พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 615 คนเดียวที่พึ่งพาได้
ตอนที่ 615
คนเดียวที่พึ่งพาได้
“ผมไม่น่าพูดแบบนั้นเลย ผมขอโทษนะเหมี่ยวเหมี่ยว” มู่อวี้เฉิงเป็นราชาแห่งนรกที่ภายนอกดูเย็นชา แต่ภายในเขากลับเกรงกลัวว่าภรรยาจะโกรธ
ครั้งนี้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวโกรธมากจริง ๆ และตั้งใจว่าจะไม่คุยกับเขาเลย
“ปล่อยฉัน” เธอยังคงอยู่ในอ้อมแขนของมู่อวี้เฉิง
หากมีคนเข้ามาเห็นจะทำอย่างไร?
“ผมไม่ปล่อย” มู่อวี้เฉิงเกาะติดถงเหมี่ยวเหมี่ยวราวกับพวกวายร้าย
“มู่อวี้เฉิง ถ้าคุณไม่ปล่อย ฉันจะหงุดหงิดมากกว่าเดิมนะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจ้องมองเขา
“ผมไม่…”
เขาพยายามจะพูดต่อ แต่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวกลับหยิกเอวเขา “มู่อวี้เฉิง ตอนนี้พูดไปมันจะมีประโยชน์อะไร?”
“ทำไมล่ะ?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์พูดในบ้านหลังนี้
“ถ้างั้นฉันบอกให้คุณปล่อยทำไมคุณไม่ปล่อยฉันล่ะ?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเลิกคิ้ว
มู่อวี้เฉิงทำตัวเองจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปล่อยมือออก
ทันทีที่ปล่อยมือ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ออกมาจากอ้อมแขนของมู่อวี้เฉิงแล้วเดินไปที่ประตู
“คุณจะไปไหน?” มู่อวี้เฉิงรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวสวยมาก ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหนมันก็ทำให้เขารู้สึกกังวลทุกครั้ง
เขากลัวว่าเธอจะบังเอิญไปเจอคนอย่างหวงจื่ออวี๋อีก
หากไม่มองดูให้ดีหนึ่งครั้งก็กลัวว่าจะไม่ได้มองดูอีก
เขาไม่อนุญาตให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวทำอะไรต่อหน้าเขาเด็ดขาด
“ฉันจะไปหาอวี่โหรวกับรุ่นพี่ ฉันรู้ว่าคุณไม่สบายใจ เพราะงั้นไม่ต้องตามฉันมา” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดถากถาง ยกชายกระโปรงขึ้นและเดินออกจากห้องไป
มู่อวี้เฉิงมองดูแผ่นหลังของเธอแล้วขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกปวดหัว
โดยธรรมชาติแล้ว คนอย่างฉินคั่วไม่มีทางออกไปสร้างความบันเทิงให้แขก
เขาคอยอยู่ข้าง ๆ เสมอ
เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เขาก็โผล่หน้าออกมาและเห็นว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังเดินออกไป
ฉินคั่วเห็นมู่อวี้เฉิงทำหน้าตาบูดบึ้งจึงหัวเราะเยาะอย่างไม่ไว้หน้า “มู่อวี้เฉิงนะมู่อวี้เฉิง นึกไม่ถึงเลยว่าแกจะมีวันนี้”
“แล้วไง?” มู่อวี้เฉิงไม่ได้สนใจเขาเลย
เขาเอาแค่คิดอยู่ในใจว่าจะทำอย่างไรให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมีความสุข
“คนที่บอกให้ฉันสงบสติเมื่อสองวันก่อนไปไหนแล้วล่ะ? ทำไมทีตัวเองยังสงบสติไม่ได้” ฉินคั่วอยากจะหัวเราะเมื่อนึกถึงคำพูดของมู่อวี้เฉิงเมื่อสองสามวันก่อน
ทำแบบนี้มู่อวี้เฉิงก็ไม่ต่างจากตบหน้าตัวเองไม่ใช่เหรอ?
