ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 12 รักแรกพบ (รีไรท์)
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 12 รักแรกพบ (รีไรท์)
บทที่ 12 รักแรกพบ (รีไรท์)
หวังจู้ชี้ไปยังทิศทางของร้านอาหาร “มาจากร้านของแม่นางซ่งตรงนั้นขอรับ”
ทันทีที่อู่ต้าหย่งหันมองไป เขาจึงเห็นซ่งชิงหลันซึ่งกำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหาร
นางแต่งกายด้วยชุดสีน้ำเงินซอมซ่อ มีรอยปะชุนประปราย ผมยาวตรงสีดำสลวยถูกมัดรวบให้เป็นมวย
รูปร่างช่างสมส่วน ส่วนหน้าตานั้นช่างงดงาม…
ปอยผมสองข้างตกลงมาปรกหน้าผาก ยามลมพัดพลิ้วทำให้มันดูยุ่งเหยิง หากแต่เพิ่มเสน่ห์อันอ่อนโยนให้นางยิ่งนัก
อู่ต้าหย่งหันไปมองอย่างตกอยู่ในภวังค์ ชายหนุ่มที่โสดมากว่ายี่สิบกว่าปีเยี่ยงเขา นี่เป็นครั้งแรกที่หัวใจของเขาเต้นแรงถึงเพียงนี้
หวังจู้มองชายตรงหน้าอย่างงุนงง ด้วยคิดว่าเขาคงอยากทานด้วยกระมัง จึงพลันเอ่ยขึ้น “ท่านหัวหน้า ประเดี๋ยวข้าไปซื้อให้ ท่านรอตรงนี้สักครู่”
“ไม่ต้อง!” อู่ต้าหย่งรั้งหวังจู้ไว้ หากแต่สายตายังคงมองไปยังซ่งชิงหลันอย่างไม่กะพริบ “ข้าไปเอง”
หลังเอ่ยจบ ชายหนุ่มจึงจัดเครื่องแบบให้ดี ก่อนเดินตรงไปที่นางทันที
ยิ่งเข้าไปใกล้เท่าไหร่ หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นแรง
เพียงเห็นหญิงสาวตรงหน้า คิ้วสวยเรียวโก่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลสดใส จมูกเล็กโค้งมนราวกับหยก ทั้งยังโด่งเป็นสัน ริมฝีปากสีแดงอวบอิ่ม
มองเพียงครู่เดียวนั้นก็รู้ได้ทันทีว่านางเป็นดั่งลมหนาวในเดือนแห่งความหนาวเหน็บ หากแต่ใบหน้ายิ้มแย้มของนางนั้นราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ
“ซ่ง…” เขาผู้กล้าหาญและไม่เคยกลัวสิ่งใด แต่ในตอนนี้กลับประหม่าจนต้องนำมือขึ้นมาถูกัน “แม่…แม่นางซ่ง ข้าขอเจียนปิ่งกั่วจือหนึ่งชิ้น”
ซ่งชิงหลันเงยหน้าขึ้นจึงเห็นว่าเครื่องแบบของทหารที่เขาสวมใส่นั้นดูมียศกว่าคนเฝ้าประตูเสียอีก นางพลันรู้ได้ทันทีว่าสถานะของเขาน่าจะสูงกว่าทหารที่เฝ้าประตู
“ท่านเจ้าหน้าที่เจ้าคะ วันนี้ข้าเพิ่งเปิดร้านเป็นวันแรก เจียนปิ่งกั่วจือนี้ข้าขอเลี้ยงท่าน”
“ไม่ ๆ” อู่ต้าหย่งรีบควักเงินสิบเหรียญใส่ในมือของซ่งชิงซี “ข้าเป็นขุนนางรับใช้ประชาชน จะมากินของของประชาชนมือเปล่าได้อย่างไร”
“ท่านเจ้าหน้าที่ช่างเป็นผู้ชอบธรรม ข้าน้อยขอชื่นชม”
“หึหึ..” อู่ต้าหย่งหัวเราะอย่างประหม่าสองครั้ง หากไม่ใช่เพราะผิวหนังบนใบหน้าของเขาที่ค่อนข้างหนา คงเห็นรอยแดงจาง ๆ บนใบหน้าแล้วกระมัง “แม่นางซ่ง ข้าชื่ออู่ต้าหย่ง เจ้าเรียกข้าว่าพี่อู่ก็ได้”
อู่ต้าหย่ง?
