ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 478 คงไม่ได้ปิดร้านจริง ๆ ใช่หรือไม่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 478 คงไม่ได้ปิดร้านจริง ๆ ใช่หรือไม่
บทที่ 478 คงไม่ได้ปิดร้านจริง ๆ ใช่หรือไม่
ผู้ที่มาชมความครึกครื้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ และต่างมองดูประตูใหญ่ที่ปิดแน่นของภัตตาคารอวิ๋นหลาย ทั้งยังมีกระดาษแดงที่ติดอยู่ตรงประตู ผู้คนจึงอดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบกัน
“นี่ พวกเจ้าว่าภัตตาคารอวิ๋นหลายเป็นอันใดไปกันแน่ คงไม่ได้จะปิดร้านจริง ๆ ใช่หรือไม่”
“ไม่กระมัง เป็นไปไม่ได้หรอก”
“นั่นสิ แม่นางซ่งมีนิสัยหนักแน่นเพียงนั้น จะปิดร้านได้อย่างไรเล่า”
“แต่พอลองคิดดี ๆ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ว่ากันว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ พวกเจ้าลองคิดดูสิ ตั้งแต่ภัตตาคารอี่หงฝั่งตรงข้ามเปิดตัว พวกเจ้าไม่ได้ไปอุดหนุนภัตตาคารอวิ๋นหลายกันนานแล้วนี่”
“จริงสิ ลองคำนวณดูแล้ว เหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ นะ”
“ไม่ใช่ว่าอาหารจากภัตตาคารอวิ๋นหลายของแม่นางซ่งไม่อร่อย แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด ตั้งแต่ได้กินอาหารของภัตตาคารอี่หง ก็อยากกินอยู่ร่ำไป”
“ข้าเองก็ด้วย ๆ”
“เมื่อก่อนพวกเราล้วนเป็นลูกค้าประจำของภัตตาคารอวิ๋นหลาย รู้สึกเหมือนพวกเราทรยศแม่นางซ่งอย่างไรอย่าง
นั้น”
“นั่นสิ คิดดูว่าเมื่อก่อนภัตตาคารอวิ๋นหลายรุ่งเรืองเพียงใด ตอนนี้กลับปิดร้านเสียแล้ว ในใจนางคงจะรู้สึกแย่มากกระมัง”
“ไอ้หยา ความจริงไม่อาจกล่าวเช่นนั้นได้นะ เดิมทีเปิดร้านทำการค้าขายก็มีได้มีเสียกันบ้าง ในเมื่อทำต่อไปไม่ได้ รีบปิดร้านเสียให้ทันเวลาเพื่อลดความเสียหายก็ถือเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ”
“นั่นสิ… นั่นสิ…”
คิดเช่นนั้น คนที่มาล้อมรอบภัตตาคารอวิ๋นหลายกันเป็นระลอก ๆ ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ จึงค่อย ๆ แยกย้ายกันไป
ยามนี้แม่นางหงอยู่ที่หน้าต่างชั้นสองของภัตตาคารอี่หง หรี่ดวงตาใสน่าดึงดูดจ้องมองกระดาษสีแดงที่อยู่ตรงประตูภัตตาคารอวิ๋นหลายอย่างลุกเป็นไฟ จมลงสู่ห้วงความคิด
ทว่าเหล่าเฮยกลับปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังนาง
เขามองภัตตาคารอวิ๋นหลายฝั่งตรงข้ามที่ปิดประตูใหญ่สนิท อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างยโส “ก่อนพวกเราจะมาเมืองหลวง ยังบอกว่าแม่นางซ่งผู้นั้นยากจะรับมือ กลายเป็นว่าเพียงไม่นานก็จัดการนางได้เสียแล้ว ที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายปิดกิจการ เกิดขึ้นเร็วกว่าที่พวกเราคิดไว้เสียอีกขอรับ”
