ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 353 เจอกันอีกครั้งเมื่อชะตากำหนด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 353 เจอกันอีกครั้งเมื่อชะตากำหนด
บทที่ 353 เจอกันอีกครั้งเมื่อชะตากำหนด
หลังจากกินจนอิ่มหนำแล้ว พวกซ่งชิงหลันทั้งสี่คนก็บอกลากับกู่ต้าหู่ที่ประตูร้านเหม่ยเว่ยกวน
กู่ต้าหู่คำนับด้วยสองมือ มองทั้งสี่คนแล้วกล่าว “วันนี้โชคดีได้พบกัน วันหลังต้องเจอกันอีกครั้งเมื่อชะตากำหนด หวังว่าจะได้พบกันอีกขอรับ”
“หวังว่าจะได้พบกันอีก!” อู่เชียนเชียนเองก็ตอบกลับอย่างกระตือรือร้น
นางมองกู่ต้าหู่ที่ค่อย ๆ ไกลออกไป และหายไปในฝูงคน ก็หันหลังจากไป
อู่เชียนเชียนเดินไปพลางกล่าวอย่างซาบซึ้ง “คิดไม่ถึงว่าการเดินทางมาเมืองเปี้ยนเจียงครั้งนี้จะยังได้เก็บเกี่ยวบางสิ่งที่คิดไม่ถึงอีกด้วย ได้รู้จักเพื่อนอย่างต้าหู่ที่ใจตรงกันเช่นนี้ ช่างมีความสุขเกินไปแล้วเจ้าค่ะ!”
นางดึงซ่งชิงหลันพูดคุยโดยตลอด ไม่ทันรู้ตัวก็กลับมาถึงจวนซุน
ฉูซื่อโม่วเดินเข้าประตูโดยไม่กล่าวอันใด สีหน้ามืดหม่น ยังคงเดินหน้าไปสู่ห้องของตนที่เรือนด้านหลัง
อู่เชียนเชียนเห็นเขาเดินไปคนเดียวโดยไม่บอกลาก็อดไม่ได้ที่จะหงุดหงิด รีบตะโกน “ซื่อโม่ว นี่เจ้าจะไปไหน”
ฉูซื่อโม่วไม่ได้ตอบสนองอย่างที่เคยเป็นมาก่อน แต่กลับยิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
“ฉูซื่อโม่ว! ข้าถามเจ้าอยู่นะ! นี่…”
อู่เชียนเชียนยู่ปากอย่างอารมณ์เสีย มองซ่งชิงหลันที่อยู่ข้าง ๆ และกล่าวด้วยใบหน้าสงสัย “พี่ชิงหลัน ท่านว่าซื่อโม่วเป็นอันใดไป ก่อนออกจากบ้านก็เห็นว่ายังดี ๆ อยู่เลย…”
ซ่งชิงหลันเลิกคิ้วใส่นาง และเอ่ยถาม “เชียนเชียน เจ้าไม่เข้าใจจริง ๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจกันแน่”
“หรือเป็นเพราะข้าแสร้งทำเป็นโกรธเขา เขาจึงได้โกรธขึ้นมาจริง ๆ หรือเจ้าคะ”
“ซื่อโม่วหึงต่างหาก!” ซ่งชิงหลันถลึงตามองนางด้วยความรู้สึกอยากหลอมเหล็กให้เป็นเหล็กกล้า “วันนี้หลังจากเจ้าได้พบกู่ต้าหู่ก็เอาแต่ชมเขาไม่ขาดปาก อีกทั้งตลอดทางกลับมานี้ เจ้าก็เอาแต่พูดเรื่องของเขา เจ้าคิดว่าฉูซื่อโม่วจะไม่หึงได้หรืออย่างไร”
“เอ๋ ไม่กระมัง” อู่เชียนเชียนยังคงไม่อยากเชื่อ “ซื่อโม่วเป็นคนเฉื่อยชาจะตาย จะหึงเป็นด้วยหรือ”
ซ่งชิงหลันอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “ข้ารู้เพียงว่าหากเจ้ายังไม่ตามเขาไปอีก ไม่แน่ว่าคนเฉื่อยชาของเจ้าจะหนีไปก็เป็นได้”
