พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 840 หนูทำได้จริง ๆ เหรอคะ
ตอนที่ 840
หนูทำได้จริง ๆ เหรอคะ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ได้เพิ่งลงมาจากบริษัท
เธอเลิกงานและลงมารอซ่งโมโม่นานแล้ว
แต่เธอรอมานานก็ยังไม่เห็นซ่งโมโม่ลงมาสักที
พอคิดขึ้นได้ว่าบางทีผู้จัดการแผนกเธออาจจะให้เธอทำงานล่วงเวลา ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็เลยขึ้นไปหาซ่งโมโม่ที่แผนกด้วยตัวเอง
แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะไปบังเอิญได้ยินบทสนทนาระหว่างซ่งโมโม่กับเพื่อน
ส่วนสาเหตุที่เธอบอกซ่งโมโม่ว่าเพิ่งเลิกงานก็เพื่อเหลือศักดิ์ศรีไว้ให้ซ่งโมโม่
อันที่จริงการที่ซ่งโมโม่ทำงานหนักในสถานที่แห่งนี้เพียงลำพังมันไม่ใช่เรื่องง่าย
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ใช่คนเห็นใจคนอื่นพร่ำเพรื่อ
แต่พอเห็นซ่งโมโม่เป็นแบบนี้ เธอก็ไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นทุกข์
แค่ต้องอยู่ห่างจากบ้านก็ลำบากใจพอแล้ว มาถูกคนที่หวังดีทรยศหักหลังอีกคงจะเสียใจอย่างมาก
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเคยออกไปใช้ชีวิตข้างนอกมาก่อนและผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ดังนั้นเธอจึงเข้าใจและตระหนักรู้ได้ถึงความรู้สึกของซ่งโมโม่เป็นอย่างดี
เด็กคนนี้ทำให้เธอรู้สึกสงสารจับใจ
หลังจากนั้นไม่นานก็มาถึงร้านอาหารที่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจองไว้
พอเห็นสภาพแวดล้อมที่หรูหรา ซ่งโมโม่ก็ก้มมองกางเกงยีนส์กับเสื้อยืดเรียบ ๆ ของเธอ ดูเหมือนว่ามันจะขัดกับทุกอย่างที่นี่
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเห็นว่าเธอไม่สบายใจจึงตบไหล่ปลอบโยนเธอ “ไม่ต้องคิดว่า คิดซะว่าแค่มากินข้าวก็พอ”
ซ่งโมโม่พยักหน้า แต่ยังคงระมัดระวังตัวเล็กน้อย
เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าถ้าเธอแต่งตัวแบบนี้เข้ามาในร้านอาหารหรู ๆ เธอจะต้องโดนดูถูกหรือถูกสายตาคนอื่นเหยียดหยาม
แต่หลังจากเดินเข้ามาแล้ว ซ่งโมโม่ก็ตระหนักได้ว่าเธอคิดผิดมาโดยตลอด
พนักงานที่นี่ให้บริการดีมาก
เขาไม่ได้ปฏิบัติต่อเธอด้วยสายตาดูถูก แต่ปฏิบัติต่อเธอเหมือนกับลูกค้าทั่วไป
ซ่งโมโม่มองดูฉากตรงหน้าและคิดว่าในความเป็นจริงนั้นทุกคนก็แค่อยากจะสัมผัสชีวิตของสังคมชนชั้นสูงเพียงเพื่อให้ได้คุณภาพการบริการที่ดีขึ้น
แต่คนธรรมดาที่ไหนจะสามารถจ่ายเงินกินข้าวที่นี่ได้?
ที่นี่ก็อาจจะมีคนที่มีมารยาทแย่เหมือนกันใช่ไหม?