“ถ้าเป็นเรื่องของเธอ ฉันสงบสติไม่ได้หรอก” มู่อวี้เฉิงมองลอดออกไปข้างนอกบานประตูด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง
…
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวกวาดสายตามองหาพวกเขาสองคนในห้องโถงอยู่นาน และในที่สุดก็พบลู่ซีจวี๋กับอินอวี่โหรวอยู่ในสวน
อินอวี่โหรวกับลู่ซีจวี๋นั่งห่างกันมาก
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูด้วยความสับสน เธอรู้ว่า อินอวี่โหรวเป็นห่วงลู่ซีจวี๋มากแค่ไหน แต่มันก็ไม่ควรเป็นแบบนี้
ตอนนี้ทั้งสองควรจะตัวติดกันไม่ใช่เหรอ?
ทำไมถึงได้ดูแปลกแยกกว่าเดิม?
“อวี่โหรว” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวร้องเรียกและเดินเข้าไปหา
อินอวี่โหรวดูตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเรียกของเธอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและร้องเรียก “เหมี่ยวเหมี่ยว”
ภายในแสงสลัว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวสังเกตเห็นว่าริมฝีปากของอินอวี่โหรวดูแดงขึ้นผิดปกติ
แต่อินอวี่โหรวกลับก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวคิดว่านี่อาจจะเป็นภาพลวงตา
“พวกเธอมานั่งทำอะไรที่นี่?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวถามอย่างสงสัย
“ยังไงที่นี่มันก็คือบ้านของฉินคั่วน่ะ ฉินคั่วเพิ่งต่อยเขา ให้เข้าไปนั่งข้างในก็รู้สึกไม่สบายใจ พวกเราเลยออกมานั่งกันที่นี่ เหมี่ยวเหมี่ยว เราว่าจะกลับกันแล้วล่ะ” อินอวี่โหรวรู้สึกอึดอัดที่จะต้องอยู่ที่นี่ต่อ
ฉินคั่วต่อยลู่ซีจวี๋เพราะเธอ มันจึงทำให้เธอรู้สึกตกเป็นเป้าสายตา
พอจะกลับเข้าไปข้างในก็ถูกคนนินทาอีก
“มันดึกแล้วนี่? จะกลับตอนนี้เลยเหรอ?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยกนาฬิกาขึ้นมาดูแล้วขมวดคิ้ว
“พวกเราว่าจะไปหาโรงแรมนอนพักสักคืนแล้วค่อยกลับพรุ่งนี้ ตอนนี้อันตราย อวี่โหรว คุณว่าไง?” ลู่ซีจวี๋ปริปากพูด
แม้ว่าลู่ซีจวี๋จะถูกต่อย แต่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้ว่าเขากำลังอารมณ์ดี
“ยังไงก็ได้” อินอวี่โหรวพูดแล้วก้มหน้าลง
“ก็ได้ รุ่นพี่ ฝากอวี่โหรวด้วยนะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวคิดว่ามันคงจะดีหากพวกเขาทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน
นี่เป็นโอกาสในการพัฒนาความรู้สึก
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะดูแลอวี่โหรวอย่างดี” น้ำเสียงของ ลู่ซีจวี๋ฟังดูอ่อนโยนลงมาก
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างอินอวี่โหรวกับลู่ซีจวี๋ดูเหมือนจะดีขึ้นมาก
หากเป็นอย่างนั้นก็ดี เธอจะไม่เข้าไปขัดจังหวะ และอินอวี่โหรวก็น่าจะมีความคิดของตนเอง
เธอจะเคารพการตัดสินใจของอินอวี่โหรว
หลังจากบอกถงเหมี่ยวเหมี่ยวแล้ว อินอวี่โหรวกับลู่ซีจวี๋ก็จากไปจริง ๆ
ทั้งสองรักษาระยะห่างไม่ใกล้ไม่ไกล
แต่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวกลับรู้สึกถึงบรรยากาศพิเศษระหว่างพวกเขาที่ไม่มีใครสามารถเข้ามาแทรกกลางได้