“อย่าเพิ่งรีบดีใจไป” แม่นางหงละสายตากลับมา จ้องมองเขาอย่างเย็นชา
รอยยิ้มของเหล่าเฮยแข็งทื่ออยู่บนใบหน้าโดยพลัน “แม่นางหง เหตุใดท่านต้องไปยกปณิธานนาง แล้วทำลายศักดิ์ศรีตนด้วยเล่า จากที่ข้ามอง แม่นางซ่งผู้นี้ก็ไม่ได้เก่งกาจอันใดเหมือนที่คนเขาลือกันสักนิด”
“สิ่งต้องห้ามที่สุดในการกระทำการใหญ่คือความประมาทเลินเล่อ” แม่นางหงมองอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง “ธุรกิจของซ่งชิงหลันกระจายอยู่ทุกพื้นที่ ภัตตาคารอวิ๋นหลายนี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ก็เท่านั้น อีกอย่าง นางไม่ได้ปิดกิจการถาวร บนประตูยังเขียนว่าขอให้ตั้งตารอไม่ใช่หรือ ไม่แน่ว่านางอาจจะเตรียมการโจมตีใหญ่อยู่ก็เป็นได้”
เหล่าเฮยขมวดคิ้ว “เป็นไปไม่ได้กระมัง ตอนนี้คนส่วนใหญ่ในเมืองหลวงล้วนมาที่ภัตตาคารอี่หงของเรา ข้าไม่เชื่อหรอกว่านางจะคิดวิธีอันใดมาแย่งลูกค้ากลับไปได้”
“ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องระวังไว้หน่อย เจ้าคอยจับตาดูให้ดี” แม่นางหงมองเขาแวบหนึ่ง แล้วออกคำสั่ง “สองสามวันนี้เจ้าต้องสนใจสถานการณ์ของฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ละสายตา หากมีการเคลื่อนไหวใดเพียงเล็กน้อยให้บอกข้าทันที”
กล่าวจบ นางหมุนตัวจากไป ทักทายแขกคนสำคัญที่ห้องส่วนตัวข้าง ๆ
หากแต่ยามนี้เหล่าเฮยดูจะอับอายนัก ในใจลอบกล่าว ‘หลายวันมานี้ ลูกค้าของภัตตาคารอี่หงมีมากขึ้นเรื่อย ๆ กิจการภัตตาคารที่ข้าดูแลล้วนมีงานเข้ามามากมาย เฮอะ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าซ่งชิงหลันผู้นั้นจะพลิกสถานการณ์ได้ ปล่อยไปเช่นนี้เถิด’
แน่นอน เขาย่อมไม่กล้าบอกกับแม่นางหง
……
แล้วก็ถึงวันต่อมา
ทั่วทั้งถนนหย่งอันมีกลิ่นหอมหวานคละคลุ้งอย่างมากตั้งแต่เช้าตรู่ ชวนให้ผู้คนรู้สึกน้ำลายสอ
คนบนถนนล้วนอยากรู้อยากเห็นอย่างมาก จึงพากันพูดคุยถึงต้นตอของกลิ่นหอมนี้
“นี่ นี่มันกลิ่นอันใดกัน เหตุใดจึงหอมเพียงนี้”
“นั่นสิ แค่ได้กลิ่น ข้าแทบจะน้ำลายไหลออกมาแล้ว นี่มันอันใดกันหรือ”
“กลิ่นนี้ลอยออกมาจากที่ใดกันแน่ ทำข้าหิวแทบบ้า”
“นี่ เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหมือนกับว่ากลิ่นนี้จะลอยออกมาจากภัตตาคารอวิ๋นหลายกันล่ะ”
“อืม! จริงด้วย! พวกเราไปดูกันหน่อยเถิด”
……
จากนั้น คนกลุ่มใหญ่มารวมตัวกันที่หน้าประตูภัตตาคารอวิ๋นหลาย
มาถึงตรงนี้ กลิ่นหอมนั้นยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนพวกเขามั่นใจในการคาดเดาของตนอย่างมาก กลิ่นหอมนี้ลอยออกมาจากด้านในภัตตาคารอวิ๋นหลายจริง ๆ
คนกลุ่มใหญ่นี้รวมตัวกันอยู่หน้าประตู ทั้งสงสัยและกระวนกระวาย
“ไอ้หยา นี่มันของอันใดกัน! หอมเกินไปแล้ว!”
“ใช่! เพียงได้กลิ่น ก็รู้สึกว่าอร่อยมากแล้ว! ข้าอยากจะไปชิมเดี๋ยวนี้เลย!”