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพาซ่งโมโม่เข้าไปในห้องอาหารส่วนตัว
ช่วงนี้ซ่งฉิงว่างงานและไม่มีอะไรทำ เธอจึงมารอที่นี่ก่อน
พอเห็นซ่งฉิง ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ยิ้มแล้วพูดทักทายว่า “ขอโทษที่ปล่อยให้รอนานนะคะแม่ทูนหัว พอดีหนูติดงานนิดหน่อย”
“ไม่เป็นไร พวกเธอต้องทำงาน แม่เข้าใจ” หลังจากพูดจบ ซ่งฉิงก็เงยหน้ามองซ่งโมโม่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถงเหมี่ยวเหมี่ยว
ซ่งโมโม่ดูน่ารัก นิสัยดีและดูค่อนข้างไร้เดียงสา
ซ่งฉิงมองไปที่ซ่งโมโม่แล้วพูดว่า “ดูเป็นเด็กดีนะ”
คนเฒ่าคนแก่มักจะชอบเด็ก ๆ ที่ประพฤติตนดี
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจึงตอบรับเธอทันที “แน่นอนค่ะ แม่ทูนหัว คนที่หนูแนะนำให้จะแย่ได้ยังไงคะ?”
ซ่งโมโม่มองดูทั้งสองพูดคุยกันแล้วรู้สึกกระสับกระส่ายเป็นอย่างมาก
ซ่งฉิงสังเกตเห็นจึงยิ้มแล้วพูดว่า “นั่งลงสิ ไม่ต้องเกรงใจ”
ซ่งโมโม่สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วโค้งคำนับซ่งฉิง “สวัสดีค่ะอาจารย์”
“จ๊ะ นั่งลงเถอะ” ซ่งฉิงดูออกว่าซ่งโมโม่เป็นเด็กซื่อ ๆ
พอหวนนึกถึงเรื่องที่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวบอกเธอก่อนหน้านี้
เธอก็คิดว่าบางทีซ่งโมโม่อาจจะไม่ได้ตั้งใจทำหรือเปล่า?
ความประทับใจแรกที่เธอมีต่อซ่งโมโม่ไม่เลวเลย
หลังจากอาหารมาเสิร์ฟ ซ่งโมโม่ก็นั่งกินอาหารกับ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวและซ่งฉิง
ในตอนนี้ซ่งฉิงกับถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดคุยกันเป็นครั้งคราว และมีบางครั้งที่ซ่งฉิงถามคำถามสองสามคำถามกับซ่งโมโม่ ซ่งโมโม่ก็คอยตอบคำถามทีละข้อ
บทสนทนาระหว่างพวกเขาทำให้ซ่งโมโม่รู้สึกผ่อนคลายลงมาก
กระทั่งอาหารเสร็จแล้ว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็สะกิดแขน ซ่งโมโม่
ซ่งโมโม่เข้าใจได้ในทันทีและรีบหยิบภาพร่างของเธอออกมาจากกระเป๋า “อาจารย์คะ ลองดูสิคะ หนูชอบวาดสุ่มมั่ว ๆ แบบนี้ค่ะ”
ซ่งโมโม่รู้สึกว่าซ่งฉิงเป็นเหมือนอาจารย์ที่น่าเกรงอกเกรงใจ
ทุกการเคลื่อนไหวของซ่งฉิงควรค่าแก่การเคารพ
เธอรู้สึกสบายใจมากที่ได้มาเจอซ่งฉิง
ซ่งฉิงหยิบสมุดภาพร่างขึ้นมาจากมือซ่งโมโม่
เธอไม่ได้รีบร้อนและค่อย ๆ เปิดดูภาพร่างทีละหน้า
ยิ่งมองดูมากเท่าไหร่ ซ่งฉิงก็ยิ่งประหลาดใจมากเท่านั้น “ออกแบบเองหมดเลยเหรอ”
ไม่เพียงแต่ซ่งโมโม่เท่านั้นที่ประหม่า แต่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ประหม่าด้วยเช่นกัน
เธอเป็นคนแนะนำซ่งโมโม่ ดังนั้นเธอจึงรู้สึกเป็นเกียรติมาก
“ค่ะ แต่ว่ามันไม่ได้ดีมากใช่มั้ยคะ พอดีหนูไม่ได้เรียนการออกแบบแบบมืออาชีพมา ก็เลยคิดเอาเองหมด” ซ่งโมโม่รู้สึกเขินเล็กน้อย
เธอยังมีความตระหนักรู้ตัวเองอยู่ในใจ
ก่อนจะมา ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเล่าเกี่ยวกับชื่อเสียงเรียงนามของซ่งฉิงให้เธอฟัง
