ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 499 เหตุใดต้องปิดบังข้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 499 เหตุใดต้องปิดบังข้า
บทที่ 499 เหตุใดต้องปิดบังข้า
ซ่งชิงหลันพยักหน้า “เจ้าค่ะ วันนั้นท่านขุนนางจางบอกข้าว่า ขนมไหว้พระจันทร์ที่ห้องพระเครื่องต้นในวังหลวงทำนั้นล้วนไม่ถูกพระทัยฝ่าบาท เขาไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วจริง ๆ จึงได้เชิญข้าเข้าวัง ข้าจึงลองทำให้ฝ่าบาทเสวยไปจำนวนหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าฝ่าบาทจะทรงโปรดในทันที ข้าจึงได้สอนพวกเขาทำขนมไหว้พระจันทร์อยู่ในวัง”
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่คืนนั้นนางจึงกลับดึกเพียงนั้น ทั้งยังเหนื่อยมากอีกด้วย
ไป๋เย่หานถามต่อ “เช่นนั้นเหตุใดเจ้าต้องปิดบังข้าด้วย”
จากมุมมองของเขา เรื่องการทำขนมไหว้พระจันทร์ ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังเขาเลยสักนิด
ซ่งชิงหลันยิ้มเจ้าเล่ห์ “ก็เพื่อให้ท่านได้ประหลาดใจอย่างไรเล่า อีกอย่าง ข้าเองก็อยากจะลองดูว่าท่านจะจำรสชาติขนมไหว้พระจันทร์ที่ข้าทำได้หรือไม่”
ไป๋เย่หานยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “เช่นนั้นพระชายาคงพึงพอใจกับข้ามากกระมัง”
เพราะเพียงลิ้มรส เขาก็จำได้ทันที
ซ่งชิงหลันพยักหน้าอย่างเก็บอาการ “อืม ก็พอใช้ได้”
“เยว่เยว่เองก็จำรสชาติของท่านแม่ได้นะเจ้าคะ” ซ่งซิงเยว่ที่อยู่ข้าง ๆ รีบอวดความฉลาด กล่าวพลางยิ้มคิกคัก “เพียงเยว่เยว่ได้กินก็จำรสชาติที่ท่านแม่ทำได้แล้ว”
ซ่งซิงเฉินเองก็ตามมาติด ๆ “ข้าเองก็จำได้ขอรับ ขนมไหว้พระจันทร์ที่ท่านแม่ทำแตกต่างจากที่อื่นอย่างมาก เพียงกินก็จำได้แล้ว ไม่แปลกเลยที่เสด็จปู่จะทรงโปรด”
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วลูบหัวเล็กของเด็กทั้งสองคน “ไม่เสียแรงที่แม่ทำขนมไหว้พระจันทร์ให้พวกเจ้ากินมาตั้งหลายปี จนพวกเจ้าชินกับรสชาติเสียแล้ว”
“พระชายาวางแผนจะใช้ชื่อเสียงของราชวงศ์เพื่อเพิ่มชื่อเสียงของภัตตาคารอวิ๋นหลายมาตั้งแต่แรกหรือ” ไป๋เย่หานอยากรู้มาก
ซ่งชิงหลันยักไหล่ “ไม่ใช่เลย นี่เป็นเรื่องบังเอิญ เมื่อครู่ก็เป็นอย่างที่หลิวหรูเยว่คาดเดา ข้าพูดออกไปอย่างนั้น แต่ต้องขอบคุณนาง ข้าคิดว่าวิธีนี้ก็ดีไม่น้อย อย่างไรเสีย ชื่อเสียงนี้ก็ได้มาจากการป่าวประกาศโดยไม่เสียเงิน ไม่เปลืองแรงด้วย ฮ่า ๆ…”
มองดวงตาที่มีประกายของความชาญฉลาดของซ่งชิงหลัน ทำให้ไป๋เย่หานอดเผยรอยยิ้มเอ็นดูออกมาไม่ได้
