ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 100 ให้สัมภาษณ์
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 100 ให้สัมภาษณ์
บทที่ 100 ให้สัมภาษณ์
จากนั้น เยว่โม่โฉวหยิบสมุดโน้ตจิ๋วออกมาดูคำถามที่เตรียมไว้อย่างดี และเตรียมปากกาพร้อมจดทุกคำพูดของอันจิ่วเม่ยเห็นได้ชัดว่าเขาทำงานนี้อย่างจริงจังสุด ๆ
ส่วนย่าอันรู้ว่ามีคนมาสัมภาษณ์เรื่องหมู่บ้านที่บ้าน เธอตกใจจนต้องหลบไปซ่อนตัวในครัว ไม่กล้าโผล่หน้าออกมา ได้แต่แอบดูอยู่ที่ประตู ในใจรู้สึกภูมิใจในตัวหลานสาวจนอกจะแตก
สิ่งที่หลานสาวทำได้รับการยอมรับจากทุกคนแล้ว สมกับคำพูดที่ว่ามังกรเกิดจากมังกร หงส์เกิดจากหงส์ แม้ว่าลูกหลานตระกูลใหญ่จะเติบโตในสลัมแต่ก็ย่อมมีวันผงาดและเปล่งประกายในที่สุด
ทางเยว่โม่โฉวหลังจากที่หายเหนื่อยแล้ว เขาก็เริ่มยิงคำถามใส่อันจิ่วเม่ยทันที
เขาเริ่มซักไซ้เรื่องครอบครัวและการศึกษาของอันจิ่วเม่ยก่อน จากนั้นก็ถามว่าทำไมเธอถึงคิดวิธีเจ๋ง ๆ ให้สหกรณ์ร่วมมือกับหมู่บ้านได้ มีใครอยู่เบื้องหลังคอยชี้แนะหรือเปล่า สุดท้ายยังต้องพูดถึงความรู้สึกด้วย เป็นขั้นตอนมาตรฐานของการสัมภาษณ์นั่นเอง
อันจิ่วเม่ยยิ้มอย่างภาคภูมิใจขณะเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอ
“ฉันเติบโตมากับคุณย่าค่ะ แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือมากนัก แต่ก็แอบหัดอ่านตัวอักษรไม่กี่ตัวตอนเด็ก ๆ น่ะค่ะ” เธอหัวเราะเบา ๆ “พอแต่งงานแล้วก็พาคุณย่ามาอยู่ด้วยกัน ฉันรักคุณย่ามาก ๆ ค่ะ อยากให้คุณย่าไม่ต้องเหนื่อยและดูแลท่านไปตลอดค่ะ”
ดวงตาของอันจิ่วเม่ยเป็นประกายขึ้นเมื่อพูดถึงแรงบันดาลใจในการทำงาน
“วันหนึ่งฉันไปที่สหกรณ์ แล้วเห็นว่าคนในเมืองหลายคนขาดแคลนทั้งอาหารแห้งและผักสด ในขณะที่พวกเราในชนบทกินผักไม่หมดต้องเอาไปเลี้ยงสัตว์ อีกอย่างชนบทมีพื้นที่ในการเพาะปลูกค่อนข้างเยอะเลยให้ชาวบ้านใช่งานอย่า ฉันคิดว่า ‘เฮ้! ทำไมเราไม่ร่วมมือกันล่ะ?’ มันจะช่วยพัฒนาทั้งสองฝ่ายได้แน่ ๆ”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
อันจิ่วเม่ยพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ความคิดเหล่านี้เป็นของฉันเองทั้งหมดเลยนะคะ แต่ต้องขอบคุณสามีสุดที่รักของฉัน เขาเป็นกำลังใจให้ฉันกล้าที่จะก้าวออกไป ไปเจรจากับเจ้าหน้าที่สหกรณ์และลงนามในสัญญา”
เธอเอ่ยถึงสามีด้วยความภาคภูมิใจ “สามีฉันเป็นทหารผู้กล้าหาญค่ะ เขามีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ เชื่อว่าการพัฒนาประเทศต้องอาศัยความทุ่มเทของทุกคน พอฉันบอกความคิดนี้ เขาก็สนับสนุนเต็มที่”
ดวงตาของอันจิ่วเม่ยเปล่งประกายด้วยความรักและความซาบซึ้ง “ถ้าไม่มีเขา ก็คงไม่มีฉันในวันนี้ ฉันขอบคุณเขามาก ๆ ที่คอยเป็นกำลังใจและดูแลฉัน ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อตอบแทนความรักและความเชื่อใจที่เขามอบให้ค่ะ!”
เยว่โม่โฉวฟังอย่างประทับใจ ก่อนจะยิ้มกว้างพลางพูดด้วยความตื่นเต้น “ยอดเยี่ยมไปเลยครับ ไม่แปลกใจเลยที่สหายจะประสบความสำเร็จ สามีของคุณรักคุณมากจริง ๆ คุณสองคนเหมือนเป็นคู่สามีภรรยาตัวอย่างเลย! ผมต้องเขียนเรื่องราวนี้ลงในบทความแน่นอนครับ!”
