ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 99 คนจากสำนักข่าวท้องถิ่น
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 99 คนจากสำนักข่าวท้องถิ่น
บทที่ 99 คนจากสำนักข่าวท้องถิ่น
“ไม่ต้องห่วงค่ะ หนูรู้จักคนที่หาน้ำมันได้เยอะเท่าที่ต้องการ!” อันจิ่วเม่ยพูดอย่างมั่นใจ ราวกับรู้ทันถึงความกังวลของย่าอัน ทำเอาย่าถึงกับอึ้ง
“ได้สิ ย่าจะทำให้หลานเอง” ย่าอันรับปากด้วยรอยยิ้มเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในความมุ่งมั่นของหลานสาว
อันจิ่วเม่ยยิ้มกว้าง ก่อนจะเสนอด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “งั้นเราทำเต้าหู้ยี้แบบสองรสเลยนะคะ ไหหนึ่งเป็นแบบธรรมดา อีกไหเป็นน้ำมันรสหม่าล่า!”
ย่าอันยิ้มรับพลางพยักหน้า ทั้งสองย่าหลานหัวเราะกันเบา ๆ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น
วันรุ่งขึ้น อันจิ่วเม่ยตั้งใจจะชวนเพื่อน ๆ ไปเก็บเห็ดบนเขาด้วยกัน แต่ดูเหมือนจะมียวี่เฟยเพียงคนเดียวที่ว่างพอจะไปลุยกับเธอได้!
“น้องจิ่วเม่ย ช่วงนี้เธอหายไปไหนมา? ได้ยินข่าวเรื่องซื่อหงกับเพ่ยอิงบ้างหรือเปล่า?”
สองสาวเดินเคียงคู่ขึ้นเขา คุยกันอย่างออกรส เรื่องซุบซิบกลายเป็นหัวข้อร้อนแรงทันที
อันจิ่วเม่ยทำหน้าแปลกใจ ตาเป็นประกาย “หา? ฉันไม่รู้เรื่องเลย! เล่ามาเร็ว มีอะไรน่าตื่นเต้นเหรอ?”
ยวี่เฟยเห็นท่าทางตื่นเต้นของเพื่อนก็หัวเราะคิกคัก “ฮิ ๆ เรื่องนี้กรรมตามสนองชัด ๆ ฟังนะ…”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
ยวี่เฟยเล่าว่าเธอเองก็เพิ่งรู้เรื่องนี้ไม่นาน ตอนที่ขึ้นมาเก็บเห็ดกับชาวบ้าน เรื่องมีอยู่ว่าซื่อหงประสบอุบัติเหตุจนขาหัก ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่บ้านหลายวัน ไม่ได้ออกมารับรู้ข่าวสาร เพ่ยอิงจึงอาสาไปเยี่ยมเพื่อแจ้งข่าวคราวต่าง ๆ ให้
แต่ไม่มีใครรู้ว่าเพ่ยอิงไปพูดอะไรกับซื่อหง ทำเอาคนป่วยถึงกับลุกพรวดจากเตียง กระโจนเข้าใส่เพ่ยอิง ข่วนหน้าจนเป็นรอย พร้อมตะโกนด่าทอว่าไร้ยางอาย อีกทั้งยังขุดคุ้ยเรื่องที่เพ่ยอิงเคยตามจีบหลี่เจียเฟิ่งออกมาประจาน
เสียงอึกทึกครึกโครมดังลั่นบ้านจนเพื่อนบ้านแถวนั้นต่างพากันแอบมองข้ามกำแพง ได้ยินทุกคำพูดแบบไม่ตกหล่น
ซื่อหงนั้นแรงเยอะจนน่าตกใจ เพ่ยอิงสลัดตัวออกมาไม่ได้ สุดท้ายเพื่อนบ้านต้องเข้ามาห้ามศึก แยกทั้งคู่ออกจากกัน
เรื่องนี้ลุกลามไปถึงหูตระกูลหลี่ ลี่เฟยโกรธจัดที่เพ่ยอิงทั้งหลอกใช้ลูกชาย แถมยังหมายปองหลี่เจียเฟิ่งอีก จึงบุกไปจัดการเพ่ยอิงซ้ำอีกระลอก
ลี่เฟยลงมือเสียจนเพ่ยอิงต้องนอนซมอยู่บนเตียงหลายวัน ไม่กล้าโผล่หน้าออกมาให้ใครเห็น
ตอนนี้ตระกูลกวนถึงกับต้องหลบหน้าอยู่แต่ในบ้าน เพราะเมื่อรู้ว่าลูกสาวสุดที่รักก่อเรื่องใหญ่ เรื่องราวอื้อฉาวนี้ก็ดันลามไปถึงผู้นำระดับสูง ทำให้กวนอู๋เจี๋ยต้องสูญเสียตำแหน่งเลขาธิการหมู่บ้านไปอย่างน่าเศร้า
ไม่เพียงแต่เหล่าสะใภ้ตระกูลกวนที่โกรธเคือง แม้แต่พ่อแม่ของเพ่ยอิงเองก็รู้สึกรังเกียจลูกสาวจนไม่แม้แต่จะไปเยี่ยมเธอตอนป่วยเลยทีเดียว!
