ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 500 พระชายาก็มาด้วยหรือ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 500 พระชายาก็มาด้วยหรือ
บทที่ 500 พระชายาก็มาด้วยหรือ
ดูเหมือนแม่นางหงจะประหลาดใจกับการมาของหลิวหรูเยว่เล็กน้อย แต่นางพอจะคาดเดาเอาไว้บ้างแล้ว
นางยิ้มขี้เล่น โบกผ้าเช็ดหน้าสีแดงในมือ กล่าวอย่างมีนัย “คิดไม่ถึง… ว่าพระชายาลี่เองจะมาที่นี่ด้วยนะเจ้าคะ”
เพียงหลิวหรูเยว่ได้กลิ่นเครื่องสำอางบนร่างของแม่นางหง นางก็รู้สึกคลื่นไส้ จนต้องเอามือปิดจมูก ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม “ด้วย..อย่างนั้นหรือ เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”
“เอ๋ พระชายาลี่ไม่รู้หรือเจ้าคะ” แม่นางหงเบิกตาแสร้งทำเป็นตกใจ หากแต่ใบหน้ายั่วยวนนั้นกลับไม่อาจซ่อนท่าทางราวกับได้ชมละครฉากหนึ่งไว้ได้
นางยิ้มบางและกล่าวต่อ “ลี่อ๋องเองก็มาที่นี่ด้วยเจ้าค่ะ ถึงก่อนพระชายาสักครู่หนึ่งแล้ว”
กล่าวจบ แม่นางหงพาหลิวหรูเยว่มาที่ห้องด้านในของนาง
ห้องด้านในของแม่นางหงนี้อยู่ชั้นสองของภัตตาคารอี่หง ถูกตกแต่งได้น่าลึกลับและชวนให้ฉงน ห้องนี้สามารถจับตามองสถานการณ์ของห้องส่วนตัวทุกห้องบนชั้นสองได้ทั้งหมด โดยที่คนในห้องส่วนตัวกลับไม่รู้เลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น ทุก ๆ วันนางจึงมาอยู่ในห้องด้านในแล้วคอยสอดแนมความลับของเหล่าข้าราชการชั้นสูงที่มาหาความสุข ณ ที่แห่งนี้
และยามนี้ภาพตรงหน้าของหลิวหรูเยว่ก็คือจิ่งเทียนสิงที่สวมใส่ชุดเพียงครึ่งตัว มีสาวงามคอยป้อนสุราและอาหารอยู่ในอ้อมแขน รอบ ๆ ยังมีเหล่าหญิงในชุดเผยเรือนร่างกำลังเต้นรำยั่วยวนเพื่อมอบความสุข ช่างเป็นภาพที่ช่างดูอุจาดตาในความสำมะเลเทเมาเสียจริง ๆ
นี่คือเหตุผลที่เหล่าข้าราชการชั้นสูงในเมืองหลวงชอบมาที่ภัตตาคารอี่หงแห่งนี้
เพราะที่นี่มีทุกอย่าง อีกทั้งยิ่งตั้งราคาสูงมากเพียงไร บริการที่จะทำให้เพลิดเพลินจะมากขึ้นเท่านั้น
หลิวหรูเยว่มองใบหน้าแดงก่ำของจิ่งเทียนสิง ที่เต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะอิดสะเอียน หันหน้าหนีในทันที
ถึงแม้จะรู้ว่าเขามีนิสัยเสเพล ชอบทำตัวเจ้าชู้ แต่การรับรู้ก็เรื่องหนึ่ง การได้เห็นกับตาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แม่นางหงเห็นท่าทางของนาง อดไม่ได้ที่จะลอบยกยิ้มมุมปากบาง ๆ “พระชายาลี่ ตอนนี้ท่านยังตั้งครรภ์อยู่ จะต้องดูแลสุขภาพให้ดี หากท่านรู้สึกไม่สบาย ให้ข้าพาหญิงเหล่านั้นออกไป แล้วพูดกับลี่อ๋องให้ดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ต้อง” หลิวหรูเยว่รีบยื่นมือไปห้ามนางไว้ “ขอเพียงท่านอ๋องมีความสุขเป็นพอแล้ว”
