ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 492 เริ่มสร้างปัญหาอีกแล้ว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 492 เริ่มสร้างปัญหาอีกแล้ว
บทที่ 492 เริ่มสร้างปัญหาอีกแล้ว
หลังจากได้ยินบทสนทนาของซ่งชิงหลันและลู่หว่านโหรว พวกนางก็เริ่มสร้างปัญหาอีกครั้ง
“นี่ พวกเจ้าได้ยินหรือไม่ เมื่อครู่นางพูดถึงตด ช่างไม่สุภาพเลยจริง ๆ”
“นางมาจากครอบครัวต่ำต้อย เจ้ายังหวังให้นางมีมารยาทมีการศึกษาที่ดีอีกหรือ”
“ครอบครัวต่ำต้อยอันใดกัน ข้าได้ยินว่านางเกิดที่ย่านหย่งเหอ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นั่นคือที่ใด ที่นั่นคือชุมชนแออัด คนที่นั่นน่ะนะ ได้ยินว่าเมื่อก่อนเพียงข้าวก็ยังไม่มีให้กินเลย น่าสงสารยิ่งนัก”
“ไม่แปลกเลยที่ตอนนี้นางจึงพยายามเสนอหน้าในสังคมเช่นนี้ ทำการค้าขายหาเงิน คงจะกลัวจนสิท่า”
“หน้าตานางเองก็โดดเด่น ต้องทนเหนื่อยเพียงนี้ เงินที่หามาได้คงไม่มากเท่ารายได้ของจวนอ๋องพวกเราเพียงครึ่งปีเลย”
พวกนางล้วนเป็นหญิงสาวที่อยู่แต่ในห้องของตน จึงไม่รู้ว่าขอบข่ายกิจการของซ่งชิงหลันนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด
หากแต่หลิวหรูเยว่พอรู้อยู่บ้าง
ซ่งชิงหลันไม่ใช่คนที่ไม่มีเงินและต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยอย่างที่พวกนางเหล่านี้พูด และเงินของนางนั้นเกินจะนับได้
ในข้อนี้ นางเองยังอิจฉาซ่งชิงหลันเลย
หลิวหรูเยว่จึงใช้สายตาห้ามปรามไม่ให้พวกนางวิจารณ์กันต่อไป “พอเถิด นี่ต้องออกจากพระตำหนักเฟิ่งอี๋แล้ว ทุกคนอย่าพูดมากเลย เดี๋ยวจะโดนว่าว่าไม่รู้จักกฎระเบียบ”
อีกด้าน ซ่งชิงหลันได้เดินออกจากพระตำหนักเฟิ่งอี๋ไปแล้ว และเห็นพวกไป๋เย่หานที่เป็นเหล่าองค์ชายยืนอยู่ตรงประตูพระตำหนัก
จากนี้อีกสักพักจะถึงเวลาทานอาหารเย็น พวกเขาจึงสามารถทำกิจกรรมได้ตามอัธยาศัย
ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่มองเห็นซ่งชิงหลันที่อยู่ในกลุ่มคนในคราวเดียว แล้ววิ่งรุดเข้ามาทันที “ท่านแม่… ท่านแม่…”
เด็กทั้งสองคนกอดต้นขาซ่งชิงหลันเอาไว้ซ้ายคนหนึ่ง ขวาคนหนึ่ง
ซ่งชิงหลันลูบแก้มเล็กของพวกเขาอย่างอ่อนโยน เอ่ยถามเสียงนุ่มนวล “เป็นอย่างไรบ้าง เหนื่อยหรือไม่”
ซ่งซิงเยว่ส่ายหน้า “ไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ ไม่เหนื่อยแม้แต่น้อย”
“เจ้าย่อมไม่เหนื่อยอยู่แล้ว” ซ่งซิงเฉินยิ้ม เปิดโปงนางอย่างไร้ปรานี “ก็ท่านพ่ออุ้มเจ้าตลอดเวลาเลยนี่ เจ้าจะเหนื่อยได้อย่างไรกัน”
ซ่งซิงเยว่พองแก้ม ยู่ปากเล็กสีชมพูนั้นและกล่าวอย่างไม่พอใจ “เฮอะ เฉินเฉิน นี่เจ้าเปิดโปงข้าได้อย่างไรกัน”