เธอแค่หวังว่าครั้งนี้ผลลัพธ์ระหว่างอินอวี่โหรวกับลู่ซีจวี๋จะออกมาดี
อินอวี่โหรวกับลู่ซีจวี๋เดินออกไปขึ้นรถยนต์ และรถยนต์ก็ขับแล่นออกไป
ลู่ซีจวี๋ยังไม่คุ้นเคยกับเมืองหนานมากนัก ดังนั้นเขาจึงต้องพึ่งพาจีพีเอสไปยังที่พัก
เมื่อรถยนต์แล่นผ่านร้านขายอาหารว่าง ลู่ซีจวี๋ก็ชะลอความเร็วลง
เขาลดระดับหน้าต่างลงครึ่งหนึ่งจึงทำให้อินอวี่โหรวได้กลิ่นหอมที่โชยมาจากข้างนอก
“คุณอยากกินอะไรมั้ย?” อินอวี่โหรวเพียงกินเค้กชิ้น เล็ก ๆ ไปแค่ชิ้นเดียว
ตอนนี้เธอคงจะหิวแล้ว
“อืม แต่จะจอดรถได้ใช่มั้ย?” อินอวี่โหรวกวาดสายตามองรอบ ๆ และเห็นผู้คนเดินเข้าเดินออก
ไม่เห็นมีลานจอดรถเลย
“ไม่ต้องห่วง มีที่นึงอยู่ใกล้ ๆ คุณลงไปหาอะไรกินก่อน เดี๋ยวผมไปจอดรถแล้วกลับมาหา โอเคมั้ย?” ลู่ซีจวี๋หันกลับมาถาม
“ฉันจะไปจอดรถกับคุณ แล้วเราค่อยไปกินด้วยกัน” อินอวี่โหรวพูดเบา ๆ
อินอวี่โหรวรู้สึกไม่ปลอดภัยหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย
ลู่ซีจวี๋เป็นคนเดียวที่อยู่ใกล้เธอและเป็นคนเดียวที่เธอสามารถพึ่งพาได้
เธอจึงเลือกที่จะติดตามลู่ซีจวี๋ไปด้วย
ลานจอดรถอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที
หลังจากรถแล้ว อินอวี่โหรวกับลู่ซีจวี๋ก็เดินกลับมา
ทว่าพวกเขายังสวมใส่ชุดที่ไปร่วมงานเลี้ยงอยู่ พวกเขาดูดีมาก คราวเมื่อปรากฏตัวบนท้องถนน พวกเขาจึงดูเหมือนพระเอกกับนางเอกที่หลุดออกมาจากละครโทรทัศน์ ดึงดูดความสนใจของผู้คนเป็นจำนวนมาก
บางคนถึงกับหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูป
ลู่ซีจวี๋ที่เห็นเช่นนั้นรีบถอดเสื้อคลุมไปคลุมร่างอินอวี่โหรวและดึงเธอเข้ามา
ในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่ร้านหัวมุมซึ่งตั้งอยู่ค่อนข้างไกล
แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะห่างไกลแต่ก็มีคนเข้ามากินอาหารจำนวนไม่น้อย
ขณะที่อินอวี่โหรวกับลู่ซีจวี๋เดินเข้ามา ทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตากินอาหารและไม่ทันได้สังเกตเห็นพวกเขา
แต่นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว
หากมีคนเงยหน้าขึ้นมาเห็น พวกเขาก็จะถูกสายตาจ้องมองอีกครั้ง
ลู่ซีจวี๋รีบเดินไปหาพนักงานที่โต๊ะแคชเชียร์แล้วถามว่าที่นี่มีห้องส่วนตัวหรือไม่
พนักงานเงยหน้ามองอินอวี่โหรวกับลู่ซีจวี๋ด้วยความตกตะลึง
ผู้ทรงอิทธิพลพวกนี้มากินบาร์บีคิวธรรมดา ๆ ของพวกเขาหรือ?
หลังจากตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง พนักงานก็ได้สติ เขารีบพาอินอวี่โหรวกับลู่ซีจวี๋ไปที่ห้องอาหารส่วนตัวที่ชั้นสอง
นอกจากนี้ยังเตรียมสมุดเมนูให้พวกเขาด้วย
จนกระทั่งพนักงานออกไปแล้ว อินอวี่โหรวก็นั่งลงบนเก้าอี้
ผู้คนส่วนใหญ่ที่มากินอาหารที่นี่ล้วนเป็นคนธรรมดา สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาทั่วไป ในขณะที่พวกเขาแต่งองค์ทรงเครื่องจัดเต็ม ดูไม่เข้ากับคนพวกนี้เสียเลย
จะอะไรทั้งทีก็ลำบากไปหมดจริง ๆ