ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 149 ข้าแค่อยากคุยกับเจ้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 149 ข้าแค่อยากคุยกับเจ้า
บทที่ 149 ข้าแค่อยากคุยกับเจ้า
เป็นเวลานานมากแล้วจริง ๆ
นับตั้งแต่ซ่งชิงหลันไปส่งชุดใหม่ที่จวนให้หลิงซีเหยียนภรรยาผู้ว่า ในช่วงก่อนวันปีใหม่ที่ผ่านมา นางก็วุ่นวายอยู่กับงานมากมาย จนพวกนางไม่ได้พบกันเสียนาน
ซ่งชิงหลันรีบพาหลิงซีเหยียนเข้ามาในห้องทำงาน เชิญให้นางนั่งลงแล้วพูดคุยด้วยรอยยิ้ม “ท่านพี่ซีเหยียนนั่งลงก่อนเถิด ที่นี่อาจจะเรียบง่ายไปเสียหน่อย หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจกันนะเจ้าคะ”
หลิงซีเหยียนมองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยขึ้น “ภัตตาคารอวิ๋นหลายเป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมือง จะมาเรียบง่ายได้อย่างไรเล่า”
แม่เฒ่าซ่งรู้ว่าทั้งสองมีเรื่องจะต้องพูดคุยกัน นางจึงลุกขึ้นและออกจากห้องไป “คุยกันไปนะ ข้าจะออกไปก่อน”
หลิงซีเหยียนรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที แล้วมองซ่งชิงหลันด้วยความเกรงใจ “ชิงหลัน ข้ามารบกวนเวลาเจ้าหรือไม่?”
“ไม่เจ้าค่ะ ท่านย่าเองก็เบื่อ ๆ อยู่แล้ว คงอยากออกไปเดินเล่น”
จู่ ๆ ซ่งชิงหลันก็นึกขึ้นได้
นางจึงรีบถามอย่างทันควัน “ว่าแต่ท่านรู้ได้อย่างไรว่าต้องมาหาข้าที่นี่เจ้าคะ?”
หลิงซีเหยียนเริ่มอธิบาย “วันนี้ข้าไปที่ร้านเสื้อชิงเยว่เพื่อไปหาเจ้า แล้วพบกับป้าสะใภ้ นางบอกข้าว่าเจ้าอยู่ที่นี่ เจ้าเก่งมากจริง ๆ ชิงหลัน ไม่ได้เจอกันไม่นานเจ้าก็เป็นเจ้าของภัตตาคารใหญ่โตเสียแล้ว”
เมื่อนางเดินขึ้นมาชั้นสอง พบว่ามีที่นั่งมากมายและลูกจ้างทุกคนต่างยุ่งมาก
หลิงซีเหยียนเคยมากินอาหารที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายกับเหวยจือหล่างเป็นครั้งคราวในช่วงที่ที่นี่ยังเฟื่องฟู
จึงทำให้อดไม่ได้ที่จะชื่นชมเพื่อนคนนี้ นางช่างเป็นคนที่เก่งรอบด้านมากจริง ๆ และดูเหมือนว่าจะไม่มีอันใดที่ซ่งชิงหลันทำไม่ได้
ซ่งชิงหลันยิ้ม “อันที่จริงการเป็นเจ้าของร้านอาหารเป็นสิ่งที่ข้าคิดมาตลอดอยู่แล้วว่าอยากจะทำให้ได้ ช่วงที่ผ่านมาภัตตาคารอวิ๋นหลายถูกขายต่อพอดี จึงได้เอาแผนการที่คิดไว้มาใช้ โอ้ จริงสิ ท่านไปหาข้าที่ร้านเสื้อชิงเยว่แสดงว่าต้องการเสื้อผ้าชุดใหม่หรือเจ้าคะ?”
