ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 257 โง่เขลา
บทที่ 257 โง่เขลา
ไป๋เย่หานหรี่ตาลงมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเย็นเยียบที่รุนแรงขึ้น “นางเป็นพระชายาของข้า”
“อ้อ อย่างนั้นหรือขอรับ” อู่ต้าหย่งหัวเราะออกมาในทันที “เช่นนั้นขออภัยที่ข้าช่างโง่เขลา ข้าคิดว่าไม่เพียงแต่ข้าแต่ทั่วทั้งเมืองหลวงนี้คงไม่มีผู้ใดรู้ ว่าแม่นางซ่งเป็นพระชายาของหานอ๋องกระมัง”
“เจ้า…”
แววตาของไป๋เย่หานฉายแววจิตสังหาร “นี่เจ้าคิดจะกล่าวอันใดกันแน่”
“ท่านหานอ๋องยังไม่รู้กระมัง ในเมืองหลวงนี้ มีหญิงไม่น้อยที่รอคนมาสู่ขอ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้แต่งเข้าจวนหานอ๋อง!” กล่าวจบ อู่ต้าหย่งก็สบสายตาเย็นชาของไป๋เย่หาน กล่าวเสียงทุ้ม “ถ้าหากท่านเห็นนางเป็นพระชายาจริง เหตุใดจึงต้องให้นางพบกับความอัดอั้นตันใจเช่นนี้ด้วย”
ทันใดนั้นก็ราวกับว่าไป๋เย่หานเข้าใจขึ้นมา เหมือนว่าเขาจะต้องขอบคุณชายตรงหน้าที่ต้องการผู้หญิงของเขาเสียแล้ว
ถ้าหากพวกเขาไม่ได้หลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน บางทีอาจจะคุยกันถูกคอก็ได้
ไป๋เย่หานปล่อยมืออีกฝ่าย แล้วกล่าวเสียงต่ำ “ขอบคุณที่แนะนำ ข้าจะจัดการเอง และไม่ให้นางต้องอัดอั้นเป็นแน่”
กล่าวจบก็หมุนกายจากไป
อู่ต้าหย่งมองไป๋เย่หานจากไปอีกครั้ง จากนั้นก็ยิ้มแล้วกล่าวกับตัวเอง “ข้าคงช่วยได้เพียงเท่านี้”
……
ไป๋เย่หานรีบกลับไปยังบ้านที่ถนนหัวอัน
กำลังคิดจะเข้าไปสู่จวนแม่ทัพที่อยู่ข้างกัน แต่ก็ถูกหานเฟยที่เฝ้าอยู่ตรงประตูจวนหานอ๋องรั้งเอาไว้ “ไอ้หยา ท่านอ๋องของข้า! ในที่สุดก็กลับมาแล้ว!”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว กล่าวถามเสียงเย็นชา “มีเรื่องอันใด”
หานเฟยลดเสียงลง กล่าวเสียงเบา “ท่านขุนนางจางมาขอรับ”
ไป๋เย่หานมองไปยังจวนแม่ทัพอย่างล้ำลึก สุดท้ายก็เดินเข้าไปในจวนหานอ๋อง
เพียงจางอิงรั่งเห็นไป๋เย่หานก็รีบคำนับทันที “ข้าน้อยได้พบท่านหานอ๋องแล้ว”
“ท่านมีเรื่องอันใดว่ามาเถิด” ไป๋เย่หานสะบัดชุดคลุม นั่งลงตรงที่นั่งหลักอย่างสง่า
จางอิงรั่งรับใช้อยู่ข้างกายฝ่าบาทมานาน ย่อมมีความสามารถอยู่บ้าง
ต่อให้ไป๋เย่หานจะเป็นนายน้อยที่อารมณ์รุนแรงและยากจะรับใช้ แต่เขาก็สามารถรับมือได้
จางอิงรั่งโค้งตัวคำนับเล็กน้อย กล่าวตอบ “ทูลท่านอ๋อง วันนี้เป็นเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ฝ่าบาททรงจัดงานเลี้ยงราชวงศ์ในวังหลวง ดังนั้นจึงรับสั่งให้ข้าน้อยมาเชิญท่านอ๋องเข้าวัง เพื่อร่วมงานเลี้ยงพ่ะย่ะค่ะ”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว กำลังจะเอ่ยปาก
