ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 493 เชิญทุกท่าน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 493 เชิญทุกท่าน
บทที่ 493 เชิญทุกท่าน
การปฏิบัติที่หลิวหรูเยว่ได้รับ เป็นการอนุมัติจากพระมเหสี คนอื่นไม่มีสิทธิ์
และในเวลานี้ จางอิงรั่งพาขุนนางสองสามคนเดินเข้ามา “ท่านอ๋องและพระชายาทุกท่าน อาหารค่ำที่วิหารเป่าเหอถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เชิญนายท่านทุกท่านขอรับ”
กล่าวจบ เขาก็ถอยไปอยู่อีกด้านหนึ่ง
ไป๋เย่หานใช้มือหนึ่งอุ้มซ่งซิงเยว่ อีกมือจับซ่งชิงหลัน ส่วนมืออีกข้างของซ่งชิงหลันก็จูงมือซ่งซิงเฉิน ทั้งสี่คนเดินมุ่งหน้าไปสู่วิหารเป่าเหอ ดูแล้วช่างอบอุ่นยิ่งนัก
วิหารเป่าเหอในตอนนี้จุดโคมไฟส่องสว่างราวกับกลางวัน ในโถงวิหารที่มีแสงไฟงดงามเปล่งประกายมีเหล่าราชวงศ์ผู้สง่างามนั่งอยู่
มีเพียงไป๋เย่หานและซ่งชิงหลันทั้งสี่คนที่มาช้า
วิหารเป่าเหอเดิมทียังครึกครื้น ทว่าทันทีที่ทั้งสี่คนปรากฏตัว บรรยากาศกลับเงียบเชียบ
ทั้งสี่คนนี้ล้วนเป็นชายหนุ่มและหญิงสาวรูปงาม รูปลักษณ์สะดุดตาเกินไป การที่พวกเขาปรากฏตัวเช่นนี้จึงดึงดูดสายตาของทุกคนไปในทันที
รวมไปถึงจิ่งกวงเยี่ยที่นั่งอยู่บนบัลลังก์
เขามองเห็นเด็กน้อยสองคนอย่างซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ ด้วยดวงตาเป็นประกาย รีบกวักมือเรียกเด็กทั้งสองคน “เฉินเฉิน เยว่เยว่ รีบมานี่เร็ว!”
ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่หันมองซ่งชิงหลันตามสัญชาตญาณ และใช้สายตาถามความเห็นจากนาง
ซ่งชิงหลันยิ้มพลางพยักหน้า
เด็กทั้งสองคนจึงแยกย้ายวิ่งไปที่บัลลังก์ด้านบนอย่างตื่นเต้น วิ่งไปพลาง ตะโกนไปพลาง “เสด็จปู่…”
คนที่เหลือล้วนมองดูทุกสิ่งนี้พลางอ้าปากค้าง
ตั้งแต่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่มา ไม่เคยเห็นผู้ใดที่กล้ากำเริบเสิบสานเพียงนี้ต่อหน้าองค์จักรพรรดิมาก่อน
ทว่าในตอนนี้ เด็กน้อยห้าขวบทั้งสองคนกลับกล้า
จางอิงรั่งเห็นว่าเด็ก ๆ กำลังจะวิ่งขึ้นไปบนแท่นบัลลังก์ก็กลัวว่าทั้งสองไม่ทันระวังจะตกลงมา จึงรีบเดินไปยื่นมือให้ “ไอ้หยา คุณหนูทั้งสองของข้า พวกท่านช้า ๆ หน่อยสิขอรับ เดี๋ยวจะล้มเอา”
“ท่านขุนนางจาง พวกข้าไม่ใช่เด็กน้อยแล้วนะเจ้าคะ ไม่ล้มหรอก” ซ่งซิงเยว่เอียงคอและกล่าวอย่างน่ารักน่าชัง
จางอิงรั่งเห็นท่าทางน่ารักอ่อนโยนของเด็กหญิง ในใจก็แทบละลาย