“เอ๋” แม่นางหงมองหลิวหรูเยว่ด้วยความประหลาดใจ
จากนั้นจึงได้เข้าใจ ที่แท้นางไม่ได้มาเพื่อซักไซ้เอาความเรื่องลี่อ๋อง
แม่นางหงกวาดตามอง และกล่าวเสียงต่ำ “ทันทีที่งานเลี้ยงในวังหลวงจบลง พระชายาลี่ก็ตรงมาหาข้าถึงภัตตาคารอี่หง คงจะมีเรื่องด่วนกระมัง”
“ใช่” หลิวหรูเยว่พยักหน้า กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้ามีเรื่องที่ต้องหารือกับเจ้าจริง ๆ”
จากนั้น แม่นางหงก็เก็บสีหน้าขี้เล่น แล้วปิดประตูหน้าต่างของห้องอย่างแน่นหนา
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม หลิวหรูเยว่ก็ออกมาจากในห้อง
โดยมีแม่นางหงตามมาติด ๆ และส่งนางออกจากภัตตาคารอี่หงไป
ก่อนจะขึ้นรถม้า หลิวหรูเยว่ก็หันหน้ามามองแม่นางหงครู่หนึ่ง “เรื่องนี้ถ้าหากเจ้ายังทำได้ไม่ดีอีก เกรงว่าเจ้าคงไม่มีความจำเป็นที่จะบริหารภัตตาคารอี่หงแห่งนี้ต่อไปแล้ว”
“พระชายาโปรดวางใจ เรื่องนี้ข้ารู้ขอบเขตดีเจ้าค่ะ” แม่นางหงยิ้มอย่างยินดี ดวงตาเย้ายวนนั้นมองตามร่างของหลิวหรูเยว่ จากนั้นบิดผ้าเช็ดหน้าสีแดงในมือไปพลาง กล่าวอย่างอ่อนหวานไปพลาง “จะว่าไปแล้ว ภัตตาคารอี่หงก็ไม่ใช่ว่าพระชายาจะตัดสินใจได้คนเดียวกระมัง ท่านขู่ข้าเช่นนี้ ไม่กลัวว่าท่านอ๋องจะรู้หรอกหรือเจ้าคะ”
หลิวหรูเยว่ส่งสายตาเย็นชา มองอีกฝ่ายอย่างตักเตือน “เจ้าระวังคำพูดเสียหน่อยก็ดี สิ่งใดควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูด ในใจเจ้าย่อมรู้ดีอยู่ หากไม่มีข้า เจ้าคิดว่าภัตตาคารอี่หงนี้จะเกิดขึ้นมาได้หรือ”
สายตาของแม่นางหงฉายแววของจิตสังหารออกมาเพียงเสี้ยวพริบตา
หากแต่นางก็ปิดซ่อนมันไว้อย่างรวดเร็ว ถึงอย่างไรคนที่ทำการใหญ่จะต้องไม่สนใจสิ่งเล็กน้อย นางจะยอมเสียผลประโยชน์ใหญ่หลวงเพราะเรื่องเล็ก ๆ นี้ไม่ได้
นางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนกล่าวตอบเบา ๆ “พระชายาลี่คงจะรู้ พวกข้าไม่ใช่คนที่พวกท่านจะบงการได้ตามใจ ท่านอย่าได้ลืมไป หากลี่อ๋องอยากจะทำการใหญ่ให้สำเร็จ ก็จะต้องพึ่งพาอำนาจนายท่านของพวกข้า พวกเราล้วนลงมือทำเพื่อคนอื่น เหตุใดต้องมาทำร้ายกันเองด้วยเล่า”
หลิวหรูเยว่ไม่อยากจะเสียเวลาพูดกับหญิงคนนี้อีกแล้ว นางขมวดคิ้วและกล่าวว่า “ให้คนของเจ้ารับใช้ลี่อ๋องดี ๆ คืนนี้ให้เขาพักที่นี่เสีย และอย่าให้ผู้ใดมาเห็นเข้า”
กล่าวจบ นางให้ชิงเถาพยุงขึ้นรถม้าไป
แม่นางหงมองรถม้าที่ไกลออกไปเรื่อย ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ หายไปในความมืด ทว่าอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “หญิงผู้นั้นช่างใจกว้างเสียจริง ชายของตนเป็นเช่นนี้ก็ยังอดทนได้ สตรีเช่นนี้สิจึงจะทำการใหญ่สำเร็จ”
