ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 18 เจี่ยงชุ่ยเหลียนมาอาละวาดที่ร้าน (รีไรท์)
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 18 เจี่ยงชุ่ยเหลียนมาอาละวาดที่ร้าน (รีไรท์)
บทที่ 18 เจี่ยงชุ่ยเหลียนมาอาละวาดที่ร้าน (รีไรท์)
เจี่ยงชุ่ยเหลียนมาถึงที่ประตูเมืองจึงพบว่าหน้าร้าน ‘ร้านอาหารเช้าตระกูลซ่ง’ เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งกำลังต่อแถวยาวเหยียด
เมื่อนางเข้าไปใกล้ ๆ จึงเห็นซ่งชิงหลันพร้อมกับน้องชายกำลังทำงานกันอย่างไม่มีเวลาให้หยุดพัก
เด็กนี่ขายสิ่งใด เหตุใดกิจการถึงไปได้ดีเช่นนี้?
วันนี้ร้านขายหมูของนางยังได้ไม่ถึงหนึ่งตำลึงเสียด้วยซ้ำ เทียบกันแล้ว ซ่งชิงหลันต้องได้เงินมากกว่าแผงขายหมูของครอบครัวนางเป็นแน่
ไม่ได้…
คนไร้ค่าเช่นนี้ไม่สมควรได้รับชีวิตที่ดี!
ซ่งชิงหลันผู้ต่ำต้อยจะมีชีวิตที่ดีกว่าตระกูลไป๋ของนางได้อย่างไร!
เจี่ยงชุ่ยเหลียนก้าวตรงเข้าไป ก่อนจะชี้ไปยังซ่งชิงหลันพร้อมเปิดปากด่าทอโดยพลัน “สวรรค์! นางมารใจดำ ซ่งชิงหลัน คิดเงินค่าเจียนปิ่งถึงชิ้นละสิบเหรียญ คิดจะปล้นกันหรืออย่างไร?”
“นี่เจ้า…”
ซ่งชิงตงกำลังจะก้าวตรงไปเผชิญหน้ากับนาง หากแต่ซ่งชิงหลันส่งสัญญาณหยุดเขาไว้เสียก่อน
ณ ที่ตรงนี้ มีสายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อยจับจ้อง ซ่งชิงตงจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเขาไม่ควรหุนหันพลันแล่นแต่อย่างใด
ซ่งชิงหลันซึ่งกำลังทำเจียนปิ่งเอ่ยขึ้น “อาหารเช้าของข้า แค่ค่าวัตถุดิบก็ราวเจ็ดหรือแปดเหรียญแล้วเจ้าค่ะ ได้กำไรเพียงสองเหรียญต่อหนึ่งชิ้น มีผู้ใดว่าราคานี่ไม่เหมาะสมหรือไม่เจ้าคะ?”
“ท่านรู้ดีอยู่แก่ใจ ผู้ใดกันเล่าจะไม่ทำมาค้าขายเพื่อเงิน? หรือว่าท่านขายหมูเพื่อช่วยคนจนหรือเจ้าคะ?”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนพลันส่งเสียงฮึ่ม “เจ้ากำลังพูดอันใด? เจียนปิ่งก็แค่แป้งเพียงหนึ่งกระบวย ไม่คุ้มแม้แต่เหรียญเดียว!”
“จริงอยู่ว่าวัตถุดิบในการทำเจียนปิ่งกั่วจือนี้ไม่ได้แพงนัก หากแต่น้องชายของข้าต้องใช้แรงกาย รวมไปถึงทักษะของข้า ดังนั้นต้นทุนของเจียนปิ่งนี้จึงราคาแปดเหรียญ!”
“หากท่านอิจฉาเพราะกิจการของข้าทำเงินได้มาก ท่านจะมาทำขายเหมือนกับข้าก็ย่อมได้ แต่ในยามที่ข้ากับลูก ๆ ต้องระหกระเหินออกมาจากบ้านตระกูลไป๋ ท่านไม่ยอมแม้แต่ให้ข้าเอาผ้าห่มมาห่มในวันที่อากาศหนาวเหน็บเช่นนั้นเสียด้วยซ้ำ ยามนี้กลับมาเอะอะโวยวาย!”