เด็กทั้งสองคนนี้เหมือนมีเวทมนตร์ ผู้ใดได้เห็นแล้วอดเอ็นดูเป็นไม่ได้
ซ่งซิงเฉินจับมือเล็ก ๆ ของซ่งซิงเยว่มาถึงตรงหน้าจิ่งกวงเยี่ย
ทั้งสองคนเอ่ยปากพร้อมกันด้วยเสียงอ้อแอ้ “เสด็จปู่…”
“มา รีบมาอยู่ข้างปู่เร็ว!” จิ่งกวงเยี่ยอุ้มทั้งสองให้นั่งบนบัลลังก์
เขามองเด็กน้อยทั้งสองด้วยแววตารักใคร่เอ็นดู กล่าวพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “ปู่ไม่ได้พบพวกเจ้านานแล้ว คิดถึงพวกเจ้าเสียแทบตาย”
“เยว่เยว่เองก็คิดถึงเสด็จปู่เจ้าค่ะ…”
“เฉินเฉินด้วยขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้ จิ่งกวงเยี่ยยิ่งรู้สึกขบขันจนหัวเราะออกมาเสียงดัง
ส่วนคนที่นั่งอยู่ด้านล่างตะลึงงันไป เพราะไม่เคยเห็นภาพฝ่าบาทรักใคร่และใกล้ชิดผู้ใดถึงเพียงนี้
ความจริงนอกจากซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่แล้ว จิ่งกวงเยี่ยเองก็มีหลานอีกมากมาย แต่เขาไม่เคยแสดงออกถึงความรักใคร่เอ็นดูที่ชัดเจนเพียงนี้ออกมา
ทำให้เหล่าราชนัดดาที่นั่งอยู่ด้านล่าง มองดูซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ที่อยู่ในอ้อมกอดของจิ่งกวงเยี่ยด้วยความอิจฉาริษยา
นั่นคืออ้อมกอดขององค์จักรพรรดิที่ตลอดชีวิตนี้พวกเขาไม่อาจได้รับ
การกลับชาติมาเกิดคงถือเป็นโอกาสอันดีเสียมากกว่า
ในตอนนี้ พระมเหสีที่นั่งอยู่ข้างกายจิ่งกวงเยี่ย เห็นฝ่าบาทรักใคร่เด็กทั้งสองคนอย่างซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่อย่างเปิดเผย ย่อมรู้สึกร้อนรนขึ้นมาเป็นธรรมดา
นางขมวดคิ้ว มองจิ่งกวงเยี่ยแล้วเผยรอยยิ้ม “ฝ่าบาทเพคะ อาหารค่ำจะเริ่มแล้ว เช่นนั้น…”
เมื่อสิ้นเสียง นางจึงกวาดตามองซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่
พระสนมเฉินที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็มองออกถึงความคิดของนาง
นางยิ้มบาง ทันใดนั้นก็คิดคำนวณในใจ และกล่าวกับจิ่งกวงเยี่ย “ฝ่าบาทเพคะ พระองค์ทรงไม่ได้พบเฉินเฉินและเยว่เยว่นานแล้ว วันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ ครอบครัวได้กลับมาพร้อมหน้า ทรงให้พวกเขากินอาหารเป็นเพื่อนพระองค์ตรงนี้ ดีหรือไม่เพคะ”
“พระสนมเฉินช่างรู้ใจข้านัก”
จิ่งกวงเยี่ยเริ่มหัวเราะร่าอย่างมีโดยพลัน ก้มหน้าลงมองเด็กทั้งสอง “เฉินเฉิน เยว่เยว่ พวกเจ้าอยากกินอาหารกับปู่หรือไม่”
“อยากเจ้าค่ะ!”
“อยากขอรับ!”