ซ่งชิงหลันยิ้ม และสั่งสอนซ่งซิงเยว่อีกเล็กน้อย “เยว่เยว่ ที่นี่คือวังหลวง ไม่เหมือนกับที่บ้านนะ ต่อไปเจ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้ เข้าใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว”
ในตอนนี้ ไป๋เย่หานเดินตรงมายังซ่งชิงหลัน
มองนางด้วยดวงตาอ่อนโยน และเอ่ยถาม “เป็นอย่างไรบ้าง”
เขาไม่อาจจะสงบใจลงได้เลย เอาแต่คิดถึงสถานการณ์ของนางทางด้านนี้ตลอดเวลา
ที่ที่นางอยู่มีทั้งพระมเหสีและพระมารดาของเขาอยู่ ทั้งยังมีพระสนมและนางในจากวังหลังอีกมากมาย มากคนก็มากความ เขาจึงไม่อยากให้นางต้องพบเรื่องคับข้องใจ
ซ่งชิงหลันมุ่ยปาก กล่าวอย่างออดอ้อน “ทั้งเหนื่อยทั้งหิวเลยเจ้าค่ะ”
“เหตุใดนางข้าหลวงข้าง ๆ เจ้าจึงไม่เตรียมของว่างเล่า” ไป๋เย่หานขมวดคิ้วในทันที
ท่าทางเช่นนั้น ราวกับอยากจะจับเหล่านางข้าหลวงที่คอยรับใช้พวกนั้นมาโบยสั่งสอนอย่างหนัก
ซ่งชิงหลันยิ้ม “นั่นล้วนเป็นสิ่งที่เตรียมไว้ให้เหล่าเหนียงเหนียงในวัง ข้าจะกล้าไปหยิบได้อย่างไร แต่โชคดีที่ยังมี…”
ขณะกล่าว นางหมุนตัวไป แต่กลับไม่เห็นร่างของลู่หว่านโหรวเสียแล้ว
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วส่ง “เอ๋ ไปไหนเสียแล้ว”
นางมองซ้ายมองขวาจึงได้พบว่า ลู่หว่านโหรวอยู่ตรงมุมหนึ่งที่ห่างออกไป ข้างกายมีชายหนุ่มที่สูงไม่ต่างจากนางนัก หน้าตาอยู่ในระดับธรรมดาแบบเดียวกัน
คนผู้นั้นน่าจะเป็นชิ่งอ๋อง…
ต้องบอกว่าหน้าตาของชิ่งอ๋องนั้นธรรมดาที่สุดในบรรดาองค์ชายจริง ๆ หากแต่บนร่างของเขาไม่มีละอองความชั่วร้ายของราชวงศ์แม้แต่น้อย แต่กลับมีเสน่ห์เสียมากกว่า
ชิ่งอ๋องในตอนนี้กำลังช่วยลู่หว่านโหรวจัดผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงอย่างอ่อนโยน ทั้งสองพูดคุยพลางหัวเราะยิ้มแย้มราวกับสามีภรรยาทั่ว ๆ ไป ดูอบอุ่นยิ่งนัก
ไป๋เย่หานมองตามแววตาของซ่งชิงหลันไป ก็หรี่ตาเล็กน้อยแล้วกล่าว “ชิ่งอ๋องหรือ”
“ใช่ ๆ เมื่อครู่พระชายาชิ่งนำขนมอบกรอบเล็ก ๆ มาให้ข้า อร่อยมากเลย” กล่าวจบ ซ่งชิงหลันเงยหน้ามองไป๋เย่หาน และกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “พระชายาชิ่งกับข้านั้นเข้ากันได้ดีมาก ต่างกับหญิงในวังหลวงยิ่งนัก ข้าชอบนางมากเจ้าค่ะ”
ไป๋เย่หานยิ้มแล้วพยักหน้า “ชิ่งอ๋องเองก็เช่นกัน ในบรรดาองค์ชายเหล่านี้ เขาก็เป็นคนที่มีความมั่นใจและสบาย ๆ มากที่สุด ไม่เคยแข่งขันกับผู้ใด มีเพียงมิตรภาพจากพี่น้อง”
“เช่นนั้นเหตุใดเมื่อก่อนท่านไม่เคยพูดถึงชิ่งอ๋องเลยเล่า”
“ชิ่งอ๋องไม่สนใจเรื่องในบ้านเมือง เพราะอยากรักษาระยะห่างจากพี่น้องทุกคน หรือไม่ นี่ก็อาจเป็นอีกวิธีที่ให้เขารักษาตัวไว้ได้ ส่วนข้ากำลังตกเป็นจุดสนใจ ไม่คิดจะไปรบกวนความสงบของเขาหรอก”