“ข้าเองก็เคยเรียกท่านว่าท่านแม่ หลานของท่านเองก็มีสายเลือดของตระกูลไป๋อยู่ในตัวครึ่งหนึ่ง เหตุใดถึงอยากจะขับไล่พวกเรานัก?”
ปากของพั่งเอ๋อร์นั้นไม่มีหูรูด สตรีเฒ่าคนนั้นช่างว่องไวเสียจริง
ด้วยเพราะเจี่ยงชุ่ยเหลียนทำตัวเองทั้งนั้น หากแต่นางไม่ยอมเสียหน้าโดยง่าย
“สวรรค์! สตรีนางนี้คือแม่สามีของแม่นางซ่ง ฟังจากเมื่อครู่แล้ว นางยังเป็นคนที่ขับไล่แม่นางซ่งและลูกออกจากบ้านเสียด้วย”
“ข้ารู้แล้ว เมื่อวานที่แม่นางซ่งเล่าว่าสามีของนางเข้าร่วมกองทัพ ไม่รู้เป็นหรือตาย แต่แม่สามีกลับให้พวกเขาหย่าร้างกัน แม่นางซ่งผู้น่าสงสารจึงต้องกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ของนางพร้อมลูกน้อยทั้งสอง”
“พ่อแม่ของนางจากโลกนี้ไปเร็วนัก ครอบครัวก็ยากจน แม่นางซ่งและน้องชายจึงมาขายอาหารเช้าที่นี่”
“แม่นางซ่งทำเวรกรรมใดไว้ในชาติที่แล้วกันนะ ชาตินี้จึงต้องมาพบพานกับบ้านสามีที่ใจร้ายเยี่ยงนี้”
“นอกจากรังแกลูกสะใภ้แล้วยังไล่หลานแท้ ๆ ออกจากเรือนอีก ช่างโหดเหี้ยมอำมหิตเสียจริง!”
“ยามนี้แม่นางซ่งหาเงินเองได้แล้ว นางก็ยังตามมาริษยา ทั้งยังมาโวยวายสร้างเรื่อง ได้ยินมาว่าครอบครัวนางขายหมู ต่อไปพวกเราอย่าไปซื้อหมูจากร้านนางอีก!”
…
เจี่ยงชุ่ยเหลียนไม่อาจทนฟังคำนินทาได้ แต่นางก็ไม่ต้องการจะยอมแพ้
นางจึงนั่งลงบนพื้น ก่อนร้องออกมาเสียงดัง
“ไอ๊หยา! ข้าอยู่ไม่ได้แล้ว ซ่งชิงหลัน นางสารเลว กินดื่มอยู่ในบ้านของข้ามาช้านาน แม้ยามนี้นางหย่ากับลูกชายข้าไปแล้ว ก็กลับมาทำลายทุกอย่างของข้าอีก ทุกท่านอย่าถูกนางหลอก!”
“นางทำให้ตัวเองดูน่าสงสารเพียงเพื่อให้ได้รับความเห็นใจจากทุกคนเพื่อจะได้ขายของได้มากขึ้น!”
ซ่งชิงหลันมองเจี่ยงชุ่ยเหลียนอย่างเย็นชา “อย่างนั้นท่านกล้าพูดหรือไม่ว่าสิ่งที่ข้าพูดมีเรื่องใดบ้างไม่จริง?”
“มีข่าวคราวจากลูกชายของท่านบ้างหรือไม่? ท่านให้ข้าหย่าร้างกับลูกชายท่านใช่หรือไม่? ข้าสูญเสียทั้งท่านพ่อและท่านแม่จริงหรือไม่? ข้ามีท่านย่า รวมถึงลูกแฝดที่เพิ่งลืมตาดูโลกต้องเลี้ยงดูจริงหรือไม่?”
น้ำเสียงของซ่งชิงหลันช่างทรงพลังเสียจนผู้คนทั่วทั้งบริเวณรู้สึกประทับใจกับคำพูดของนาง