ลี่เฟยเห็นโอกาสก็ยิ่งกล้าเหยียดหยามและกลั่นแกล้งลูกสะใภ้ทันทีที่มีช่องทาง
อันจิ่วเม่ยฟังเรื่องทั้งหมดจนต้องส่ายหัวด้วยความงุนงง พลางพึมพำว่า “เพ่ยอิงนี่ช่างไม่ฉลาดเลยจริงๆ กล้าไปท้าทายซื่อหงทั้งที่ตัวเองไม่มีอะไรจะไปสู้เขา อีกฝ่ายก็กำลังโกรธจนแทบระเบิด จะหวังดีหรือคิดสู้ ควรดูจังหวะหน่อยสิ!”
“ฮ่า ๆ ใช่เลย!” ยวี่เฟยหัวเราะร่วน “แม่ฉันก็บอกว่าเพ่ยอิงนี่มันโง่ซะจริง ๆ ! แม่ว่าโชคดีนะที่สมัยนี้คนใจดีกันแล้ว ไม่งั้นสมัยก่อนโน่น ทำแบบนี้มีหวังโดนลากไปขังกรงหมูแน่ ๆ เลย!”
อันจิ่วเม่ยได้ยินแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ‘นี่แหละมั้งที่เขาเรียกว่ายุคศักดินา’ แต่ด้วยความที่เธอเป็นสาวสมัยใหม่ เธอก็แค่คิดว่าเพ่ยอิงอาจจะไม่ฉลาดนัก แต่ก็ไม่ถึงกับต้องตายหรอก เธอเลยไม่อยากอธิบายอะไรให้ยวี่เฟย ฟังมากนัก ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น
เมื่อวานฝนเพิ่งตก วันนี้เส้นทางบนเขาเลยเละเทะไปด้วยโคลน เดินยาก! สองสาวจับมือกันปีนป่ายขึ้นเขา เก็บเห็ดได้เพียบ แต่ตอนลงเขานี่สิ ชันกว่าขาขึ้นซะอีก พวกเธอล้มลุกคลุกคลานกันหลายรอบกว่าจะถึงบ้าน
โชคดีที่ไม่มีใครเจ็บ ทั้งคู่ก็มาถึงตีเขาได้อย่างปลอดภัย
“น้องจิ่วเม่ย เห็ดพวกนี้เอาไปเลยนะ บ้านพี่กินไม่หมดหรอก” ยวี่เฟยยื่นตะกร้าให้ “เอาไปทำน้ำพริกเห็ดได้เลย”
ยวี่เฟยเหลือเห็ดไว้บ้านเพียงแค่ชามเดียวให้พอกินมื้อเดียว ส่วนที่เหลือยกให้อันจิ่วเม่ยทั้งหมด ในชนบทที่ไม่มีตู้เย็น เก็บเห็ดไว้ก็ไม่นานนัก และบ้านเธอก็ไม่มีอุปกรณ์ทำน้ำพริกเห็ดด้วย การยกให้จิ่วเม่ยจึงถือเป็นการตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับความช่วยเหลือของเธอ
“ขอบใจนะพี่เฟย!” อันจิ่วเม่ยยิ้มพลางนึกถึงอีกเรื่อง “อ้อ พี่ ลูกหมาที่บ้านหย่านมแล้วใช่ไหม พรุ่งนี้ฉันไปรับได้ไหม?”
ลูกสุนัขน้อยโตไวราวกับติดจรวด! เพียงแค่กินอาหารเองได้ก็พร้อมจะถูกอุ้มไปบ้านใหม่แล้ว
ยวี่เฟยถอนหายใจแล้วตอบ “จริง ๆ หย่านมได้ตั้งแต่สองวันก่อนแล้วล่ะ แต่พ่อยังทำใจไม่ค่อยได้ อยากเก็บไว้กอดอีกสองสามวัน ถ้าไม่อย่างนั้นฉันคงเอาไปส่งให้เธอตั้งแต่วันก่อนแล้ว!”
อันจิ่วเม่ยยิ้มขำ เธอรู้ดีว่าพ่อของยวี่เฟยรักหมาเป็นชีวิตจิตใจ
“งั้นเดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะไปอุ้มเองนะ!” อันจิ่วเม่ยตอบอย่างร่าเริง “ให้ลุงเจี้ยนกั๋วได้เอ็นดูอีกสักหน่อยก็แล้วกัน!”
