ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 359 ในใจมีเพียงเจ้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 359 ในใจมีเพียงเจ้า
บทที่ 359 ในใจมีเพียงเจ้า
ทุกคนล้วนเบียดเสียดกันอยู่บนสะพานนกสาลิกาดูดอกไม้ไฟอย่างตื่นเต้น
“โอ้… ดอกไม้ไฟสวยจังเลย!”
“ไอ้หยา… งดงามจริง ๆ…”
“เจ้าดูทางนั้นสิ! ยังมีทางนั้นอีก! ดอกไม้ไฟปีนี้ดูเหมือนจะงดงามกว่าเดิมเสียอีก”
“นั่นน่ะสิ! เจ้าพูดถูก…”
…
ยามที่กลุ่มคนที่เบียดทั้งสองคนแยกย้ายไป ในที่สุดทั้งสองคนก็มองเห็นกันและกัน
ซุนอิงหนิงยิ้มบาง “พี่ใหญ่ซ่ง!”
ซ่งชิงหนานรีบเดินขึ้นไปบนหัวสะพาน เขาจับมือของนางเอาไว้ อย่างเป็นกังวล “อิงหนิง เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
ชายผู้นี้ ทั้งในดวงตาและดวงใจของเขา มีเพียงนางเท่านั้น
ซุนอิงหนิงรู้สึกอบอุ่น ความรู้สึกหวานชื่นที่ไม่เคยมีมาก่อนเบ่งบานในก้นบึ้งของหัวใจ นางยิ้มแล้วส่ายหน้าและเอ่ยว่า “ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
ดอกไม้ไฟงดงามฉายชัดบนท้องฟ้า ทั้งสองคนจับมือกันยืนมองอยู่บริเวณหัวสะพาน
ซุนอิงหนิงกล่าว “ดอกไม้ไฟปีนี้งดงามเหลือเกิน!”
ซ่งชิงหนานหันหน้ามาเล็กน้อย มองแสงเจิดจ้าส่องบนใบหน้างดงามของนาง รอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวชวนให้ยิ่งหลงใหล
เขาพยักหน้าแล้วตอบรับเบา ๆ “จริงด้วย”
ซุนอิงหนิงเองก็หันหน้ามามองเขา ในใจปลื้มปริ่มเหลือเกิน
พอมองดูคู่รักชายหญิงแรกรุ่นแต่ละคู่ที่ดูดอกไม้ไฟด้วยกันบนสะพาน ซุนอิงหนิงก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงตำนานเรื่องหนึ่งที่เหล่าผู้เฒ่าผู้แก่ในเมืองเปี้ยนเจียงมักจะบอกกล่าวกับบรรดาหญิงสาวอย่างพวกนาง
ตำนานมีอยู่ว่า ในเทศกาลโคมลอยนั้น ถ้าหากสามารถไปดูดอกไม้ไฟบนสะพานนกสาลิกากับคนที่ถูกตาต้องใจได้ ก็จะได้อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า จะได้อยู่ด้วยกันไปตราบชั่วชีวิต
ก่อนหน้านี้นางก็ไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ แต่ในตอนนี้กลับเชื่อขึ้นมาเล็กน้อยเสียแล้ว
ที่ใต้สะพานนกสาลิกาและที่ริมแม่น้ำหย่งโซ่วในตอนนี้ ยังคงมีกลุ่มคนที่กำลังลอยโคมยืนขึ้น เหม่อมองไปยังดอกไม้ไฟที่อยู่ไม่ไกลนัก
อู่เชียนเชียนดึงมือของฉูซื่อโม่วอย่างตื่นเต้น กล่าว “ซื่อโม่ว! ซื่อโม่ว! เจ้ารีบดูสิ! ดอกไม้ไฟช่างงดงามนัก!”
แววตาของฉูซื่อโม่วเองก็เป็นประกาย “ใช่แล้ว! โคมไฟงดงาม บวกกับดอกไม้ไฟบนฟ้ายามค่ำคืน ช่างเป็นภาพที่งดงามเหนือจินตนาการจริง ๆ!”
