ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 290 กักบริเวณเพื่อทบทวนความผิด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 290 กักบริเวณเพื่อทบทวนความผิด
บทที่ 290 กักบริเวณเพื่อทบทวนความผิด
หลังจากออกจากราชสำนักช่วงเช้า ไป๋เย่หานก็พาจิ่งกวงเยี่ยไปเดินเล่นที่สวนหลวง
สวนหลวงนี้ทั้งกว้างใหญ่และงดงาม ราวกับเป็นสวนที่งามที่สุดในโลกใบนี้ แต่จิ่งกวงเยี่ยกลับไม่มีอารมณ์มาชื่นชม ในใจยังคงคิดถึงสวนดอกไม้ในจวนหานอ๋องมากกว่า ทั้งยังมีสระบัวที่สามารถตกปลาเป็นเพื่อนซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่นั่นอีก
ช่วงเวลาที่เขาอยู่ในจวนหานอ๋อง ไม่มีการตีสองหน้าใส่กัน ไม่มีการวางแผนร้ายใส่กัน ที่มีก็เพียงแต่ความรักของครอบครัวที่เรียบง่ายและงดงามที่สุด
สิ่งนั้นช่างทำให้เขาโหยหายิ่งนัก
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จิ่งกวงเยี่ยก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนหายใจ
ไป๋เย่หานหันหน้าไปมองท่าทางหนักอกหนักใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว พร้อมเอ่ยถาม “เสด็จพ่อ พระองค์ยังทรงคิดถึงเรื่องในราชสำนักเมื่อครู่หรือพะย่ะค่ะ”
อยู่ ๆ จิ่งกวงเยี่ยก็หยุดฝีเท้า มองไป๋เย่หานด้วยใบหน้าจริงจัง “หานอ๋อง เจ้าคิดว่าการที่ข้าถูกลอบสังหารจะเกี่ยวข้องกับเทียนสิงหรือไม่”
ไป๋เย่หานนิ่งไป จากนั้นก็โค้งมุมปากข้างหนึ่งแล้วเหยียดยิ้มออกมา กล่าวเสียงต่ำ “ในพระทัยของเสด็จพ่อทรงมีคำตอบอยู่แล้ว เหตุใดจะต้องถามลูกด้วย”
นั่นสินะ จิ่งกวงเยี่ยไม่ใช่คนโง่ ทุกการกระทำของจิ่งเทียนสิงในราชสำนักวันนี้ก็เพียงพอให้ตอบคำถามอย่างชัดเจนแล้ว
ทว่า… เขาก็ยังคงไม่อยากเชื่อเท่านั้น
อย่างไรเสียนั่นก็เป็นบุตรชายแท้ ๆ ของตน
ในตอนนี้ ไป๋เย่หานมองคนโตกว่าอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง และกล่าวออกมาอย่างมีความนัย “เสด็จพ่อ พระองค์ทรงขังตัวเขาได้ แต่ไม่สามารถขังใจของเขาได้พ่ะย่ะค่ะ จริง ๆ เรื่องนี้นั้นลูกอยากจะทูลพระองค์มาโดยตลอด”
“เรื่องอันใดหรือ”
“ก่อนเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างนั้น ชาวซีหลิงได้ลอบโจมตีกองกำลังฝั่งตะวันตกยามดึก พวกเขามีแผนที่ภูมิประเทศของกองกำลังฝั่งตะวันตกด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“มีเรื่องเช่นนั้นด้วยหรือ” จิ่งกวงเยี่ยขมวดคิ้วแน่น แผนที่ภูมิประเทศของกองกำลังฝั่งตะวันตกเป็นความลับ ไม่ใช่ของที่คนธรรมดาทั่วไปจะหามาได้
แววตาของเขาเย็นชา และกล่าวเสียงต่ำ “ดูท่า ความทะเยอทะยานโฉดชั่วของซีหลิงนั้นจะเผยออกมาแล้ว หานอ๋อง เรื่องนี้เจ้า…”
ในตอนนั้นเองก็มีขันทีเล็กวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ กระซิบสองสามประโยคที่ข้างหูของจางอิงรั่ง