ซ่งโมโม่มีความสุขมากแต่ก็รู้สึกไม่มั่นใจมากเช่นกัน เธอรู้สึกว่าคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่น่าจะมาชอบผลงานของเธอ
ทว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวเข้าใจท่าทางของซ่งฉิงดี
ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะจบลงแล้ว และสายตาของเธอก็ยังหลักแหลมเหมือนเช่นเคย
“ไม่ ความคิดเธอดีมาก อยากมาเรียนกับอาจารย์ดูมั้ย?” ซ่งฉิงเล็งเห็นว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์มาก
จิตวิญญาณที่แสดงออกมาบนผลงานดูคล้ายคลึงกับ ถงเหมี่ยวเหมี่ยว
แต่จากมุมมองการออกแบบขั้นพื้นฐานแล้ว เธอดูมีความรู้มากกว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวหน่อย
ซ่งฉิงพึงพอใจมาก
ภายใต้การชี้แนะของเธอ เธอเชื่อว่าซ่งโมโม่จะค้นพบสไตล์การออกแบบของตัวเองในไม่ช้า
ซ่งโมโม่ชี้นิ้วมาที่ตัวเองอย่างเหลือเชื่อ “อา อาจารย์ หนูทำได้จริง ๆ เหรอคะ?”
เธอนึกไม่ถึงว่าซ่งฉิงจะตอบรับเธอเร็วขนาดนี้ จนมันทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจและมีความสุขในเวลาเดียวกัน เธอรู้สึกว่าโชคก้อนใหญ่หล่นมาทับเธอเร็วมาก
“เธอทำได้ แต่อาจารย์มีคำขอหนึ่งอย่าง ฉันชอบคนตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นอยู่กับฉันเธอจะต้องตั้งใจทำงาน ถ้าฉันรู้ว่าเธอคิดหักมุม ฉันจะไม่เก็บเธอไว้” ซ่งฉิงค่อนข้างพึงพอใจกับซ่งโมโม่
แต่ซ่งฉิงยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านบุคลิกภาพ
“หนูเข้าใจแล้วค่ะอาจารย์” ซ่งโมโม่ก้มหน้าลง เธอรู้ดีกว่าใคร ๆ ว่าโอกาสแบบนี้หายากแค่ไหน
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวให้โอกาสเธอแล้ว เธอจะไม่มีวันยอมแพ้
เธอจะทำงานหนักขึ้นเป็นสิบเท่า และไม่ว่าเธอจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของโชคชะตา
“พรุ่งนี้ฉันจะไปคุยกับแผนกทรัพยากรบุคคล เธอไม่ต้องไปทำงานแล้ว จะได้มีสมาธิเรียนกับอาจารย์” ในฐานะผู้จัดการทั่วไปของสตีเฟนกรุ๊ป ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยังเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้ายว่าพนักงานควรอยู่ต่อหรือลาออกไป
ซ่งโมโม่เป็นคนจากฝั่งเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องแจ้งให้ ลู่ซีจวี๋ทราบ
แน่นอนว่าตอนนี้ลู่ซีจวี๋ยุ่งเกินกว่าจะดูแลตัวเองด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเขาไม่มาสนใจเรื่องพวกนี้หรอก
แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซ่งโมโม่กลับลังเล
“คุณถง ฉันขอใช้เวลาว่างเรียนกับอาจารย์และมาทำงานตามปกติได้มั้ยคะ?” ซ่งโมโม่ไม่สามารถลาออกจากงานและมุ่งความสนใจไปที่การออกแบบอย่างเดียวได้
ไม่อย่างนั้นเธอคงจะไม่สามารถเลี้ยงตัวเองในเมืองเป่ยได้
เงินเก็บในกระปุกก็มีเพียงนิดเดียว และไม่สามารถประทังชีพได้นาน
การขาดแคลนเงินเป็นเหมือนข้อบกพร่องที่ทำให้ซ่งโมโม่ต้องตระหนักถึงอนาคตเสมอ
แม้ว่าเธอจะชอบการออกแบบมาก แต่เธอก็ต้องหาเงินเลี้ยงชีพด้วย