จิ่งกวงเยี่ยกวักมือเรียกจางอิงรั่งที่อยู่ด้านหลังอย่างมีความสุข และออกคำสั่ง “ยกอาหารมา”
จากนั้น จางอิงรั่งก็กระแอม ตะโกนออกไปด้านนอกวิหารเป่าเหอ “ยกอาหารมา”
ขันทีน้อยและนางข้าหลวงในชุดเดียวกันต่างยกอาหารเข้ามาในวิหารอย่างเป็นระเบียบ นำอาหารเหล่านั้นวางไว้ให้ดี
บรรยากาศของงานเลี้ยงวันไหว้พระจันทร์ล้วนถูกซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่แย่งชิงไป พระสนมเฉินจึงฉวยโอกาสนี้ยั่วยุพระมเหสีจนโกรธเสียจนคันฟัน แต่ก็ไม่อาจระบายออกมาได้ ทำได้เพียงลอบกำหมัด
พระสนมเฉินเห็นท่าทางขายหน้าของอีกฝ่าย ในใจก็มีความสุข แสร้งทำเป็นถามอย่างตกใจ “พระมเหสีเพคะ พระองค์ทรงเป็นอันใดไปหรือเพคะ เหตุใดอยู่ ๆ พระพักตร์ดูไม่สู้ดีเล่า”
พระมเหสีเบิกตามองนาง ในใจลอบกล่าว ‘เหตุใดสีหน้าของข้าจึงไม่สู้ดีเพียงนี้ ในใจเจ้าไม่รู้หรอกหรือ นี่กลับแสร้งมาถามว่าข้าสบายดีหรือไม่ จะเล่นละครให้ผู้ใดดู’
เดิมทีพระมเหสีขี้เกียจจะสนใจนาง ทั้งยังมีองค์จักรพรรดิอยู่ด้วย จึงต้องแสดงสีหน้าออกมาให้ดี
นางเพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ไม่มีอันใด คงเพราะวันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว ได้กินอาหารเสียหน่อยก็คงดีขึ้น”
“เช่นนั้นก็ดีเพคะ ข้ายังเป็นกังวลว่าอีกครู่หนึ่งเมื่อชมจันทร์ พระมเหสีจะไม่อาจเข้าร่วมได้”
พระมเหสีขมวดคิ้วในทันใด ในใจแค่นหัวเราะ ‘ดูท่า เจ้าคงจะรอให้ข้าเป็นอันใดไปแทบไม่ไหวแล้วสินะ คิดว่าเจ้าก็จะได้ชมจันทร์กับฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ ฝันไปเถิด ไม่มีวัน!’
นางกวาดสายตามองพระสนมเฉินอย่างเย็นชา “พระสนมเฉิน เจ้าคิดมากไปแล้ว หลายปีมานี้ ทุกครั้งที่เป็นคืนวันไหว้พระจันทร์ ล้วนเป็นข้าที่ชมจันทร์ร่วมกับฝ่าบาท”
นางแสดงอำนาจออกมาอย่างชัดเจน
จิ่งกวงเยี่ยได้ยินพวกนางสองคนพูดคุยกันอยู่ข้างหูของตนจากฝั่งซ้ายและขวาไม่หยุด รู้สึกทนไม่ได้ “พวกเจ้าสองคนเงียบหน่อยได้หรือไม่ ให้ข้ากับเฉินเฉินและเยว่เยว่ได้กินข้าวกันอย่างมีความสุขเถิด”
สิ้นเสียงฝ่าบาท พระมเหสีและพระสนมเฉินก็ใจเต้นดัง ‘ตุบ!’ ในทันใด กลัวว่าจะไปกระตุ้นให้องค์จักรพรรดิโกรธ
ทั้งสองส่งสายตาฟาดฟันกัน จากนั้นหุบปากอย่างรู้ความ
ยามนี้ ซ่งชิงหลันที่นั่งอยู่ด้านล่างมองการฟาดฟันของที่นั่งด้านบน อดไม่ได้ที่จะยิ้มบาง มองไป๋เย่หานที่อยู่ข้างกาย “เฉินเฉินและเยว่เยว่ถูกใช้เป็นมีดเสียแล้ว”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว “ให้ข้าไปอุ้มพวกเขาลงมาดีหรือไม่”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่” ซ่งชิงหลันมองเขาแวบหนึ่ง “ถึงแม้พวกเขาจะยังเด็ก แต่ก็รู้ความ เรื่องที่ไม่ควรรู้ ไม่ช้าก็เร็วคงได้รู้”
กล่าวจบ นางก็มองเด็กทั้งสองคนอย่างลึกซึ้ง พวกเขาเกิดมาในราชวงศ์ อย่างไรก็ต้องเรียนรู้ความสามารถในการคำนึงถึงผลประโยชน์ของตน