ชายหนุ่มบอกกับตัวเองว่า เขาจะต้องมองภาพอันสวยงามนี้เอาไว้ให้ละเอียดและชัดเจน นึกอยากจะให้ในมือมีกระดาษและพู่กัน แล้ววาดภาพนี้ลงไปเสียจริง
อู่เชียนเชียนยู่ปาก จ้องมองเขาแล้วเอ่ยอย่างอารมณ์เสีย “เจ้านี่นะ! ในหัวมีแต่การวาดภาพ! ไม่หวานซึ้งเลยแม้แต่น้อย!”
“เอ๋ เชียนเชียน! เจ้ารีบมาดูสิ!” อยู่ ๆ ฉูซื่อโม่วก็ตื่นเต้นขึ้นมา ชี้ไปยังร่างของคนสองคนบนสะพานนกสาลิกา กล่าวอย่างไม่แน่ใจ “เจ้าดูสองคนบนสะพานนั้นสิ เหตุใดจึงเหมือนชิงหนานและแม่นางซุนนัก”
“อยู่ไหนหรือ อยู่ไหน!” เพียงอู่เชียนเชียนได้ยินก็สนอกสนใจขึ้นมาทันที มองไปยังทิศทางที่ฉูซื่อโม่วชี้ในทันใด
นางพยายามจ้องมอง ทันใดนั้นใบหน้าก็เผยความตื่นเต้นดีใจออกมา จับมือของฉูซื่อโม่วแล้วเอ่ย “เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ด้วย! เป็นศิษย์น้องกับอิงหนิงจริง ๆ! เจ้าสองคนนี้นี่ ข้าดูออกตั้งแต่แรกแล้วว่าพวกเขาแปลก ๆ! ที่แท้ก็ชอบพอกันนี่เอง! ไป! พวกเราไปกัน!”
ฉูซื่อโม่วประหม่าขึ้นมาทันที ดึงนางไว้แล้วกล่าว “เหตุใดหรือ นี่เจ้าจะไปที่ใด แล้วไปทำอันใด”
อู่เชียนเชียนมองเขาด้วยใบหน้าที่อธิบายไม่ได้ กล่าว “เรื่องดีเพียงนี้ ก็ย่อมต้องไปบอกพี่ชิงหลันน่ะสิ! ไปกันเถิด!”
จากนั้นฉูซื่อโม่วจึงได้ถอนหายใจโล่งอก
เขาตกใจเสียแทบแย่ ก็นึกว่าอู่เชียนเชียนจะมุ่งตรงขึ้นไปบนสะพานแล้วถามคำถามทั้งคู่ให้รู้เรื่องเสียอีก
อีกด้านหนึ่ง
ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานทั้งสองคนยืนอยู่ริมแม่น้ำ จับมือกันดูดอกไม้ไฟ
พลันซ่งชิงหลันก็รู้สึกซาบซึ้งขึ้นมา ที่แท้ การดูดอกไม้ไฟในยุคโบราณและยุคปัจจุบันนั้นช่างแตกต่างกันเสียจริง ๆ!
สะพานเล็ก ๆ สายน้ำไหล แสงสะท้อนในแม่น้ำและเงาจันทร์ ในเขตแดนแห่งความงดงามในภาพวาด จับมือกับคนที่รักมองดูมันด้วยกัน ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจริง ๆ
ตอนนั้นเอง เสียงเย็นน่าดึงดูดของไป๋เย่หานก็ดังขึ้นเหนือหัว “สวยหรือไม่”
ซ่งชิงหลันพยักหน้า “สวยเจ้าค่ะ”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว “เช่นนั้นเมื่อเทียบกับดอกไม้ไฟที่ข้าเตรียมไว้ให้พระชายาที่จวนอ๋องเมื่อวันนั้น เป็นอย่างไร”
ซ่งชิงหลันอดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงคืนวันเกิดนางวันนั้น ไป๋เย่หานเตรียมจัดฉากสารภาพรักที่หวานซึ้ง และยากจะลืมเลือนให้นางอย่างตั้งใจ
นางคิดว่าตลอดชีวิตนี้นางคงไม่ลืมเขาในคืนนั้นแน่ ๆ
นางยิ้มน้อย ๆ เอ่ยตอบ “ย่อมเป็นดอกไม้ไฟที่ท่านอ๋องเตรียมให้”
ไป๋เย่หานยกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ “เช่นนั้นก็ไม่เลว”