“ไม่กระมัง… ซื่อโม่วคงไม่ทำเช่นนั้นกับข้าหรอกใช่หรือไม่” อู่เชียนเชียนเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ
ส่วนซ่งชิงหลันเม้มปาก ยิ้มแต่ไม่พูดอันใด
อยู่ ๆ อู่เชียนเชียนก็เป็นกังวลขึ้นมา วิ่งไปที่เรือนด้านหลังในทันที
ในตอนนี้ ไป๋เย่หานเองก็เดินไปที่เรือนด้านหลังเป็นเพื่อนซ่งชิงหลันอย่างช้า ๆ
อยู่ ๆ เขาก็เอ่ยปากถาม “จริงสิ เมื่อครู่เห็นเจ้าเอาแต่มองมันปูหูฉลามจานนั้น อาหารจานนั้นมีปัญหาอันใดหรือ”
ซ่งชิงหลันผงะไป นางเข้าใจว่าสิ่งที่นางทำนั้นดูไม่กระโตกกระตากมาก แต่คิดไม่ถึงว่าไป๋เย่หานจะสนใจตนทุกการกระทำเช่นนี้
นางยิ้มเล็กน้อย และอธิบาย “มันปูหูฉลามนั้นเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดบนโต๊ะ หูฉลามกรุบกรอบ มันปูทั้งชุ่มฉ่ำและหอมมัน น้ำแกงข้นรสชาติสดใหม่ ต่อให้เป็นข้า ก็ไม่อาจจะทำให้ได้รสชาติเช่นนี้”
ไป๋เย่หานพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “นี่น่าจะเป็นเพราะปูกระมัง เมืองเปี้ยนเจียงอยู่ติดทะเล อาหารทะเลที่นี่ล้วนอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ รอให้ผ่านไปสักพักเมื่อถึงฤดูปู รสชาตินี้ก็คงจะยิ่งอร่อยขึ้นไปอีก”
คำพูดนี้ของไป๋เย่หานทำให้หัวของซ่งชิงหลันเกิดประกายความคิดหนึ่งขึ้นมาทันที
นางมองไป๋เย่หานด้วยใบหน้าตื่นเต้น “ท่านอ๋อง คำพูดของเจ้าเตือนข้าเอาไว้! เมืองเปี้ยนเจียงมีข้อได้เปรียบที่ธรรมชาติสรรสร้างเช่นนี้ ถ้าหากมาเปิดร้านอาหารทะเลที่นี่ ทำอาหารทะเลโดยเฉพาะ น่าจะมีแววประสบความสำเร็จอย่างมาก”
ตอนนี้ซ่งชิงหลันเคยชินไปเสียแล้ว ไม่ว่านางจะไปที่ใด ในหัวก็ล้วนจะคิดถึงแต่ธุรกิจ
ความคิดแปลก ๆ และชาญฉลาดในหัวของนาง เป็นสิ่งที่ทำให้ไป๋เย่หานยิ่งหลงใหลในตัวนางอย่างมาก
โดยเฉพาะเรื่องภัตตาคารอาหารทะเลที่นางพูดถึง เขารู้สึกเพียงว่าหากภัตตาคารมีอาหารทุกชนิด เช่นนั้นก็จะสะดวกกับทุกคน
เขาเอ่ยเสียงเบา “ภัตตาคารอาหารทะเล เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย อีกอย่าง คนที่เมืองเปี้ยนเจียงแห่งนี้ล้วนกินอาหารทะเลมาตั้งแต่เด็กจนโต กินอาหารทะเลกันจนเบื่อเพียงนี้ ยังจะไปกินที่ภัตตาคารอีกหรือ”
“คำถามของท่านทำให้ข้าเกิดความคิดขึ้นมาจริง ๆ” ซ่งชิงหลันพยักหน้าเห็นด้วย “ดังนั้น เราจะต้องทำอาหารแบบใหม่ ๆ ออกมา อย่างเช่น อาจจะเพิ่มทักษะการทำอาหารเสียหน่อย ศึกษาจานอาหารใหม่ ๆ ที่ทุกคนยังไม่เคยลอง นี่ก็เป็นความคิดที่ดีเจ้าค่ะ”
แววตาของไป๋เย่หานอดไม่ได้ที่จะแสดงออกว่าชื่นชม “สมองของพระชายานี่คิดได้รวดเร็วจริง ๆ”