อันจิ่วเม่ยยิ้มด้วยความภาคภูมิใจที่ได้แสดงถึงด้านดี ๆ ของสามีเธอ เยว่โม่โฉวเองก็มองเธอด้วยความชื่นชม พร้อมถามต่อด้วยน้ำเสียงสนใจ
“แล้วจากนี้ไปคุณจะทำงานด้านนี้ต่อไหมครับ? การทำงานนี้เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณยังไงบ้าง?”
อันจิ่วเม่ยพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น ดวงตาเป็นประกาย “แน่นอนค่ะ! งานนี้ไม่ใช่แค่หน้าที่ของฉัน แต่มันคือหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องช่วยกัน!”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้ม “เราร่วมกันเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อช่วยสร้างประเทศจีนใหม่ไปด้วยกัน!”
เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “ชีวิตฉันเองก็เปลี่ยนไปมาก อย่างวันนี้ก็ได้รู้จักกับนักข่าวเก่ง ๆ จากสำนักข่าวท้องถิ่น ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันคงไม่มีโอกาสแบบนี้แน่ ๆ”
คำพูดแสนธรรมดานั้นทำให้เยว่โม่โฉวยิ้มอย่างพอใจ ในใจคิดอย่างลอยล่อง ‘เธอมองว่าเราน่าประทับใจขนาดนั้นเชียวหรือ? แค่รู้จักเราก็เหมือนเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอแล้วเหรอเนี่ย?’ แม้เยว่โม่โฉวจะไม่คิดว่าตัวเองยอดเยี่ยมขนาดนั้น แต่ก็อดปลื้มใจไม่ได้
“สหายอันชมเกินไปแล้วครับ” เขาพูดด้วยรอยยิ้มเขิน ๆ “ยังมีคนเก่งกว่าอีกมากมาย หวังว่าสหายอันจะได้เจอคนดี ๆ ที่ช่วยให้สานฝันได้นะครับ” เขาพูดพลางยิ้มสุภาพ “การสัมภาษณ์วันนี้จบแล้ว ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ หวังว่าจะได้ทำงานร่วมกันอีก”
น้ำเสียงของเยว่โม่โฉวนุ่มนวลจนเหมือนน้ำผึ้ง อันจิ่วเม่ยยิ้มเชิญเขาให้อยู่ทานข้าวที่บ้าน แต่เยว่โม่โฉวปฏิเสธอย่างสุภาพ เธอจึงไปส่งเขาถึงหน้าประตู
ชาวบ้านที่ได้ยินข่าวก็พากันมาดูเหตุการณ์ไม่น้อย เมื่อเห็นอันจิ่วเม่ยส่งแขกอย่างอารมณ์ดี ทั้งคู่คุยกันด้วยเสียงหัวเราะ ทุกคนก็ต่างอิจฉา
‘เมื่อไหร่จะถึงคิวพวกเราบ้างนะ?’ บางคนคิดในใจ
แต่บางคนกระซิบกระซาบกันอย่างเคลือบแคลง ‘หลี่เจียเฟิ่งไม่อยู่บ้าน แต่อันจิ่วเม่ยเชิญผู้ชายแปลกหน้าเข้ามานั่งในบ้าน จะไม่มีปัญหาเหรอ?’
หลังจากบอกลาคนอื่นอย่างสุภาพ เยว่โม่โฉวก็ปั่นจักรยานจากไป แต่จู่ ๆ ชาวบ้านคนหนึ่งก็ทนไม่ไหว พุ่งเข้ามาถามอันจิ่วเม่ยด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“จิ่วเม่ยจ๊ะ! หนุ่มหล่อคนนั้นมาสัมภาษณ์เธอทำไมกัน?” เสียงกระซิบกระซาบดังราวกับผึ้งแตกรัง
อันจิ่วเม่ยแก้มแดงระเรื่อ ตอบด้วยน้ำเสียงเขินอาย “คือว่า…พวกเขาจะเอาฉันไปลงหนังสือพิมพ์ค่ะ”
“หา! ลงหนังสือพิมพ์เลยเหรอ!” เสียงฮือฮาดังลั่น
“จิ่วเม่ย เธอทำให้พวกเราภูมิใจจริง ๆ !” เสียงชื่นชมดังไม่ขาดสาย
อันจิ่วเม่ยยิ้มถ่อมตัว “ฉันแค่อยากช่วยพัฒนาหมู่บ้านของเราค่ะ ทุกคนก็มีส่วนร่วมกันทั้งนั้น ถ้ามีโอกาสหน้า ฉันจะพยายามขอให้ทุกคนได้ลงด้วยนะคะ”
ทุกคนตาเป็นประกาย “จริงเหรอ?! เธอช่างเป็นคนใจกว้างจริง ๆ” ป้าคนหนึ่งร้องอุทาน “ถ้าได้ลงหนังสือพิมพ์บ้าง ฉันคงยิ้มได้แม้แต่ในความฝันเลย!”
