พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 672 ถูกตามใจจนเสียนิสัย
ตอนที่ 672
ถูกตามใจจนเสียนิสัย
กู้ชิงมองดูรอยยิ้มของถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยความสับสนและยืนอยู่ที่เดิมด้วยความรู้สึกว่างเปล่า
จนกระทั่งถงเหมี่ยวเหมี่ยวหัวเราะมากพอแล้ว เธอจึง ปริปากพูด
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ของเธอแล้ว มันคงเป็นเรื่องปกติที่กู้ชิงจะเข้าใจผิด
“ไม่ได้ทะเลาะกันหรอก แต่ลูกชายฉันต้องไปอยู่โรงเรียนประจำ ฉันก็เลยทนไม่ไหวน่ะ” พอนึกถึงเสี่ยวเป่าอีกครั้ง ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้สึกเศร้าสร้อยในใจ
ไม่รู้ว่าเสี่ยวเป่าจะปรับตัวเข้ากับการอยู่ในโรงเรียนประจำได้หรือไม่
“คุณถง ยังไงสักวันหนึ่งลูกของคุณก็ต้องจากไปอยู่ดี ทำตัวให้ชินไว้ดีกว่าค่ะ แต่ให้ไปอยู่โรงเรียนประจำตอนนี้เร็วไปหรือเปล่าคะ?” หลังจากกู้ชิงรับรู้สถานการณ์ทั้งหมด เธอไม่ได้มองถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยสีหน้าวิตกกังวลอีกต่อไป
“ใช่ แต่มันเป็นกฎระเบียบของทางโรงเรียนน่ะ เราอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เขาทิ้งฉันไว้ข้างนอก” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจะรู้สึกโล่งใจได้อย่างไร?
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณถง เด็ก ๆ น่ะแข็งแกร่งกันมาก ไม่เปราะบางอย่างที่พวกเราคิดกันหรอกค่ะ” กู้ชิงพูดปลอบโยน
“หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนอนหมอบอยู่บนโต๊ะด้วยความรู้สึกหดหู่
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ลุกขึ้นมานั่งประมวลเอกสารตามปกติ
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ต้องทำงานต่อไป
เสี่ยวเป่าไม่ใช่คนโง่เขลา หากมีเรื่องเกิดขึ้นจะต้องมาบอกอย่างแน่นอน
หลังจากเลิกงานในตอนเที่ยง อินอวี่โหรวก็ชวน ถงเหมี่ยวเหมี่ยวออกไปกินข้าวด้วยกัน
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังอารมณ์ไม่ดี เธอจึงตัดสินใจออกไปพูดคุยกับอินอวี่โหรวเพื่อจิตใจผ่อนคลายลง
ครั้งนี้อินอวี่โหรวเป็นคนเลือกร้านอาหารเอง
การตกแต่งภายในร้านอาหารดูอบอุ่นมาก ทำให้ผู้คนรู้สึกคล้อยตาม
แม้แต่อารมณ์แย่ ๆ ของถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็จางหายไป
เธอเดินเข้าไปในร้านอาหารและพบว่าอินอวี่โหรวกำลังนั่งรอเธออยู่
ใบหน้าของอินอวี่โหรวถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูระเรื่อ เธอแต่งหน้าบางเบาแต่กลับดูดีกว่าเดิมเป็นไหน ๆ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวอดไม่ได้ที่จะพูดแซวว่า “พอมีความรักก็ดูแปลกหูแปลกตาไปเลยเนอะ ดูเหมือนว่าความรักจะเป็นยาบำรุงชั้นเลิศของความสวยความงาม”
“ไม่มีทาง เหมี่ยวเหมี่ยว เธอพูดเกินจริงไปแล้ว” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดแซวอินอวี่โหรวอยู่บ่อยครั้งจนตอนนี้เธอสามารถยอมรับคำกล่าวหาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าอีกต่อไป
ทว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวแค่พูดหยอกล้อเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี
อินอวี่โหรวมองดูถงเหมี่ยวเหมี่ยวอย่างพิจารณา “ทำไมสีหน้าเธอดูไม่ดีเลยล่ะ?”
