากรุก ช่วงนี้เขาต้องขลุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลจึงไม่ได้เล่นหมากรุกเลย และตอนนี้เขาก็เริ่มคันไม้คันมือ
ความปรารถนาแรงกล้าในการเล่นหมากรุกจึงกลับมาอีกครั้ง
“ได้ครับ” มู่อวี้เฉิงไม่ปฏิเสธ
จากนั้นผู้เฒ่าอินก็ขอให้คนรับใช้ไปเอากระดานหมากรุกหยกสีขาวออกมา
คุณปู่ลู่อิจฉามากจนพูดออกมาว่า “ทีตอนเล่นกับฉันไม่เห็นเอากระดานหมากรุกหยกขาวออกมาบ้างเลย ไหงวันนี้เต็มใจเอาออกมาได้?”
ผู้เฒ่าอินหันกลับมาจ้องเขม็ง “ฉันเต็มใจ แกมายุ่งอะไร?”
คุณปู่ลู่อยากจะพูดตอบโต้ แต่เพิ่งนึกถึงการกระทำที่ ลู่ซีจวี๋ทำลงไปได้
มันไม่ง่ายเลยที่ผู้เฒ่าอินจะเชิญชวนพวกเขามากินข้าว ตอนนี้พวกเขาจึงต้องสงบปากสงบคำเอาไว้และต่อสู้ยืนหยัดเพื่อหลานชายที่โง่เขลา
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนั่งเท้าคางแล้วมองดูคนแก่สองคนทะเลาะกัน
คุณปู่ลู่กับผู้เฒ่าอินมักจะเถียงกันบ่อยครั้ง แต่เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาดีมาก
ในไม่ช้าแม่บ้านก็หยิบกระดานหมากรุกหยกขาวออกมา และเอามาวางตั้งไว้ตรงหน้าผู้เฒ่าอินกับมู่อวี้เฉิง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ค่อยรู้เรื่องหมากรุกมากนัก เธอจึงเอนตัวนั่งมองอยู่ข้าง ๆ มู่อวี้เฉิง
ขณะที่ผู้เฒ่าอินเล่นหมากรุก คุณปู่ลู่จะคอยพูดแนะนำเป็นครั้งคราว
ทว่าผู้เฒ่าอินกลับปฏิเสธคำแนะนำของเขาและแสดงสีหน้าโกรธจัด “หยุดพูดสักที คิดว่าฉันเล่นหมากรุกไม่เป็นหรือไง?”
แน่นอนว่าคุณปู่ลู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนั่งเงียบ ๆ
อินอวี่โหรวมองดูภาพตรงหน้าและยิ้มเบา ๆ
อย่างไรก็ตามเธอไม่อยากเจอหน้าลู่ซีจวี๋จริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำที่ลู่ซีจวี๋ทำกับเธอเมื่อกี้นี้
อินอวี่โหรวคิดได้เช่นนั้นจึงเดินออกไปสูดอากาศข้างนอก เธอเดินวนรอบสวนช้า ๆ พร้อมกับวิวยามค่ำคืน
ลู่ซีจวี๋ให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของเธอมาก เมื่อเขาเห็นเธอออกไป เขาก็ตามเธอออกไปทันที