พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 620 กลับไปเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง
ตอนที่ 620
กลับไปเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง
มู่อวี้เฉิงกลับไปที่ห้องผู้ป่วย ทว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา
อินอวี่โหรวกับลู่ซีจวี๋นั่งอยู่เงียบ ๆ ในห้อง
อินอวี่โหรวคอยเฝ้าดูถงเหมี่ยวเหมี่ยวตลอดเวลา
“เหมี่ยวเหมี่ยวยังไม่ตื่นขึ้นมาเลยเหรอ?” ดวงตาของ มู่อวี้เฉิงเต็มไปด้วยความกังวลและสับสน อาการไข้ลดลงแล้ว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ควรจะตื่นขึ้นมาหรือเปล่า? ทำไมนานจนป่านนี้แล้วยังไม่ตื่นขึ้นมาอีก
“ยังเลย ยังหลับอยู่ตลอด” อินอวี่โหรวส่ายหัว
เธอเฝ้าอยู่ในห้องทั้งวัน และถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ไม่เคยลืมตาตื่นขึ้นมาสักครั้งจริง ๆ
หลังจากพูดจบ อินอวี่โหรวก็มองไปที่มู่อวี้เฉิงซึ่งกำลังขมวดคิ้วแน่นแล้วจึงพูดต่อว่า “คุณมู่ ถ้าเกิดคุณไม่สบายใจก็ลองให้หมอมาดูสิคะ”
มู่อวี้เฉิงไม่พูดอะไร หันหลังและเดินออกจากห้องไป
ฉินคั่วเดินตามเขาไปอีกครั้ง
เดิมทีมู่อวี้เฉิงบอกเขาว่าถ้ามีธุระอะไรต้องไปทำก็ไปจัดการเสีย แต่ฉินคั่วกลับบอกว่ากลับบ้านไปก็ไม่มีอะไรทำ ดังนั้นเขาจึงอยากจะอยู่เป็นเพื่อนอีกฝ่ายที่โรงพยาบาล
อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน
แต่ลู่ซีจวี๋กับอินอวี่โหรวกลับอยู่ที่นี่ด้วย มันจึงทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วมใจ
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย แต่กลับนั่งรออยู่บริเวณทางเดินแทน
มู่อวี้เฉิงเล่าสถานการณ์ของถงเหมี่ยวเหมี่ยวให้ฉินคั่วฟัง
ฉินคั่วเข้าใจได้ในทันที “แกรออยู่นี่ เดี๋ยวฉันไปตามหมอมาให้”
หลังจากนั้นไม่กี่นาที ฉินคั่วก็วิ่งหอบกลับมา
หมอเพิ่งไปตรวจที่แผนกอื่น ฉินคั่วจึงต้องใช้เวลาหาตัวเขาสักพัก
ต่อมา หมอคนอื่นจำได้ว่าเขาเป็นคุณชายเจ้าของโรงพยาบาลจึงบอกเขาว่ามันมีอุปกรณ์ที่เรียกว่าวิทยุติดตามตัว
หมอเดินมาและรีบเข้าไปในห้องของถงเหมี่ยวเหมี่ยวทันที
อินอวี่โหรวจึงหลีกทางให้หมอเข้ามาตรวจ
หมอหยิบหูฟังทางการแพทย์ขึ้นมาตรวจ เปิดดูดวงตาของถงเหมี่ยวเหมี่ยวแล้วพูดว่า “คุณผู้หญิงไม่มีอะไรผิดปกตินะครับ น่าจะเหนื่อยเกินไปมากกว่า ปล่อยให้เธอพักผ่อนก่อน มากสุดก็ช่วงบ่ายน่าจะฟื้นขึ้นมาครับ”
“น่าจะ หมายความว่ายังไงครับ?” มู่อวี้เฉิงจับประเด็นคำพูดของหมอ
“หมอก็บอกได้ไม่แน่ชัดเหมือนกันครับคุณมู่ แต่หมอตรวจร่างกายภรรยาคุณแล้วก็แข็งแรงดี” หมอเริ่มทำอะไรไม่ถูก
แม้แต่หลักการทางการแพทย์ก็ไม่มีอะไรแน่นอนนัก