เนื่องจากนางมาจากศตวรรษที่ 21 ด้วยชื่อของชายตรงหน้าได้สร้างความคุ้นเคยให้กับนางยิ่งนัก โดยเฉพาะกับคำว่าอู่ต้าอะไรนั่น ซ่งชิงหลันเองก็เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตกลง พี่อู่ เชิญดื่มชาเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นก่อนเถิด”
“ได้ ได้!”
ซ่งชิงซีซึ่งกำลังจะยกชาไปให้เขา อีกฝ่ายก็พลันเอ่ยอย่างรีบร้อน “น้องชาย วางมันลงเถิด ประเดี๋ยวข้าทำเอง”
อู่ต้าหย่งหยิบชามขึ้นมา พลางเอ่ย “ไม่ง่ายเลยที่จะออกจากบ้านมาทำงานหาเงินด้วยอายุที่น้อยเพียงนี้ พ่อแม่ของพวกเจ้าเล่า?”
ดวงตาของซ่งชิงซีเจือด้วยน้ำตา ก่อนจะก้มหน้า และเอ่ยคำ “ท่านพ่อท่านแม่ของเราจากไปหลายปีแล้วขอรับ ท่านย่าเป็นผู้เลี้ยงดูเรามา หากแต่ตอนนี้นางไม่ค่อยสบาย เราสามพี่น้องจึงออกมาทำงานหาเลี้ยงชีพขอรับ”
ภาพจำของท่านพ่อท่านแม่นั้นยังพอมีอยู่บ้าง ท่านพ่อเป็นคนใจดี ส่วนท่านแม่ก็เป็นคนอ่อนโยน
เพียงแต่โชคไม่ดีที่ท่านพ่อตกหน้าผาตอนที่เขาออกไปทำงานข้างนอก และหลังจากนั้นไม่นาน ท่านแม่ก็มีอาการซึมเศร้า ก่อนจะล้มป่วยในที่สุด
ในยามค่ำของทุกคืน เขายังคงคิดถึงพวกท่านอยู่เสมอ
“ช่างสงสารนัก!” อู่ต้าหย่งแสดงสีหน้าเห็นใจและเสียใจ “ในความคิดของข้า เจ้ามิลองหาพี่เขยให้พี่สาวของเจ้าดูเล่า การมีพี่เขยนั้นย่อมช่วยจุนเจือความลำบากของพวกเจ้าได้”
“เหอะ!” ซ่งชิงเป่ยพลันเอ่ยออกมาด้วยความโกรธ “พี่สาวของข้าแต่งเข้าบ้านพี่เขยเมื่อปีที่แล้ว หากแต่หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน พี่เขยของข้าได้เข้าร่วมกองทัพ จากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวใดจากเขาอีก ทุกคนต่างบอกว่าเขาตายไปในสงครามเสียแล้ว”
“แม่สามีของพี่สาวข้า ให้พี่สาวของข้าหย่ากับลูกชายของนางอย่างไร้ความเมตตา แม้แต่ทายาทหญิงชายฝาแฝดที่พี่สาวของข้าให้กำเนิดก็ไม่ได้รับการยอมรับและถูกขับไล่ออกมา”
“ในชีวิตนี้ พี่สาวของข้าไม่ต้องการแต่งงานอีก ในบ้านของเราเอง เพียงเราสี่พี่น้องก็สามารถปกป้องนางได้!”
ถึงแม้จะยังเยาว์วัย และไม่ได้เข้าใจอะไรมาก แต่หากใครกล้ามารังแกพี่ใหญ่ เขาจะกัดให้หมด!