ในตอนนี้ดอกไม้ไฟถูกจุดจนเสร็จ กลุ่มคนที่อยู่บนสะพานค่อย ๆ สลายตัว
ซ่งชิงหลันหันหน้าไปมองไป๋เย่หาน กล่าว “นี่ก็ดึกแล้ว พวกเรารีบปล่อยโคมไฟในมือเถิด จะได้เตรียมกลับกัน”
“อืม ได้สิ” ไป๋เย่หานพยักหน้า
จากนั้นทั้งสองคนก็ร่วมกันนำโคมไฟอันเล็ก ๆ สองสามชิ้นที่ไป๋เย่หานทำด้วยตัวเองวางลงไปในแม่น้ำหย่งโซ่ว
ไป๋เย่หานหันหน้ามามองนาง เอ่ยถามด้วยใบหน้าจริงจัง “พระชายาขอพรอันใดบนโคมไฟหรือ”
“อืม… เรื่องนั้น…”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว กล่าวต่อ “ข้าได้ยินคุณหนูซุนกล่าวไว้ ต้องพูดพรที่ขอในโคมไฟออกมามันจึงจะเป็นจริง”
อย่าคิดว่าจะเหมือนครั้งก่อน ที่หลอกเขาว่าพรวันเกิดนั้นจะพูดออกมาไม่ได้
ซ่งชิงหลันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ความจริงนางก็ไม่คิดจะปิดบังไป๋เย่หานอยู่แล้ว
จึงยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวตอบ “ข้าขอให้ครอบครัวของเราได้อยู่อย่างสงบสุข อยู่ร่วมกันไปตลอด”
ครอบครัวของเรา…
ฟังถึงตรงนี้ ท่านอ๋องก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มอ่อนโยน
ในตอนที่บรรยากาศกำลังงดงาม ด้านหลังก็มีเสียงสดใสของอู่เชียนเชียนดังขึ้น “พี่ชิงหลัน!”
ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานลุกขึ้นพร้อมกัน หมุนตัวกลับมาก็เห็นอู่เชียนเชียนและฉูซื่อโม่วกำลังเดินมาทางพวกเขา
ซ่งชิงหลันยกมุมปาก ยื่นแขนออกไปโบกมือให้พวกเขา ตะโกน “เชียนเชียน! ซื่อโม่ว!”
อู่เชียนเชียนเองก็ยิ้มแล้ววิ่งมาหานาง
ทันใดนั้นเอง รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็หยุดนิ่งไป อยู่ ๆ ก็ขมวดคิ้ว ใบหน้าฉายแววตื่นตระหนก ตะโกนใส่ซ่งชิงหลันทันที “พี่ชิงหลัน! ระวัง!”
ไป๋เย่หานที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติ
แววตาของเขาเย็นเยียบ แต่กว่าจะหันหน้ากลับมาก็สายเกินไป ซ่งชิงหลันที่อยู่ข้าง ๆ หายไปแล้ว
ที่แท้ ในตอนที่พวกเขากำลังหันหลังให้แม่น้ำมองมาทางพวกอู่เชียนเชียน
อยู่ ๆ ชายชุดดำหลายคนก็โผล่ออกมาจากแม่น้ำหย่งโซ่วทางด้านหลัง ในมือคนพวกนั้นถือเชือกและอาวุธมีคม ทันทีที่ออกมาก็มัดมือมัดเท้าของซ่งชิงหลัน ออกแรงเล็กน้อย ดึงร่างทั้งร่างของนางลงไปในแม่น้ำอย่างรวดเร็ว
ตามด้วยเสียง ‘ตูม!’ พลันผิวน้ำของแม่น้ำหย่งโซ่วที่แต่เดิมนิ่งสงบก็สาดกระเซ็นออกมาระลอกใหญ่
กลุ่มคนรอบ ๆ ส่งเสียงตื่นตระหนกตกใจในทันที “โอ๊ย! มีคนตกน้ำ! มีคนตกน้ำ!”
ไป๋เย่หานมองเห็นเหล่าชายชุดดำเหล่านั้น รู้สึกได้แน่ชัดถึงเจตนาชั่วร้าย
แววตาของเขาหม่นลง ไม่กล่าวอันใดแต่กระโดดลงไปในแม่น้ำหย่งโซ่วทันที
“นี่! มีคนตกน้ำอีกแล้ว!”
“มาทางนี้ที…”