จางอิงรั่งรีบกล่าว “ฝ่าบาทตรัสว่า หากข้าน้อยไม่สามารถเชิญหานอ๋องไปได้ ก็ห้ามกลับเข้าวังขอรับ ดังนั้น ท่านอ๋องทรง…”
จางอิงรั่งผู้นี้ช่างเป็นจิ้งจอกแก่เสียจริง เขาจะปล่อยให้ตนฉลองเทศกาลอยู่ที่จวนไม่ได้เลยหรือ
ดังนั้นไป๋เย่หานจึงยืนขึ้นแล้วกล่าว “ไปเถิด”
งานเลี้ยงครั้งนี้จัดขึ้นที่ตำหนักเป่าเหอ
ไป๋เย่หานมาค่อนข้างช้า และตอนที่เขามาถึงก็พบว่าในตำหนักนี้ นอกจากราชวงศ์แล้ว ยังมีขุนนางชั้นสูงไปจนถึงลูก ๆ อยู่ที่นี่ด้วย
ซึ่งมหาเสนาบดีหลิวและหลิวหรูเยว่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
หลังจากจิ่งกวงเยี่ยมองเห็นไป๋เย่หานนั่งลง ก็สั่งให้คนยกอาหารมา
หลิวหรูเยว่จัดที่นั่งอยู่ข้างกายไป๋เย่หานพอดี หลังนางเห็นอีกฝ่ายนั่งลง แววตาของนางก็เปล่งประกายขึ้นมา
และสิ่งแรกที่ถูกยกมาที่โต๊ะก็คือบ๊ะจ่างตามฤดูกาล
จิ่งกวงเยี่ยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้มังกรกล่าวออกมา “บ๊ะจ่างในปีนี้ไม่เหมือนกับปีก่อน ๆ เราซื้อมาเป็นพิเศษจากภัตตาคารอวิ๋นหลายที่ข้างนอก ข้าได้ยินว่าบ๊ะจ่างของภัตตาคารอวิ๋นหลายอร่อยมาก ทั้งยังหาได้ยาก ทุกคนลองชิมดูเถิด”
ทันทีที่กล่าวจบ ทุกคนก็พากันเริ่มปอกบ๊ะจ่างกิน
หลังจากนั้นในตำหนักก็มีเสียงชื่นชมดังขึ้น “อืม อร่อย! ของจากภัตตาคารอวิ๋นหลายนี้ช่างแตกต่างเสียจริง!”
หลังจากจิ่งกวงเยี่ยกินบ๊ะจ่าง ก็หันหน้าไปมองพระสนมเฉิน แล้วเอ่ยถาม “พระสนม เจ้าคิดว่าบ๊ะจ่างนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
พระสนมเฉินกัดเบา ๆ คำหนึ่ง “หม่อมฉันคิดว่ารสชาติของบ๊ะจ่างนี้ไม่เลวเลยเพคะ เพียงแต่รูปแบบดูฉูดฉาดไปหน่อยเท่านั้น”
“หม่อมฉันกลับไม่เห็นด้วยกับพระสนมเฉิน” มเหสีคว้าโอกาสเอาไว้ จากนั้นก็เริ่มแย้งความเห็นของพระสนมเฉิน “หม่อมฉันคิดว่าแม่นางซ่งจากภัตตาคารอวิ๋นหลายมีความทันสมัย เพียงบ๊ะจ่างธรรมดา ๆ กลับสามารถทำออกมาได้หลายรสชาติ ช่างเป็นหญิงที่น่าประหลาดใจคนหนึ่งจริง ๆ”
“อืม ข้าก็คิดเช่นนั้น” จิ่งกวงเยี่ยพยักหน้า “ถ้าหากมีโอกาส ข้าก็อยากทำความรู้จักแม่นางซ่งผู้นี้เป็นอย่างมาก”
เป็นครั้งแรกที่พระสนมเฉินต้องอับอายต่อหน้าฝ่าบาท นางหันมองท่าทางภาคภูมิใจของมเหสี ในใจก็อดกลั้นความโกรธไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังพาลไปเกลียดซ่งชิงหลันที่เป็นประเด็นในการพูดคุยครั้งนี้อีกด้วย
ในตอนนั้นเอง หลิวหรูเยว่ที่ก้มหน้าอยู่ก็เคี้ยวและกินบ๊ะจ่างหนึ่งอันอย่างช้า ๆ จนหมด