จากนั้นนางหมุนตัวกลับไปในภัตตาคารอี่หง สั่งให้คนงานเฝ้าประตู ปิดลงกลอนให่แน่นหนา
ตรอกเล็กของภัตตาคารอี่หงก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
วันต่อมา
ซ่งชิงหลันมาที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายแต่เช้า
เพียงนางเข้าประตูมา ก็เห็นท่าทางหมดอาลัยตายอยากของหลิวกุ้ยเสีย นางเพียงยิ้มแล้วเดินหน้าไป “เป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ ท่านอาสะใภ้ เหตุใดต้องทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ใบหน้าย่ำแย่เช่นนี้ หากลูกค้าเห็นเข้าจะไม่ดีนะเจ้าคะ”
“โธ่…” หลิวกุ้ยเสียถอนหายใจเฮือกใหญ่ “หลันหลัน เจ้าดูสิ นอกจากลูกค้าเพียงสองสามโต๊ะแล้ว ภัตตาคารอวิ๋นหลายของเรามีลูกค้าอื่นอีกเสียที่ไหน ลูกค้าเหล่านั้น ล้วนไปภัตตาคารอี่หงทางด้านนั้นกันหมดแล้ว”
ซ่งชิงหลันมองภัตตาคารอี่หงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามที่มีลูกค้ามาไม่ขาดสาย ดูครึกครื้นอย่างมาก
หลิวกุ้ยเสียกล่าวต่อ “หลายวันก่อนตอนที่พวกเราขายขนมไหว้พระจันทร์นั้นขายดิบขายดีมาก ข้ายังเข้าใจว่าลูกค้าจะกลับมา แต่ผู้ใดจะไปคิด ทันทีที่เทศกาลไหว้พระจันทร์ผ่านพ้นไป พวกเราก็กลับสู่สภาพเดิมอีกครั้ง ลูกค้าเหล่านั้นยังคงไปที่ภัตตาคารอี่หง หลันหลัน เจ้าว่าเราควรทำอย่างไรดี”
หรือว่าพวกเขาจะต้องปิดกิจการจริง ๆ
เพียงคิดถึงเรื่องนี้ ในใจหลิวกุ้ยเสียก็หงุดหงิดขึ้นมา มองโต๊ะรับแขกที่ยังไม่มีเงาของซ่งอวิ๋นเฟิง อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา “อาเล็กของเจ้าเองก็ด้วย ไม่เห็นโผล่มาตั้งแต่เช้า ไม่รู้ว่ามัวไปทำสิ่งใด ช่างทำให้ข้ากังวลเกินไปแล้ว”
ซ่งชิงหลันมองท่าทางกังวลของนางจึงรีบกล่าวอธิบาย “ท่านอาสะใภ้ ไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ ข้าให้ท่านอาเล็กไปหาอาสี่ที่ตลาดเพื่อซื้อปลาเจ้าค่ะ”
“ซื้อปลาหรือ ซื้อปลาอันใดกัน” หลิวกุ้ยเสียงุนงง เพราะไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น
ในตอนนี้เอง ซ่งอวิ๋นเฟิงก็วิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้นดีใจ ยามที่เห็นซ่งชิงหลันก็ดวงตาเป็นประกาย “หลันหลัน ข้ามาแล้ว ข้าซื้อปลาสามคันรถใหญ่กลับมาตามที่เจ้าสั่งแล้ว อาสี่บอกว่านี่ล้วนเป็นปลากระตักสดใหม่ เนื้ออร่อยมาก ข้าเลยให้คนงานเอาไปที่ครัวทางประตูข้างแล้ว”
ซ่งชิงหลันพยักหน้า “ลำบากท่านอาเล็กแล้วเจ้าค่ะ”
หลิวกุ้ยเสียฟังอาหลานทั้งสองคนก็ตะลึงงันไป นางรีบเอ่ยถาม “เกิดอันใดขึ้น เหตุใดต้องซื้อปลามากมายเพียงนั้น”
ตอนนี้กิจการของพวกเขาไม่ดีนัก เหตุใดซื้อปลามามากเพียงนั้น นี่มันไม่สิ้นเปลืองเกินไปหรือ