มู่อวี้เฉิงอยากจะพูดต่อ แต่ฉินคั่วกลับหยุดเขาเอาไว้
“ช่างเถอะอวี้เฉิง หมอบอกว่าพี่สะใภ้แข็งแรงดี ก็ต้องไม่มีปัญหาอะไรสิ เดี๋ยวก็ตื่นขึ้นมา ไม่ต้องห่วงหรอก”
มู่อวี้เฉิงเม้มปากแล้วไม่พูดอะไร
ฉินคั่วโบกมือไล่หมอ หมอจึงออกไปทันที
ทั้งสี่คนเข้ามารวมตัวอยู่ในห้อง ทำให้บรรยากาศค่อนข้างน่าอึดอัด
พวกเขาล้วนเป็นคนเกี่ยวข้องกันไม่มากก็น้อย
เมื่อไม่มีถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่ทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวาแล้ว ทุกคนก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย
ขณะเดียวกันมู่อวี้เฉินปริปากพูดว่า “ผมอยู่นี่แล้ว คงไม่ต้องรบกวนอะไรคุณอินอีก ในเมืองหนานมีที่เที่ยวที่น่าสนใจมากมาย คุณออกไปเดินเล่นได้นะครับ”
อินอวี่โหรวรู้สึกไม่สบายใจที่จะต้องอยู่ต่อที่นี่เช่นกัน
เธอลุกขึ้นยืน เหลือบมองถงเหมี่ยวเหมี่ยวอย่างวิตกกังวลแล้วพูดว่า “ค่ะ คุณมู่ ถ้าเหมี่ยวเหมี่ยวไม่เป็นไรแล้วบอกให้เธอโทรหาฉันหน่อยนะคะ แล้วเดี๋ยวฉันจะมาหาเธอค่ะ”
“ได้ครับ” มู่อวี้เฉิงพยักหน้า
จากนั้นอินอวี่โหรวก็เดินออกไปก่อน ตามด้วยลู่ซีจวี๋และฉินคั่ว
อินอวี่โหรวหันกลับมามองและต้องตกใจเมื่อเห็นว่าทั้งสองเดินตามกันออกมา
เธอกระตุกมุมปากอย่างไม่เต็มใจแล้วอุทานว่า “รุ่นพี่”
ฉินคั่วบึนปากเล็กน้อย
แต่ความจริงนั้นเขามีความสุขมาก “เสี่ยวอวี่โหรว ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น ลู่ซีจวี๋ก็เดินเข้าไปหาอินอวี่โหรวและจ้องมองฉินคั่วอย่างระมัดระวัง “มีอะไรต้องคุย?”
“ยุ่งไรล่ะ? เสี่ยวอวี่โหรว ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอจริง ๆ และอยากคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว” ฉินคั่วเหลือบมองลู่ซีจวี๋ด้วยสายตายั่วยุ แล้วหันไปพูดกับอินอวี่โหรวด้วยรอยยิ้ม
“ผมไม่เห็นด้วย” ฉินคั่ว ไอคนเฮงซวย เขาจะยอมให้อินอวี่โหรวไปคุยกับมันได้ยังไง?
ไม่ต้องคิดเลยด้วยซ้ำ
“แล้วใครสนใจว่าแกจะเห็นด้วยหรือไม่เห็น ลู่ซีจวี๋ แกนี่มันสำคัญตัวผิดจริง ๆ ฉันถามอวี่โหรว ไม่ได้ถามแก” ฉินคั่วจ้องมองอินอวี่โหรวด้วยความคาดหวัง
ทว่าอินอวี่โหรวกลับก้มหน้าลงแล้วพูดว่า “ถ้า ถ้ามีอะไรก็พูดตรงนี้เถอะ”
เธอหวาดกลัวที่จะต้องอยู่กับฉินคั่วตามลำพัง
“แน่ใจนะว่าอยากจะคุยตรงนี้?” ฉินคั่วจ้องมองไปที่อินอวี่โหรว
จนกระทั่งอินอวี่โหรวเงยหน้าขึ้น เขาจึงจ้องมองริมฝีปากบางของอินอวี่โหรวด้วยสายตาลึกซึ้ง
ร่างกายของอินอวี่โหรวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
ลู่ซีจวี๋สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของฉินคั่ว และดวงตาของเขาก็มืดมนลง