นางหันหน้าไปมองไป๋เย่หานที่อยู่ข้างกาย เมื่อเห็นว่าเขาไม่แม้แต่จะขยับ ก็อดที่จะถามออกมาอย่างสงสัยไม่ได้ “หานอ๋อง ท่านไม่ชอบกินบ๊ะจ่างหรือเจ้าคะ”
ไร้สาระ บ๊ะจ่างที่พระชายาของเขาทำ เขาจะต้องชอบกินอยู่แล้ว เขาเพียงแต่ไม่ชอบกินกับคนเหล่านี้ก็เท่านั้น
ไป๋เย่หานไม่แม้แต่จะตอบนางส่ง ๆ เขาซดสุราไปจนหมดจอก จากนั้นก็วางแก้วลงบนโต๊ะอย่างแรง
เสียง ‘ปัง!’ ดังขึ้น ดึงดูดความสนใจของทุกคน
ไป๋เย่หานยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน และกล่าว “ข้าได้ยินว่า วันนี้เสด็จพ่อทรงจัดงานเลี้ยงในวังหลวง ข้าไม่รู้เลยว่ามหาเสนาบดีหลิวเป็นญาติกับราชวงศ์ตั้งแต่เมื่อใด”
คำพูดของเขาทั้งเย้ยหยันและเหยียดหยาม ทันใดนั้นก็ทำให้เหล่าขุนนางเก็บสีหน้าไว้ไม่อยู่ โดยเฉพาะมหาเสนาบดีหลิว ที่มีสีหน้ายิ่งดูไม่สู้ดีนัก
แต่มเหสีลอบหัวเราะ ส่งสายตาให้ลี่อ๋องประหนึ่งว่าให้รอดูความสนุกสนาน
ส่วนพระสนมเฉินกลับประหม่าอย่างมาก คืนนี้ที่นางให้มหาเสนาบดีหลิวมาร่วมงานเลี้ยง ก็เป็นเพราะนางเสนอแก่ฝ่าบาทเป็นพิเศษ
นางขมวดคิ้ว ส่งสายตาไปให้ไป๋เย่หาน กล่าว “บุตรข้า วันนี้…”
ไม่รอให้พระสนมเฉินกล่าวจบ ไป๋เย่หานกลับเอ่ยปากออกมาขัดนาง “ในเมื่อดื่มกินอาหารงานเลี้ยงเรียบร้อยแล้ว เช่นนั้นที่จวนของข้ายังมีธุระต้องจัดการ เสด็จพ่อ ลูกขอทูลลากลับก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
จิ่งกวงเยี่ยไม่เปลี่ยนสีหน้า โบกมือพร้อมรอยยิ้ม “หากเจ้ามีธุระต้องทำ เช่นนั้นก็ไปเถิด”
ไป๋เย่หานคำนับ จากนั้นก็หมุนกายเดินจากไป
ส่วนพระสนมเฉินมองแผ่นหลังของเขา และทำได้เพียงเป็นกังวลกับตัวเอง
ส่วนคนที่เป็นกังวลเช่นเดียวกัน ก็คือหลิวหรูเยว่ที่อยู่ด้านล่าง
นางรู้ว่าวันนี้เป็นพระสนมเฉินที่จงใจจัดแจงให้นางเข้าวัง ดังนั้น แม้แต่การแข่งขันเรือมังกรก็ไม่ได้ไปชม เพราะนางตั้งอกตั้งใจแต่งตัวอยู่ที่จวน ผลก็คือหานอ๋องไม่แม้แต่จะมองนางเพียงปลายสายตา
ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ เขากลับทำให้บิดาของนางต้องอับอายในที่สาธารณะ
นางไม่ยอม!
คิดอยู่เช่นนี้ หลิวหรูเยว่ก็ลอบกำหมัดแน่น
ในตอนนั้นเอง ลี่อ๋องก็นำเหยือกสุรามาถึงข้างกายนาง เพราะตั้งแต่ครั้งก่อนที่มีเหตุการณ์ในวัง เขาก็ชื่นชมนางมาตลอด
ลี่อ๋องรินสุราลงในจอกของหลิวหรูเยว่ กล่าวด้วยรอยยิ้ม “คุณหนูหลิว เชิญ”
หลิวหรูเยว่ผงะไป แต่ก็ยังยกจอกสุราขึ้นอย่างรู้ความ “ขอบคุณเพคะลี่อ๋อง”
ลี่อ๋องมองนางอย่างมีความหมาย ใช้น้ำเสียงที่ฟังได้ยินกันเพียงสองคน แล้วกล่าวอย่างแผ่วเบา “ข้าเหมาะสมกับเจ้ายิ่งกว่าหานอ๋องเสียอีก”