จางอิงรั่งฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว จากนั้นก็โบกมือให้เขาไปเสีย
ไป๋เย่หานเห็นเช่นนั้นก็ถาม “มีเรื่องอันใดหรือ”
จางอิงรั่งเดินหน้ามา โค้งตัวเล็กน้อยแล้วกล่าวตอบ “ทูลฝ่าบาท พระมเหสีขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
จิ่งกวงเยี่ยแค่นหัวเราะ “พระมเหสีนี่ช่างรู้ข่าวรวดเร็วเหลือเกิน”
เขาไม่ต้องคิดก็รู้ได้ ว่าที่พระมเหสีมาขอเข้าเฝ้าเป็นเพราะผู้ใด หรือเพราะเรื่องอันใด
ไป๋เย่หานเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยปากออกมา “เสด็จพ่อ เช่นนั้นลูกขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
จิ่งกวงเยี่ยพยักหน้า “ได้ เจ้าไปเถิด”
หลังจากเห็นไป๋เย่หานเดินจากสวนหลวงไปอีกเส้นทางหนึ่ง เขาก็สั่งจางอิงรั่ง “ให้พระมเหสีเข้ามาเถิด”
ไม่นานนัก พระมเหสีก็วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้ากระวนกระวาย “ฝ่าบาทเพคะ…”
จิ่งกวงเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ พร้อมกล่าวเสียงเย็น “พระมเหสี เจ้าเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน แม้แต่ท่าทางที่ควรสำรวมนั้นไม่มีเสียแล้วหรือ”
ในใจของนางเป็นห่วงอนาคตของบุตรชายตนเอง จะมาสนใจท่าทางสำรวมไม่สำรวมอีกหรืออย่างไร
ดังนั้นเมื่อพระมเหสีมาถึงตรงหน้าจิ่งกวงเยี่ย ก็เริ่มน้ำตาไหลออกมา กล่าวสะอึกสะอื้น “ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันเองก็รักบุตรชายเช่นกัน หม่อมฉันได้ยินว่าฝ่าบาททรงลงโทษสิงเอ๋อร์ให้อยู่ในจวนอ๋องเพื่อทบทวนความผิดสามเดือน สิงเอ๋อร์กระทำความผิดอันใดกันแน่เพคะ เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงทำเช่นนี้กับเขาได้… ฮือ ๆ…”
หากแต่น้ำตาของพระมเหสีไม่สามารถทำให้จิ่งกวงเยี่ยหวั่นไหวได้
เขามองอย่างเย็นชา แววตาเย็นเยียบของเขาจ้องมองพระมเหสีแล้วกล่าว “ในเมื่อพระมเหสีก็ล้วนได้ยินเรื่องที่ลี่อ๋องต้องกักบริเวณเพื่อทบทวนความผิดแล้ว เช่นนั้นก็จะต้องรู้แล้วว่าเหตุใดข้าจึงทำกับเขาเช่นนั้น”
พระมเหสีถูกสายตาเย็นชาของฝ่าบาทจ้องมองเสียจนเสียวสันหลัง นางกล่าวตอบด้วยสีหน้ากระวนกระวาย “ฝ่าบาท เรื่องในวันนี้อาจจะบุ่มบ่ามไปเสียหน่อยก็จริง แต่เขาเองก็เป็นห่วงพระองค์นะเพคะ อย่าว่าแต่สิงเอ๋อร์เลย หลายวันมานี้หม่อมฉันไม่ได้เห็นพระพักตร์ของฝ่าบาท ในใจก็เป็นกังวลอย่างมากเช่นกัน”
“นี่สินะที่เรียกว่าพ่อแม่รังแกลูก!” จิ่งกวงเยี่ยกล่าวขัดจังหวะนางเสียงเย็น “สิงเอ๋อร์กลายเป็นเช่นทุกวันนี้ ก็เป็นเพราะมารดาอย่างเจ้าสั่งสอนมา ตั้งแต่วันนี้ไป พระมเหสีต้องถูกกักบริเวณในพระตำหนักจิ่งซิ่วสามเดือนเช่นเดียวกับลี่อ๋อง และทบทวนความผิดของตน!”