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอิจฉาค่อย ๆ กลายเป็นความชื่นชมในพริบตา
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไป อันจิ่วเม่ยก็เดินกลับเข้าบ้านด้วยความเบิกบานใจ แต่ทันทีที่เธอก้าวผ่านประตู คราบรอยยิ้มก็เลือนหายไป เมื่อเห็นย่าอันยืนพิงประตูครัวอยู่ พร้อมเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ดูเหมือนท่านจะร้องไห้มาสักพักใหญ่แล้ว
“คุณย่า!” อันจิ่วเม่ยรีบเดินเข้าไปใกล้ “เกิดอะไรขึ้นหรือคะ ทำไมถึงร้องไห้อยู่ตรงนี้คนเดียว?”
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ” ย่าอันเช็ดน้ำตาแล้วฝืนยิ้ม ดวงตาเปล่งประกายด้วยความภาคภูมิใจ “ย่าแค่ดีใจจนน้ำตาไหล หลานสาวของย่าเก่งเหลือเกิน เป็นดาวเด่นที่ส่องแสงจ้าจนใคร ๆ ก็ชื่นชม!”
ย่าอันลูบแก้มอันจิ่วเม่ยอย่างทะนุถนอม ความฝันของเธอเริ่มพุ่งทะยานไกลในหัว หลานสาวได้ลงหนังสือพิมพ์ ต่อไปคงได้ออกทีวีแน่ ๆ แม้จะดูเพ้อฝันไปบ้าง แต่ย่าอันก็เชื่อมั่นในตัวหลานสุดหัวใจ
เธอคิดในใจว่าเธอจะต้องมีชีวิตยืนยาวอีกนานเพื่อเห็นหลานสาวเติบโตไปเป็นดาวดวงใหญ่ที่ส่องแสงอย่างภาคภูมิ!
อันจิ่วเม่ยยิ้มกว้างแล้วโอบกอดย่าอัน “ไม่ว่าหนูจะไปถึงไหน ย่าก็จะเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนูเสมอนะคะ”
“แน่นอนสิจ๊ะ หลานรัก” ย่าอันตอบพลางยิ้มกว้าง สองย่าหลานกอดกันแน่นในบรรยากาศที่อบอุ่น
ทั้งคู่ช่วยกันเตรียมอาหารอย่างสนุกสนาน หลังมื้อเย็นก็รีบลงมือทำน้ำพริกเห็ดสูตรพิเศษ น้ำมันหอมฟุ้งไปทั่วบ้าน โชคดีที่บ้านอยู่ห่างไกลผู้คน ไม่เช่นนั้นคงมีเพื่อนบ้านแวะมาดมกลิ่นหอม ๆ กันเป็นแถว
น้ำพริกเห็ดรสเด็ด สูตรลับฉบับอันจิ่วเม่ย เริ่มด้วยการจัดหนักน้ำมันให้ท่วมกระทะ ทอดเห็ดให้กรอบฟู แล้วโปรยพริกป่นแดงฉ่ำ เติมรสชาติด้วยซอสปรุงสำเร็จลงไป คลุกเคล้าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
เท่านี้ก็เสร็จแล้ว! กลิ่นหอมฟุ้งชวนน้ำลายสอ รสชาติเด็ดจนต้องร้องขอข้าวเพิ่มแน่!
พอทำเสร็จอันจิ่วเม่ยก็ไม่รอช้า ตักใส่ชามใบใหญ่แล้วเดินไปบ้านยวี่เฟยทันที
ยามนี้ฟ้ามืดแล้ว ยวี่เฟยกับพี่สะใภ้กำลังวุ่นอยู่กับการล้างจานชามในครัว ส่วนคนอื่น ๆ นั่งชิลรับลมเย็นสบายในลานบ้าน จู่ ๆ อันจิ่วเม่ยก็โผล่มาพอดิบพอดี เหมือนนัดกันไว้
“ลุงเจี้ยนกั๋ว! ป้าเมิ่งเหยา! หนูเอาของดีมาฝากค่ะ!” อันจิ่วเม่ยร้องทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง “นี่เป็นเห็ดที่หนูกับพี่ยวี่เฟยไปเก็บมาจากภูเขาวันนี้ หนูเลยลองเอามาทำน้ำพริกเห็ดสูตรพิเศษ แล้วก็แบ่งมาให้ลุงกับป้าชิมค่ะ”
แม้จะบอกว่าให้มาหนึ่งชาม แต่ชามนั้นใหญ่เกินกว่าจะเรียกว่าชามธรรมดา อันจิ่วเม่ยใจป้ำใส่ให้แบบไม่หวง ตักน้ำพริกมาแบบจัดเต็มจนชามล้นปรี่ น้ำมันสีแดงฉานแวววาวแทบจะทะลักออกมา
Pchaya
จะได้ออกหนังสือพิมพ์แล้ว เย่