พระชายาของเขาหาความสุขได้จากการหาเงินจริง ๆ
“อ้อ จริงสิ…” ซ่งชิงหลันคิดบางอย่างออก นางขมวดคิ้วแล้วกล่าวต่อ “ไป๋เย่หาน ข้าเอาแต่รู้สึกว่าประโยคสุดท้ายที่หลิวหรูเยว่กล่าวเมื่อครู่ ที่ว่าในเมืองหลวงไม่ได้มีข้าคนเดียวที่เป็นหญิงค้าขาย ประโยคนี้… ดูเหมือนจะมีความหมายอื่นแอบแฝง ท่านคิดว่าอย่างไร”
แววตาไป๋เย่หานเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “หลิวหรูเยว่ผู้นี้คิดว่าตนเองสูงส่ง นางพูดเช่นนี้ออกมาคงเพราะนางทำอันใดบางอย่างลงไป หรือไม่ก็กำลังจะทำอันใดบางอย่าง”
กล่าวจบ เขามองซ่งชิงหลันอย่างลึกล้ำ และกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “ไม่ว่านางจะทำสิ่งใด ข้าจะไม่ปล่อยให้นางทำร้ายเจ้าเป็นแน่ เจ้าเพียงแค่ทำเรื่องที่เจ้าชอบต่อไปเถิด”
เพียงประโยคธรรมดา ๆ ประโยคเดียว ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของไป๋เย่หาน ซึ่งนั่นทำให้ซ่งชิงหลันอบอุ่นหัวใจอย่างมาก
นางซบอยู่ในอ้อมกอดของไป๋เย่หาน กอดเอวเขาเอาไว้แล้วกล่าวพร้อมกับยกยิ้ม “ไป๋เย่หาน ขอบคุณท่านมาก ความรู้สึกที่มีคนให้พึ่งพิงเช่นนี้มันทำให้ข้าสบายใจมาก”
ไป๋เย่หานดวงตามืดหม่นลง กระชับกอดซ่งชิงหลันแน่นขึ้น และกล่าวด้วยเสียงต่ำ “หากพระชายาต้องการให้ข้าเป็นที่พึ่งพิง เช่นนั้นก็ง่ายมาก ขอเพียงกอดขอบคุณข้าก็เป็นใช้ได้แล้ว”
ซ่งชิงหลันหรี่ตามองอีกฝ่าย “ไป๋เย่หาน ท่านจริงจังหน่อยได้หรือไม่ ลูกยังมองอยู่นะ”
ไป๋เย่หานกลับตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พวกเขาหลับไปแล้ว”
ซ่งชิงหลันหันหน้าไปมอง ก็เห็นซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ เด็กน้อยทั้งสองคนนอนอยู่บนเบาะนุ่มของรถม้าหลับไปเสียแล้ว ทั้งยังกรนเบา ๆ อีกด้วย
ช่างหลับได้ถูกเวลาเสียจริง นี่หลับจริงหรือแกล้งกันแน่
ไป๋เย่หานเคลื่อนใบหน้างดงามของตนเข้าไปใกล้ซ่งชิงหลัน ยกยิ้มมุมปากอย่างเชิญชวน และกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “พระชายา พวกเราเองก็มีลูกด้วยกันแล้ว ยังมีอันใดต้องจริงจังอีก เอาเป็นว่า…”
ในตอนนั้นเอง หานเฟยที่ควบม้าอยู่ด้านหน้า กลับเอ่ยปากออกมา “ท่านอ๋องขอรับ ถึงจวนอ๋องแล้วนะขอรับ”
บังเอิญเกินไปหรือไม่…
ซ่งชิงหลันเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ผลักหน้าอกของไป๋เย่หานเบา ๆ “ถึงจวนแล้ว เรารีบลงจากรถม้ากันเถิด”
กล่าวจบ นางอุ้มซ่งซิงเยว่ และหันไปมองไป๋เย่หานที่มีท่าทางอับอาย จึงพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้ ก่อนจะลงจากรถม้า และยังไม่ลืมเตือนไป๋เย่หาน “ท่านอุ้มเฉินเฉินลงมาด้วยนะ”