“ฝ่าบาท!” พระมเหสีมองจิ่งกวงเยี่ยอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
เดิมทีนางคิดจะมาขอความเมตตาให้บุตรชาย คิดไม่ถึงว่าจะทำให้ตนเองโดนลากไปเอี่ยวด้วย
ขโมยไก่ไม่ได้ ยังเสียข้าวสารอีกกำมือจริง ๆ
พระมเหสีดึงจิ่งกวงเยี่ยเอาไว้อย่างอ้อนวอน “ฝ่าบาท พระองค์จะทรงลงโทษหม่อมฉันอย่างไรก็ได้ แต่ได้โปรดเมตตาสิงเอ๋อร์สักครั้งเถิดเพคะ”
“มเหสีข้า เจ้าเองก็ไปคิดเรื่องที่ข้าถูกลอบสังหารครั้งนี้ให้ดี ๆ เถิด”
พระมเหสีตะลึงไปในทันใด ความรู้สึกกังวลผุดขึ้นมาในใจของนาง
ในใจนางลอบตะโกน ‘ฝ่าบาทกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร หรือว่าเรื่องที่ฝ่าบาทถูกลอบสังหารครั้งนี้เกี่ยวข้องกับสิงเอ๋อร์’
เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! สิงเอ๋อร์จะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร
จิ่งกวงเยี่ยเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของพระมเหสี ตั้งแต่ตกใจไปจนถึงไม่อยากเชื่อ เขาก็รู้ว่านางต้องเดาอันใดบางอย่างออกแล้วเป็นแน่
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น กล่าวกับจางอิงรั่งที่อยู่ข้าง ๆ “ไปพระตำหนักหยิงชุน”
หลังจากจิ่งกวงเยี่ยจากไป ก็เหลือไว้เพียงพระมเหสีคนเดียวในศาลาสวนหลวงที่ไม่สามารถสงบอารมณ์ลงได้อยู่ครู่ใหญ่
สุดท้ายแล้วนางก็กลับมาที่พระตำหนักจิ่งซิ่วด้วยความรู้สึกงุนงง
หลี่เหลียนสุ่ย หัวหน้าขันทีของพระตำหนักจิ่งซิ่วเห็นท่าทางสับสนเช่นนั้นของนาง ก็อดเป็นกังวลขึ้นมาไม่ได้ “มเหสี พระองค์ทรงเป็นอันใดไปพ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนนี้ข้ากลัดกลุ้มอย่างมาก อย่ามาคุยกับข้า!”
กล่าวจบก็เดินเข้าตำหนักไป
หลี่เหลียนสุ่ยรีบเดินตามไป กล่าวอย่างกระวนกระวาย “มเหสี ใต้เท้าหาน หานโส่วซิ่นมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่ให้พบ! ไม่ต้อง! ตอนนี้ข้าไม่อยากพบผู้ใดทั้งนั้น!”
“แต่ว่า…” หลี่เหลียนสุ่ยสีหน้าไม่สู้ดี กล่าวอ้อมแอ้ม “ใต้เท้าหานรออยู่ที่โถงใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ” พระมเหสีโกรธเสียจนควันแทบออกจมูก “หลี่เหลียนสุ่ย เจ้านี่จริง ๆ เลย เจ้าทำงานอย่างไรของเจ้า”
หลี่เหลียนสุ่ยตกใจเสียจนคุกเข่าในทันที และตบหน้าตนเอง “กระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมผิดไปแล้ว! พระมเหสีมเหสีได้โปรดลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“ช่างเถิด” พระมเหสีพยายามกดความโกรธในใจเอาไว้ กล่าว “ไปคุกเข่านอกประตูตำหนักเสีย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เหลียนสุ่ยเป็นทุกข์อย่างมาก การทำงานให้พระมเหสีนั้นยากเกินไปแล้ว อารมณ์ของนางช่างแปรปรวนยิ่งนัก
และเขาก็ไม่ผิดที่ให้ใต้เท้าหานเข้ามาในตำหนัก เห็นได้ชัดกว่าก่อนหน้านี้พระมเหสีเคยสั่งไว้ว่าใต้เท้าหานเป็นคนกันเอง ไม่ต้องรายงานก็สามารถเข้ามาข้างในได้ ผู้ใดจะรู้ว่าตอนนี้จะเปลี่ยนไปรวดเร็วเพียงนี้
พระมเหสีเพิ่งเดินเข้าไปในโถงกลาง หานโส่วซิ่นก็รีบเดินหน้าเข้ามา “พระมเหสี พระองค์ช่วยกระหม่อมได้หรือไม่! ฝ่าบาททรงปลดกระหม่อมจากตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ส่วนพระองค์หน้าพระที่นั่ง แต่กลับให้ผู้เฝ้าประตูเมืองที่ไม่รู้จักที่มาที่ไปมารับตำแหน่ง พระมเหสีหลายปีมานี้กระหม่อมเองก็ช่วยพระองค์มาไม่น้อย ครั้งนี้พระองค์โปรดช่วยกระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”