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วกะพริบตาให้เขา “ครั้งนี้ ต้องขอบคุณท่านอ๋องมากที่มอบแรงบันดาลใจให้ข้า”
กล่าวจบ นางก็กล่าวต่อด้วยใบหน้าจริงจัง “เช่นนั้นแล้ว วันพรุ่งนี้เข้าต้องไปดูที่ตลาดแต่เช้า ที่นี่มีอาหารทะเลประเภทใดบ้าง ต้องจดเอาไว้ หลังจากกลับไปก็จะต้องศึกษาวิธีทำอาหารกับท่านอาจารย์ฟาง”
พูดแล้วก็ต้องทำ เช้าตรู่วันต่อมา ซ่งชิงหลันก็ตื่นแต่เช้าแล้วออกจากบ้าน มาถึงตลาดที่ขายอาหารทะเลโดยเฉพาะ
ซึ่งไป๋เย่หานย่อมตามมาด้วย
ตลาดปลานั้นเต็มไปด้วยคนดีและไม่ดี เขาก็ย่อมไม่วางใจให้นางมาคนเดียว
แน่นอน ตลาดปลาตอนเช้านั้นคึกคักที่สุด ของที่ขายที่นี่ล้วนเป็นปลาสดกุ้งสดที่คนหาปลาตกมาตอนกลางคืน ทุกตัวล้วนยังดูมีชีวิตชีวาและสดใหม่ เดินไปใกล้ ๆ หน่อยก็จะถูกน้ำสาดจนเปียกได้
ตลาดปลานั้นมีคนไปมามากมาย การจะเดินชนกันเป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยาก พ่อค้าเร่ส่วนใหญ่ก็ล้วนใช้โอกาสนี้รีบมาซื้อวัตถุดิบสดใหม่แต่เช้า
พวกเขาล้วนเข็นรถเข็นเล็ก ๆ คันหนึ่ง บนรถเข็นนั้นมีถังใหญ่วางอยู่ เมื่อเห็นของที่ต้องการ ก็จะเอาไปใส่ข้างในนั้น
“ถอยไปหน่อย! ถอยไปให้หมด! ระวัง…”
“รบกวนทุกคนหลบไปหน่อย ระวังอย่าชนเข้าล่ะ!”
“นี่! พี่สาวคนนั้น หลีกหน่อย…”
……
เสียงตะโกนของพ่อค้า และเสียงร้องของลูกค้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซ่งชิงหลันกำลังดูอาหารทะเลอย่างตั้งใจ อยู่ ๆ ก็เห็นว่าปลาบนแผงขายตรงข้ามดูสดอย่างมาก ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ในใจนางสงสัย จึงได้หมุนตัวเดินไปทันที
ในตอนนั้นเอง ข้างกายนางก็มีเสียงตกใจดังขึ้น “แม่นาง! ถอยไปหน่อย! ระวังด้วย…”
ซ่งชิงหลันกำลังจดจ่อ เมื่อหันมาก็เห็นเด็กหนุ่มรูปร่างผอมอ่อนแอเข็นรถเข็นคันเล็กมุ่งหน้ามาหานาง
เป็นเพราะของบนรถหนักเกินไป เขาดึงรถเข็นอย่างกังวล แต่ร่างเล็กและผอมนั้น ไม่สามารถควบคุมรถเอาไว้ได้ มันมุ่งหน้าพุ่งเข้ามาทางซ่งชิงหลัน
ไป๋เย่หานเห็นเช่นนั้นก็เดินหน้ามาอย่างรวดเร็ว ดันซ่งชิงหลันไว้ด้านหลัง ขณะเดียวกันก็ยกขายาวออกไป ใช้ปลายเท้าค้ำด้านหน้าของรถเข็นคันนั้นเอาไว้ การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว ดูงดงามสบาย ๆ รถเองก็หยุดอยู่กับที่อย่างมั่นคง
คนที่มองอยู่รอบ ๆ ก็ตะลึงไป ในใจล้วนชื่นชมอย่างมาก
เพียงแต่ว่าปลาในถังไม้บนรถเข็นคันเล็กเกิดตกใจ มันล้วนดิ้นจนกระเด็น น้ำทั้งหมดสาดเข้าใส่ใบหน้าหล่อเหลาของไป๋เย่หาน
กลายเป็นภาพที่ไม่น่าดูในทันที