สุดท้ายหันไปมองหานเฟยพร้อมรอยยิ้มชื่นชม
ทว่าหานเฟยกลับมีสีหน้าแข็งทื่อ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด
ยามนี้ ไป๋เย่หานอุ้มซ่งซิงเฉินลงรถม้ามา และถลึงตามองหานเฟย จากนั้นหมุนตัวเข้าจวนไปอย่างไม่สบอารมณ์
หานเฟยกะพริบตาปริบ ๆ ในใจลอบกล่าว ‘นายท่านทั้งสองนี้เป็นอันใดไปกันแน่ หรือว่าข้าทำอันใดผิดไป นี่เห็นข้าเป็นที่ระบายอารมณ์หรืออย่างไร’
อีกด้านหนึ่ง
หลังหลิวหรูเยว่ออกจากวังหลวงไป ไม่ได้กลับไปที่จวนลี่อ๋องในทันที แต่กลับให้รถม้าไปที่ภัตตาคารอี่หง
ชิงเถากล่าวด้วยสีหน้าเป็นกังวล “พระชายา นี่มืดแล้ว พวกเรามาทำอันใดที่ภัตตาคารอี่หงหรือเจ้าคะ”
หลิวหรูเยว่กล่าวอย่างเย็นชา “ข้ามีเรื่องด่วนจะต้องไปที่ภัตตาคารอี่หงเดี๋ยวนี้”
“หากมีเรื่องด่วนอันใด พรุ่งนี้ค่อยมาไม่ได้หรือเจ้าคะ พวกเราไม่ได้กลับจวนอ๋องตั้งนาน หากท่านอ๋องรู้เข้าก็คงจะโกรธอีก”
ทว่าหลิวหรูเยว่กลับไม่สนใจสิ่งใด นางกระตุกมุมปาก “อย่างไรเขาก็โกรธไปแล้ว คงไม่สนใจเรื่องนี้แล้วละ”
“แต่ว่า…”
“ชิงเถา วันนี้เจ้าเป็นอันใดไปกันแน่ เหตุใดต้องคอยช่วยพูดแทนเขาตลอดเวลา ข้าต่างหากที่เป็นนายของเจ้า” หลิวหรูเยว่ขมวดคิ้วมองชิงเถาด้วยใบหน้าที่ดูโกรธเล็กน้อย
ชิงเถารีบอธิบายอย่างกระวนกระวาย “พระชายา อย่าได้โกรธเลยเจ้าค่ะ บ่าวหวังดีกับท่านนะเจ้าคะ”
อย่างไรเสีย ในจวนอ๋องนี้ พวกนางยังต้องพึ่งพาท่านอ๋องอยู่ นี่ถ้าหากไปยั่วโมโหท่านอ๋องเข้า ชีวิตในจวนอ๋องของพวกนางย่อมต้องย่ำแย่
หลิวหรูเยว่รู้ว่านางกำลังกังวลสิ่งใด นางถอนหายใจเบา ๆ “เจ้าวางใจเถิด ข้ายังมีเด็กในครรภ์อยู่ หญิงในจวนอ๋องไม่กล้ามีเรื่องกับข้าหรอก ส่วนเรื่องท่านอ๋องนั้น เมื่อไหร่ที่เขาหายโกรธก็จะดีขึ้นเอง”
นางรู้มาตลอดถึงความรักใคร่ที่จิ่งเทียนสิ่งมีต่อตน จึงได้ไม่หวาดกลัวเพราะมีคนหนุนหลัง
ขณะพูดคุย รถม้าก็มาหยุดอยู่ตรงตรอกเล็กข้าง ๆ ภัตตาคารอี่หง
ชิงเถาพยุงหลิวหรูเยว่ลงจากรถม้า มองประตูข้างของภัตตาคารอี่หงที่ถูกซ่อนไว้ในตรอกเล็ก หลิวหรูเยว่ขมวดคิ้วแล้วเดินเข้าไป
คนงานที่รับผิดชอบเฝ้าประตูเมื่อเห็นหลิวหรูเยว่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจ แต่กลับพยักหน้าอย่างเคารพนบนอบ และเปิดประตูให้ “พระชายา มาแล้วหรือขอรับ”
หลิวหรูเยว่เดินเข้าไปด้วยสีหน้านิ่งเรียบ เดินเข้าไปในเรือนด้านใน ราวกับคุ้นชินกับที่นี่ เพียงดูก็รู้ว่านางเคยมาหลายครั้งแล้ว