“กลิ่นนี่จะต้องเป็นของอร่อยที่แม่นางซ่งพัฒนามาเป็นแน่ นี่ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนที่พวกเรามากินอาหาร นางคงจะบอกพวกเราล่วงหน้าไปแล้ว”
“นั่นสิ นางถึงขนาดให้พวกเราลองชิม มันทั้งถูกปากและยังทำให้พวกเราหายสงสัยอีกต่างหาก”
“ทว่าตอนนี้นางกลับปิดร้านนี่สิ เกิดอันใดขึ้นกันแน่”
“เช่นนั้นพวกเราลองเคาะประตู หรือลองตะโกนดูดีหรือไม่”
จากนั้น ตรงประตูใหญ่ของภัตตาคารอวิ๋นหลายก็มีเสียงเคาะประตูดัง ‘ปัง ๆ ๆ!’ ตามด้วยเสียงตะโกนอย่างร้อนใจของทุกคน “แม่นางซ่ง! แม่นางซ่ง! รีบเปิดร้านเถิด! เปิดร้านเสีย!”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนคนที่มารวมตัวกันก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน จนเสียงตะโกนดังกึกก้อง
หลิวกุ้ยเสียเป็นกังวลมากว่าพวกเขาจะพังประตูเข้ามา
นางมองซ่งชิงหลันที่ดูสงบอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้ากระวนกระวาย “หลันหลัน จะทำอย่างไรดี เจ้าจะเปิดร้านหรือไม่”
นางชื่นชมซ่งชิงหลันมาก ทั้งที่สถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว อีกฝ่ายยังคงสงบนิ่งเช่นนี้ได้ หากแต่ตัวนางกลับกระวนกระวายแทบตาย
ซ่งชิงหลันยิ้มมุมปากขำขัน ริมฝีปากอิ่มเปิดออก “ไม่เปิดเจ้าค่ะ”
“ไม่เปิดหรือ” หลิวกุ้ยเสียตะลึงไปทันใด รีบกล่าวอย่างกังวล “แต่ว่า หลันหลัน หากพวกเราไม่เปิดร้านจริง ๆ ข้าเกรงว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป จะ…”
“ที่เราต้องการก็คือผลลัพธ์เช่นนี้เจ้าค่ะ” ซ่งชิงหลันหันหน้ามามองหลิวกุ้ยเสีย “ท่านอาสะใภ้ ท่านลืมสิ่งที่ข้าบอกกับท่านไปก่อนหน้านี้แล้วหรือเจ้าคะ ต้องมองออกไปให้ไกลหน่อย พวกเราจะต้องสงบนิ่งจึงจะทำการใหญ่ได้เจ้าค่ะ”
หลิวกุ้ยเสียยิ้มอย่างเขินอาย “เรื่องนี้ข้าเทียบเจ้าไม่ได้จริง ๆ อีกอย่าง ช่วงนี้ข้ากังวลมากเพราะเรื่องภัตตาคารอี่หง จึงไม่ได้สนใจอย่างอื่นมากนัก”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านวางใจเถิด ข้ากลับมาแล้วไม่ใช่หรือ ที่นี่มีข้าทั้งคน จะไม่ปล่อยให้ผู้ใดมากระทำชั่วร้ายเป็นแน่”
กล่าวจบ ซ่งชิงหลันหรี่ตาฉายแววเย็นชาที่หนักแน่น
“หลันหลัน พวกเขาเอาแต่ทำเรื่องร้าย ๆ ลับหลัง พวกเราควรทำอย่างไรกันดี”
“ท่านอาสะใภ้เจ้าคะ ท่านมานี่เถิด…” กล่าวจบ ซ่งชิงหลันก็กวักมือเรียกอีกฝ่าย
หลิวกุ้ยเสียเข้าไปใกล้ซ่งชิงหลันทันที
ซ่งชิงหลันโน้มตัวเข้าไปใกล้หูนางแล้วกล่าวเสียงค่อยสองสามประโยค
หลิวกุ้ยเสียถึงกับผงะไป เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “เรื่องนี้… จะใช้ได้จริง ๆ หรือ”
“วางใจเถิดเจ้าค่ะ ท่านอาสะใภ้ ท่านไปทำตามที่ข้าบอกเป็นใช้ได้”