ดวงตาของถงเหมี่ยวเหมี่ยวยังคงบวมเป่งและไม่สามารถปกปิดด้วยรองพื้นได้
เธอตบหน้าตัวเองเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องของเฉินจิ่วจิ่วกับเรื่องที่เสี่ยวเป่าย้ายเข้าไปอยู่ในโรงเรียนประจำ
หลังจากได้ยินเรื่องของเฉินจิ่วจิ่ว อินอวี่โหรวก็สั่นสะท้านและหวนนึกถึงเซเรน่าทันที
“เธอจะสงสัยเฉินจิ่วจิ่วก็ได้นะ แต่เหมี่ยวเหมี่ยว โทรศัพท์เครื่องนั้นไม่ได้เมมเบอร์เธอเอาไว้ ไม่ใช่ว่าหล่อนจงใจทำหรอกเหรอ?” อินอวี่โหรวรู้สึกว่าพฤติกรรมของเฉินจิ่วจิ่วตื้นเขินเกินไป และเธอยังมองเรื่องทั้งหมดไม่ออก
“เธอคิดว่าเด็กสาวธรรมดา ๆ ทั่วไปจะพูดว่าอยู่ด้วยกันจนดึกดื่นคิดว่าเป็นอะไรกันล่ะมั้ยล่ะ? อีกอย่างหล่อนทำตัว ไร้เดียงสาต่อหน้าอวี้เฉิงกับคุณแม่ด้วยประโยคนี้ถึงได้น่าคิดไงล่ะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ใช่คนคิดสงสัยสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่มีมูลหลักฐาน
เธอจะไม่มีทางทนทุกข์ทรมานเหมือนกับอินอวี่โหรว และจัดหล่อนให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับเซเรน่า
เธอมองดูสถานการณ์ภาพรวมจากรายละเอียดทั้งหมด
เฉินจิ่วจิ่วจะต้องมีเจตนาแอบแฝง
“แล้วเธอจะทำยังไงต่อ?” อินอวี่โหรวไม่มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องพรรค์นี้เลย
“ฉันบอกให้อวี้เฉิงส่งหล่อนกลับไป แต่อวี้เฉิงบอกว่าหล่อนเป็นแขกของคุณแม่ เขาไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทน ช่วงนี้ เฉินจิ่วจิ่วอยู่ที่บ้านเก่าและยังไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร ฉันจะรอดูก่อนว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกมั้ย” ในเมื่อไม่มีหลักฐานโดยตรง พูดสันนิษฐานให้คนอื่นฟังยังไงพวกเขาก็ไม่มีทางเชื่อ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเคยประมาทเลินเล่อมาก่อน
หากเธอทะเลาะกับมู่อวี้เฉิงหรือแยกทางกันจริง ๆ เฉินจิ่วจิ่วจะไม่ประสบความสำเร็จเหรอ?
“คนพวกนี้น่าขยะแขยงจริง ๆ รู้ทั้งรู้ว่าเขาแต่งงานกันแล้วก็ยังเข้ามาแทรก ไม่มีจิตสำนึกบ้างหรือไง?” อินอวี่โหรวอดไม่ได้ที่จะด่าสาป
“ช่วยไม่ได้ ก็ตำแหน่งมันน่าดึงดูดนี่เนอะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเขย่าเครื่องดื่มในแก้วแล้วค่อย ๆ พูดขึ้น
ในความเป็นจริง ตอนที่ทะเลาะกับมู่อวี้เฉิง เธอก็แอบมีอารมณ์ฉุนเฉียวเหมือนกัน
เธอกลัวว่ามู่อวี้เฉิงจะกลายเป็นเหมือนลู่ซีจวี๋
หากเป็นแบบนั้นจริง ๆ ที่เธอทำไปทั้งหมดนี้จะมีประโยชน์อะไร
“เด็กคนนั้น ไม่รู้ว่าจะต้องพยายามขนาดไหน แต่คงจะพยายามเต็มที่แหละ พวกเราก็แก่แล้วซะด้วยสิ” อินอวี่โหรวยิ้มบิดเบี้ยว
“ใช่ แก่แล้ว จะไปเทียบเด็กสาวพวกนั้นได้ยังไง” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเห็นด้วย
บรรยากาศระหว่างทั้งสองเริ่มอึมครึม
จู่ ๆ อินอวี่โหรวก็พูดขึ้นว่า “ไอหยา อุตส่าห์ได้ออกมาเที่ยวทั้งทีทำไมมาพูดเรื่องพวกนี้ล่ะ? ต่อให้ไม่มีผู้ชาย พวกเราก็ยังมีความสุขกันได้ มากินของอร่อย ๆ ซื้อของที่ชอบกันดีกว่า มามีความสุขอย่างที่เคยเป็นกันเถอะ จะมัวกังวลเรื่องบั่นทอนอารมณ์ไปทำไม”