“ได้เลย ฉันจะรีบกลับไปบอกพ่อเดี๋ยวนี้!” ยวี่เฟยรับปากอย่างกระตือรือร้น จากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันกลับ
บ่ายสามโมงกว่า ๆ อันจิ่วเมย่ไม่ได้นั่งรอเฉยๆ เธอลงมือล้างเห็ดกองโตในลานบ้าน โชคดีที่ย่าอันมาช่วย เพราะมีเห็ดเยอะมากและล้างยากสุด ๆ กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาเหนื่อยหอบไปสองชั่วโมง!
หลังจากนำเห็ดสะอาดไปตาก อันจิ่วเม่ยก็รีบไปทำอาหารเย็น ย่าอันช่วยเด็ดผัก ย่าหลานคู่นี้ทำงานร่วมกันราวกับเป็นคู่หูที่รู้ใจกัน
ทันใดนั้น เสียงตะโกนก็ดังมาจากนอกบ้าน “มีใครอยู่ไหมครับ? นี่ใช่บ้านของสหายอันจิ่วเม่ยใช่มั้ยครับ?”
อันจิ่วเม่ยรีบเช็ดมือแล้ววิ่งออกไปดู เธอเปิดด้วยความสงสัย “ใช่ค่ะ มีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ?…”
ทันทีประตูเปิดออกอันจิ่วเม่ยก็เบิกตากว้าง คนที่มาเคาะประตูบ้านเธอคือหนุ่มหล่อในชุดทำงานสุดเนี้ยบ ราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น!
อันจิ่วเม่ยยืนนิ่ง กะพริบตาปริบ ๆ พลางคิดในใจ ‘นี่มันหน้าตาระดับพระเอกซี่รียส์ที่เธอดูตอนโลกเก่าเลยนะ’
แต่ด้วยความระมัดระวังเธอจึงถามออกไปอย่างสุภาพ “สหายมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?” พลางลอบสำรวจชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า
ชายหนุ่มสวมกางเกงทำงานสีน้ำเงินเข้มพอดีตัว เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดเอี่ยม ทรงผมเนี้ยบกริบ ใบหน้าคมเข้มแต่ดูอ่อนโยน
การแต่งตัวของเขาบ่งบอกว่าเขาเป็นคนในเมืองแน่นอนอย่างแน่นอน อันจิ่วเม่ยรู้สึกใจเต้นตึกตักโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ ขณะรอฟังคำตอบจากชายปริศนาคนนี้
โชคดีที่หนุ่มนักข่าวมีมารยาทดีเยี่ยม เขาแนะนำตัวอย่างกระตือรือร้น
“สวัสดีครับสหายอัน! ผมชื่อเยว่โม่โฉวเป็นนักข่าว มาจากสำนักงานข่าวท้องถิ่น ได้ยินมาว่าสหายได้พัฒนาหมู่บ้านให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านในหมู่บ้านดีขึ้นได้ทั้งหมู่บ้าน ผมเลยอยากจะมาสัมภาษณ์และเขียนบทความเพื่อยกย่องคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของสหาย ไม่ทราบว่าตอนนี้สหายจะสะดวกให้สัมภาษณ์ไหมครับ?”
พูดจบเยว่โม่โฉวควักบัตรประจำตัวออกมาโชว์ให้อันจิ่วเม่ยดูอย่างภาคภูมิ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่มิจฉาชีพปลอมตัวมาหลอกลวง
นี่เป็นโอกาสทองในการเผยแพร่ชื่อเสียงสู่โลกข้างนอก แม้ว่าจังหวะเวลาที่เยว่โม่โฉวมาจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่อันจิ่วเม่ยก็ไม่ปฏิเสธ เธอยิ้มกว้างเชิญเขาเข้าบ้าน เธอเชิญเขาให้นั่งที่ห้องรับรองก่อนจะวิ่งไปรินน้ำมาให้ แล้วพูดอย่างมีน้ำใจ
“สหายเยว่คงเดินทางมาลำบาก ดื่มน้ำก่อนแล้วค่อยสัมภาษณ์นะคะ”
แม้ว่าเยว่โม่โฉวจะขี่จักรยานมา แต่เส้นทางเป็นภูเขาลูกเล็กลูกน้อยเต็มไปหมด แถมบ้านหญิงสาวยังอยู่ไกลกว่าเพื่อน เขาจึงเหนื่อยจนลิ้นห้อย เลยไม่เกรงใจ รีบคว้าแก้วน้ำมาดื่มรวดเดียวหมดพลางกล่าวขอบคุณ
Pchaya
ว้าวน้องจะดังแล้ว