“เปล่าหรอก…” หลิงซีเหยียนส่ายหน้าพลางหลบตาลงต่ำเล็กน้อย แล้วตอบด้วยเสียงแผ่วเบา “ข้าแค่อยากคุยกับเจ้า”
ชิงจูที่ยืนอยู่ด้านหลังมีท่าทางกังวลใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ท่านหญิงไม่ได้ออกมาข้างนอกนานแล้วเจ้าค่ะ ไม่แปลกที่จะรู้สึกเบื่อหน่าย ถ้ายังอยู่ที่นั่นทั้งวันต่อไปเกรงว่าจะป่วยเอาได้”
หลิงซีเหยียนหันไปมองสาวใช้ “เจ้านี่ เลิกนิสัยพูดมากไปไม่ได้เสียทีนะ”
“ตราบใดที่มันเป็นเรื่องที่ดีต่อท่านหญิง ข้าน้อยจะยอมเป็นคนพูดมากเจ้าค่ะ” ว่าจบสาวน้อยก็สบตาซ่งชิงหลันอย่างกระวนกระวายใจ “แม่นางซ่ง โปรดเกลี้ยกล่อมท่านหญิงให้ข้าทีสิเจ้าคะ”
ซ่งชิงหลันเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
นางมองไปทางหลิงซีเหยียนอย่างระมัดระวัง และเห็นว่าใบหน้าที่งดงามของนางดูมีร่องรอยของความเศร้าและหมองหม่น
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วถามอย่างประหม่า “ท่านพี่ซีเหยียนท่าทางท่านไม่ค่อยดีนัก มีเรื่องอันใดไม่สบายใจอยู่หรือไม่?”
หลิงซีเหยียนส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่มีอันใด แค่เรื่องในบ้าน…”
เมื่อได้ยินว่า ‘เรื่องในบ้าน’ ซ่งชิงหลันก็พอจะเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงอันใด
ไม่ทันที่จะได้ถามต่อ ซ่งซิงเยว่ในเปลก็ร้องไห้ออกมา
ซ่งชิงหลันได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นไปดูลูกโดยพลัน หลิงซีเหยียนเองก็ลุกตามไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
ปรากฏว่าหนูน้อยซิงเยว่เพียงร้องเพื่อให้คนในห้องสนใจ เนื่องจากไม่มีใครเล่นด้วยเพียงเท่านั้น
ซ่งชิงหลันเห็นท่าทางแบบนั้นของลูกสาวจึงเอ่ยหยอกเย้า “สาวน้อย เจ้านี่ขี้อ้อนเหลือเกินนะ”
“เด็กขี้อ้อนเป็นเรื่องดีนะ เด็กหญิงที่ขี้อ้อนจะแต่งงานได้สามีที่ดีในอนาคต” หลิงซีเหยียนรีบเอ่ยขึ้นทันที
ภรรยาท่านผู้ว่ามองเด็กน้อยซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ด้วยดวงตาอ่อนโยน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา “ช่างน่ารักน่าชังอันใดอย่างนี้…”
ซ่งชิงหลันอุ้มซ่งซิงเฉินขึ้นมา ก่อนจะมองไปที่นางแล้วชักชวน “ท่านพี่ซีเหยียน ท่านอยากลองอุ้มเฉินเฉินหรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้า…ข้าทำไม่ได้” หลิงซีเหยียนโบกมืออย่างประหม่า “เด็กน้อยตัวอ่อนนุ่มเช่นนั้น ข้าไม่กล้าอุ้มหรอก ประเดี๋ยวจะทำเขาร้องไห้”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เฉินเฉินเป็นเด็กเลี้ยงง่ายมากไม่มีปัญหาแน่” ว่าจบซ่งชิงหลันก็ส่งซ่งซิงเฉินเข้าไปในอ้อมแขนของหลิงซีเหยียนทันที “ดูสิ ข้าบอกแล้วว่าเขาเลี้ยงง่าย”
เมื่อหลิงซีเหยียนได้อุ้มเด็ก ร่างบางของนางพลันแข็งทื่อขึ้นมาทันที