อินอวี่โหรวพูดปลอบโยนถงเหมี่ยวเหมี่ยวและถือว่าพูดปลอบโยนตัวเองด้วย
ไม่ว่าผลลัพธ์ระหว่างเธอกับลู่ซีจวี๋จะเป็นอย่างไร เธอก็จะมองข้ามมันไป
“เธอกลับไปคบกับรุ่นพี่แล้วยังพูดอะไรแบบนี้อยู่อีก ไม่กลัวว่ารุ่นพี่จะได้ยินหรือไง” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวดื่มเครื่องดื่มรสหวาน ปลดปล่อยให้มันแทรกซึมเข้าไปในหัวใจ ทำให้หัวใจของเธอรู้สึกอบอุ่นขึ้น
“แล้วยังไง? ฉันพูดความจริงไม่ได้เหรอ?” อินอวี่โหรวไม่สนใจ
หากลู่ซีจวี๋มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำพูดของเธอ เธอก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก
มาดูกันว่าใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน
“อวี่โหรว เธอสังเกตตัวเองบ้างมั้ยว่าเธอกล้าแสดงออกมากขึ้นเรื่อย ๆ นี่เธอถูกรุ่นพี่ตามใจจนเสียนิสัยใช่มั้ย” เมื่อเห็นว่าอินอวี่โหรวกลับมาดื้อด้านเหมือนเมื่อก่อน ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้สึกตื้นตัน
เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้รับการปรนนิบัติอย่างดี เราจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม
“ไม่…” อินอวี่โหรวอยากจะพูดปฏิเสธ แต่เธอกลับก้มหน้าลงแล้วค่อย ๆ หน้าแดงขึ้น
“เอาล่ะ จนป่านนี้แล้วพวกเธอยังจะปิดซ่อนความสัมพันธ์จากฉันอีกเหรอ? ไม่ต้องเขินหรอก รีบกินเร็ว ๆ แล้วไปซื้อของกัน” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจัดแจงเอกสารใกล้เสร็จแล้ว
ช่วงบ่ายจึงไม่มีอะไรให้ทำมากนัก เธอเลยออกไปเลือกซื้อของกับอินอวี่โหรว
“แต่ ขาเธอ…” อินอวี่โหรวมองดูขาของถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่ยังพันผ้าก๊อซอยู่แล้วอดไม่ได้ที่จะพูดบอก
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก้มหน้าลงและมองดูผ้าสีขาว
เธอทำหน้าบูดบึ้ง
สองวันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย
ทุกอย่างประดังประเดมารวมกันหมด ทำให้ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ทันตั้งตัว
ดูเหมือนว่าเธอจะลืมไปว่าขาของเธอได้รับบาดเจ็บ
“ไม่เป็นไร งั้นไม่ต้องซื้อของ ไปหาอะไรกินต่อก็พอ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
อย่างน้อยการกินอาหารก็ยังทดแทนกันได้
จู่ ๆ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็นึกอะไรบางอย่างออกและดวงตาก็เป็นประกายขึ้น “อวี่โหรว ไปกินบาร์บีคิวกันมั้ย?”
อินอวี่โหรวไม่อยากปฏิเสธถงเหมี่ยวเหมี่ยว เพราะการมองดูดวงตาที่ผิดหวังของอีกฝ่ายมันทำให้อินอวี่โหรวรู้สึกผิดมาก
“เหมี่ยวเหมี่ยว ขาเธอเจ็บแบบนี้ หมอน่าจะสั่งห้ามเธอกินอาหารรสจัดนะ เธอต้องอดทนจนกว่าขาของเธอจะหายดี” อินอวี่โหรวพูดบอกเสียงแผ่ว
เธอพยายามเกลี้ยกล่อมถงเหมี่ยวเหมี่ยวราวกับเกลี้ยกล่อมเด็กน้อยคนหนึ่ง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก้มหน้าลงและมีหน้าเศร้าใจทันที
เธอตักข้าวตรงหน้าขึ้นมากิน แต่ของที่วางอยู่ตรงหน้ากลับมีรสชาติจืดชืดขึ้น
ทำให้เธอไม่มีความอยากอาหารเลย
เธอไม่กล้าทำตามอำเภอใจอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เธอกำลังได้รับบทลงโทษและเธอไม่สามารถกินของที่ชอบได้ด้วยซ้ำ