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะบอกว่า…” ฉินคั่วจงใจลากเสียงให้ยาวขึ้น
“อย่าเพิ่ง ไปคุยกันเองไม่ได้เหรอ?” อินอวี่โหรวถูกบีบบังคับไม่ให้มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินออกมาจากทางด้านหลังของลู่ซีจวี๋
ลู่ซีจวี๋รู้สึกถึงหัวใจที่กำลังบีบรัดจึงคว้าข้อมือของ อินอวี่โหรวเอาไว้ “อวี่โหรว อย่าตามเขาไป”
อินอวี่โหรวมองดูสายตาที่คาดหวังของลู่ซีจวี๋แล้วสะบัดมือของลู่ซีจวี๋ทิ้งอย่างโหดร้าย
“ฉันแค่อยากจะคุยอะไรกับเขาหน่อย เดี๋ยวจะรีบกลับมา” อินอวี่โหรวพูดและเดินตามฉินคั่วไป
ลู่ซีจวี๋จ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชาและกำหมัดแน่น
พวกเขาเดินไปถึงทางเดินอีกฝั่งที่ไร้ซึ่งผู้คน
“พี่มีอะไรจะพูดก็รีบพูดมา” อินอวี่โหรวจงใจทำหน้านิ่งและแสร้งทำเป็นสงบ
หากต้องเผชิญหน้าตัวต่อตัว เธอคงไม่เหมาะจะเป็นคู่ต่อสู้ของฉินคั่ว
“อวี่โหรว ชอบเขามากขนาดนั้นเลยเหรอ? ให้โอกาสฉันหน่อยไม่ได้เหรอ?” ฉินคั่วจงใจแสร้งทำเป็นเจ็บปวด
“พี่ฉินคั่ว ฉันก็บอกพี่แล้วไงว่าเรื่องระหว่างเรามันเป็นไปไม่ได้ อีกอย่างฉันรู้สึกว่าไม่ได้ชอบฉันเลย” อินอวี่โหรวพูดเบา ๆ
เมื่ออินอวี่โหรวพูดแบบนั้น ฉินคั่วก็จ้องมองเธอด้วยความประหลาดใจ “เธอมองออกได้ยังไง?”
“ก็บุคลิกนิสัยเราไม่เข้ากันเลย อีกอย่างสายตาที่พี่มองฉันมันไม่มีความรักอยู่เลย พี่แค่มองเห็นว่ามันเป็นสิ่งแปลกใหม่ พี่ฉินคั่ว ความรู้สึกมันไม่ใช่เกมนะ และฉันไม่ใช่คนที่จะมาเล่นอะไรแบบนี้กับพี่” อินอวี่โหรวพูดอธิบายอย่างเจตนาดี
ในเมื่อฉินคั่วยืนกรานเรื่องนี้ เธอก็ทำได้แค่โน้มน้าวให้ ฉินคั่วกลับไปเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง
“ใช่ เธอพูดถูก” ฉินคั่วเห็นด้วยกับคำพูดทุกประการของอินอวี่โหรว
“อะไรนะ…” อินอวี่โหรวเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“ที่ฉันเรียกเธอมา ไม่ใช่เพราะฉันคิดจะทำอะไรเธอ แต่ฉันแค่อยากขอโทษที่ทำแบบนั้นที่บ้านของเธอ ขอโทษนะ อวี่โหรว” ฉินคั่วก้มลงและโค้งคำนับเก้าสิบองศาให้อินอวี่โหรว
คำขอโทษนี้เต็มไปด้วยความจริงใจ
อินอวี่โหรวนึกไม่ถึงว่าฉินคั่วจะมาเพื่อขอโทษเธอโดยเฉพาะ
มันทำให้เธอตื่นตระหนกมาก
ดังนั้นอินอวี่โหรวจึงพูดขึ้นด้วยความเขินอายว่า “ไม่เป็นไร พี่รู้ใจตัวเองก็ดีแล้ว หลังจากนี้เรายังเป็นเพื่อนกันได้”
ฉินคั่วพูดความในใจแล้วและเคาะหัวของอินอวี่โหรว เบา ๆ “ฉันคิดว่าเธอสมควรเป็นน้องสาวฉันมากกว่า”
“น้องสาว… น้องสาวก็ได้” อินอวี่โหรวพูดด้วยรอยยิ้ม
ฉินคั่วก้มหน้าลง เหลือบมองอินอวี่โหรวอีกครั้งและพูดเบา ๆ ว่า “เธอเป็นเด็กดี ไอลู่ซีจวี๋จอมเสแสร้งนั้นไม่คู่ควรเลย จริง ๆ”