โชคดีที่เฉินเฉินหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ซึ่งนั่นช่วยคลายความตึงเครียดได้เป็นอย่างมาก นางจึงค่อย ๆ ผ่อนคลาย
หลิงซีเหยียนนั่งลงโดยที่ยังอุ้มหนูน้อยเอาไว้ แล้วมองไปยังซ่งซิงเฉินด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู และเริ่มหยอกล้อกับเขาอย่างสนุกสนาน
ชิงจูก็เข้ามาใกล้และเริ่มเล่นกับซ่งซิงเฉินด้วยกัน “เฉินเฉินน่ารักน่าชังยิ่ง ทั้งขาว ทั้งจ้ำม่ำ น่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน”
ซ่งซิงเยว่เริ่มอยู่ไม่สุขเมื่อเห็นว่าพี่ชายถูกอุ้ม นางจึงเริ่มพูดเจื้อยแจ้วออกมา
คนเป็นมารดาจึงหันไปอุ้มลูกสาวขึ้นมาทันที “เอาเถิดเยว่เยว่ เจ้านี่เป็นสาวน้อยที่พูดเก่งเหลือเกิน”
ว่าจบก็นั่งลงข้างหลิงซีเหยียนแล้วมองนางหยอกล้อกับลูก กลิ่นอายของความเป็นแม่อบอวลอยู่รอบกาย
ทันใดนั้น ซ่งชิงหลันก็เริ่มเข้าเรื่องสนทนาอีกครั้งโดยทำเป็นถามขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ “ท่านพี่ซีเหยียน ท่านได้ไปเดินเที่ยวงานเทศกาลโคมไฟหรือไม่เจ้าคะ”
หลิงซีเหยียนหยุดชะงักกะทันหันระหว่างจับมือเล็ก ๆ ของซ่งซิงเฉิน จากนั้นก็ส่ายหน้าแล้วตอบ “ไม่หรอก วันนั้นข้ารู้สึกไม่สบายจึงอยู่ที่คฤหาสน์ทั้งวัน”
ทันทีที่พูดถึงเรื่องนี้ ชิงจูที่อยู่ด้านข้างก็ดูขุ่นเคืองขึ้นมาทันที “นายหญิงอาวุโสเอาแต่โกรธไม่หยุด เพราะอย่างนั้นจึงทำให้….”
“ชิงจู!” ก่อนที่ชิงจูจะพูดจบหลิงซีเหยียนก็ปรามขึ้นด้วยเสียงเย็นเยียบ
สาวใช้รีบหุบปากแล้วหยุดพูดโดยพลัน
ซ่งชิงหลันถอนหายใจออกมาเบา ๆ มองไปทางพี่สาวอย่างจริงจังแล้วเอ่ยกับนาง “เทศกาลโคมไฟคืนนั้น ข้าเห็นท่านผู้ว่ากำลังดูโคมไฟกับสตรีนางหนึ่ง ท่านพี่ซีเหยียน ท่านบอกกับข้ามาตามตรงเถิดว่าเรื่องที่ท่านเศร้าใจคือเรื่องนี้ใช่หรือไม่?”
หลิงซีเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็กระตุกมุมปากเผยรอยยิ้มมีเลศนัย “ข้าไม่คาดคิดว่าเจ้าจะเห็น”
ในตอนนี้ซ่งชิงหลันแน่ใจแล้วว่านางไม่ได้ตาฝาด
หญิงสาวจึงรีบจับมือหลิงซีเหยียนอย่างประหม่าแล้วถามต่อ “เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ สตรีนางนั้นเป็นผู้ใด?”
ซ่งชิงหลันรู้สึกว่าท่านผู้ว่ารักภรรยาเป็นอย่างมาก นางไม่คิดว่าเหวยจือหล่างจะทำเช่นนั้น นางจึงคิดว่าตัวเองน่าจะเข้าใจผิดไป
พูดจบหลิงซีเหยียนก็รู้สึกละอายขึ้นมาเล็กน้อย
ในที่สุดก็เป็นชิงจูที่ทนไม่ได้อีกต่อไปแล้วพูดขึ้นมา “นางเป็นญาติห่าง ๆ ของนายหญิงอาวุโสเจ้าค่ะ ชื่อว่าป๋ายเสี่ยวม่าน เพิ่งมาที่เมืองนี้ไม่กี่ปีก่อน บอกว่ามาที่นี่เพื่อเยี่ยมญาติ แต่หลังจากนั้นก็อาศัยอยู่ที่นี่เสียได้ ซ้ำยังเอาแต่คอยตามรังควานนายท่านไม่หยุด ท่าทางน่าจะปรารถนาจะเป็นอนุของนายท่าน”
เมื่อกล่าวจบ ชิงจูก็มองไปยังหลิงซีเหยียนด้วยสีหน้าเป็นห่วง “ท่านหญิง ท่านก็เช่นกัน เหตุใดถึงได้เอาแต่ผลักไสนายท่านให้นางกันเจ้าคะ?”