ซ่งชิงหลันพูดออกมาตามความรู้สึกในทันใด “นั่นสิ… เหล่าคนในราชวงศ์ ยากนักที่จะได้อยู่กันอย่างเงียบสงบ”
พูดจบ นางก็คิดอันใดขึ้น นางหรี่ตามองไป๋เย่หาน “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าที่ท่านอ๋องพูดจาเช่นนี้เหมือนกำลังชมตนเองอยู่เล่า”
ไป๋เย่หานกล่าวตอบอย่างจริงจัง “นี่เจ้าเพิ่งจะเห็นหรือ เซ่อซ่าเกินไปแล้วกระมัง”
“ท่านหลงตัวเองเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”
“ตั้งแต่อยู่กับเจ้านั่นแหละ”
“ไป๋เย่หาน…”
ดูเหมือนความเคลื่อนไหวอันวุ่นวายของทั้งสองคนจะดึงดูดความสนใจของคนรอบข้าง
ลู่หว่านโหรวและชิ่งอ๋องหันหน้ามามอง และอดไม่ได้ที่จะสบตากันแล้วหัวเราะ
ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานเองก็สัมผัสได้ถึงความสนใจของพวกเขา จึงได้พยักหน้าแล้วยิ้มให้ทั้งสองเป็นการตอบรับ
ส่วนหลิวหรูเยว่ที่อยู่ไม่ไกลนัก มองท่าทางของพวกเขาที่รักใคร่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อก็ลอบกำหมัดแน่น
ในมุมมองของนาง ความรักใคร่ของไป๋เย่หานควรเป็นของนางเท่านั้น!
ในตอนที่กำลังจมอยู่กับความโกรธแค้นของตนอยู่นั้นเอง ด้านข้างก็มีเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น “พระชายา ที่แท้เจ้าก็อยู่ตรงนี้ ข้าหาอยู่ตั้งนาน”
หลิวหรูเยว่ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ในแววตาฉายแววใจร้อนรุ่มอย่างรวดเร็ว จากนั้นหมุนตัวกลับมา
ในตอนนี้ ใบหน้าของนางมีรอยยิ้มจาง ๆ “ข้ารู้สึกเหนื่อยน่ะ จึงไม่ได้ไปหาท่านอ๋อง และกำลังคิดว่าท่านอ๋องคงจะมาหาข้าหรือไม่อยู่พอดี”
“เหนื่อยหรือ ไม่สบายตรงไหนหรือไม่ ให้หมอหลวงมาดูเสียหน่อยดีหรือไม่”
เพียงจิ่งเทียนสิงได้ฟัง เขาก็จับไหล่ของหลิวหรูเยว่อย่างกังวลแล้วมองสำรวจจนทั่ว กลัวว่านางจะเป็นอันใดไป
“พระชายา ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่ จะให้เกิดความผิดพลาดอันใดไม่ได้นะ”
เด็กในท้องนางเป็นสิ่งล้ำค่าของเขา
เสด็จแม่รับปากเขาแล้ว ขอเพียงหลิวหรูเยว่คลอดผู้สืบทอด นางจะต้องคิดหาวิธีให้เสด็จพ่อแต่งตั้งเขาเป็นองค์รัชทายาท ถึงตอนนั้น บัลลังก์ก็จะตกอยู่ในมือเขาอย่างง่ายดาย
ซึ่งหลิวหรูเยว่ย่อมรู้ดี ที่เขาเป็นห่วงตนนั้นเป็นเพราะเด็กที่อยู่ในท้องนาง ไม่ใช่ตัวนางเอง
นางยิ้มบาง “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าพักผ่อนเสียหน่อยก็จะดีขึ้น”
“ได้ เช่นนั้นพวกเราไปวิหารเป่าเหอกันก่อนเถิด”
กล่าวจบ จิ่งเทียนสิงก็ให้ขันทีอีกด้านยกเสลี่ยงมา ให้หลิวหรูเยว่ขึ้นนั่ง