ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 169 กล่าวคำอำลา
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 169 กล่าวคำอำลา
บทที่ 169 กล่าวคำอำลา
คำพูดในจดหมายทำให้อันจิ่วเม่ยรู้สึกใจหาย เธออดคิดถึงเนื้อหาในนิยายต้นฉบับไม่ได้ ในนิยาย หลี่เจียเฟิ่งเคยหายตัวไปในภารกิจสำคัญครั้งหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นหรือตายเพราะเขาไม่ถูกเอ่ยถึงอีกเลยในนิยายต้นฉบับ
ชีวิตของเขาในเรื่องราวนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความโดดเดี่ยว ตระกูลหลี่ที่ควรจะเป็นที่พึ่งพิงกลับเอาแต่เสพสุขจากเงินของเขาโดยไม่เหลียวแล ไร้ความรัก ไร้ความห่วงใย มองเขาเป็นเพียงเครื่องมือในการหาเงินเท่านั้น จนทำให้หลี่เจียเฟิ่งแทบไม่กลัวความตาย
“แต่ฉันเปลี่ยนแปลงเรื่องราวไปแล้ว บางทีชะตากรรมของเขาอาจไม่ต้องจบลงแบบนั้น…” อันจิ่วเม่ยพยายามปลอบใจตัวเอง หวังว่าการเปลี่ยนแปลงที่เธอได้ทำจะส่งผลให้โชคชะตาของเขาเปลี่ยนไปด้วย
หลังจากอ่านจดหมายจบ อันจิ่วเม่ยยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะเล็กในห้อง บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน เธอมองไปรอบ ๆ ห้องด้วยสายตาเหม่อลอย ในหัวเต็มไปด้วยภาพความทรงจำที่พวกเธอและเขาช่วยกันสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา
ภาพหลี่เจียเฟิ่งที่มักจะแบกของหนักหรือคอยซ่อมแซมบ้านด้วยความใส่ใจยังแจ่มชัดในความทรงจำ ตั้งแต่วันที่เขาพาเธอไปจดทะเบียนสมรส แม้จะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความรัก แต่เขาก็ปฏิบัติต่อเธอด้วยความจริงใจและอบอุ่น
ทุกฉบับจดหมายที่เขาเขียนกลับมามักเต็มไปด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเสมอ แม้แต่สิ่งเล็กน้อยอย่างการบอกว่าลมหนาวกำลังมา หรือการแนะนำให้เธอใส่เสื้อหนา ๆ ก็ยังถูกเขียนลงในนั้น ความละเอียดอ่อนเช่นนี้เป็นสิ่งที่อันจิ่วเม่ยซาบซึ้งและจดจำ
เธอหลุบตามองพัสดุและจดหมายที่ยังวางอยู่ตรงหน้า น้ำตาที่กลั้นไว้อย่างหนักแน่นกลับค่อย ๆ ไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
“ฉันยังไม่ได้ไปเยี่ยมคุณเลยในฐานะภรรยาของคุณ…” เธอพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา
ความคิดถึงและความกังวลท่วมท้นในใจ ความจริงในนิยายต้นฉบับกลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง
หลี่เจียเฟิ่ง… ในเรื่องราวเดิม หลังจากที่เขาออกไปปฏิบัติภารกิจครั้งนั้น เขาก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครล่วงรู้ถึงชะตากรรมของเขาอีกเลย
ตระกูลหลี่ ซึ่งเขาเคยส่งเงินให้อย่างซื่อสัตย์มาตลอดชีวิต กลับไม่เคยแสดงความคิดที่จะตามหาเขา ไม่มีแม้แต่ความห่วงใยหรือความรู้สึกที่สมควรจะมีต่อคนที่อุทิศตนเพื่อครอบครัวมาตลอด
แม้ว่าคนในตระกูลจะรู้ดีว่าหลี่เจียเฟิ่งไม่ใช่สายเลือดแท้ ๆ แต่ความเย็นชาและความโลภที่ฝังรากลึกในจิตใจของพวกเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้หลี่เจียเฟิ่งตัดขาดทุกความสัมพันธ์
ไม่มีใครในตระกูลหลี่ที่เขาอยากฝากฝังชีวิตไว้ด้วย แต่ยังมีเพียงคนเดียวที่พยายามฝืนกระแสความเฉยชานั้น หลี่ฉีหมิ่น ลูกชายคนรองของตระกูลหลี่ ได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อออกตามหาน้องชายต่างสายเลือดของเขา แม้จะไร้ข่าวคราวใด ๆ และไม่มีเบาะแสที่จะนำไปสู่หลี่เจียเฟิ่ง
ความพยายามอย่างไม่ลดละของหลี่ฉีหมิ่นกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขาถูกตำหนิจากครอบครัว พ่อแม่ของเขา รวมถึงคนในบ้านใหญ่ ต่างต่อว่าเขาที่มัวแต่ตามหาหลี่เจียเฟิ่งจนละเลยครอบครัวและหน้าที่ในตระกูล
สุดท้ายหลี่ฉีหมิ่นจำต้องยอมแพ้ต่อแรงกดดัน และปล่อยให้ภารกิจตามหาหลี่เจียเฟิ่งต้องจบลงโดยไร้คำตอบ ความเงียบสงัดที่ปกคลุมชะตากรรมของหลี่เจียเฟิ่ง ยังคงเป็นบาดแผลที่หลี่ฉีหมิ่นไม่เคยลืมเลือน
ไม่มีจดหมาย ไม่มีพินัยกรรม ไม่มีชื่อของใครที่เขาอยากฝากฝังชีวิตไว้ด้วย ทุกอย่างที่เคยเชื่อมโยงเขากับตระกูลนั้นถูกเขาตัดขาดอย่างสิ้นเชิง
หลังจากที่หลี่เจียเฟิ่งหายไป ตระกูลหลี่ภาพชีวิตสุดท้ายของเจ้าของร่างเดิมที่ส่งเงินให้ตระกูลหลี่จนหมดตัว กลับต้องจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวและน่าอนาถ ทำให้อันจิ่วเม่ยยิ่งเจ็บปวด
เธอสะอื้นเบา ๆ หัวใจราวกับถูกบีบแน่น
“ฉันเปลี่ยนอะไรได้มากมาย… แล้วทำไมครั้งนี้จะเปลี่ยนไม่ได้ล่ะ?”
เธอพยายามปลอบใจตัวเอง พยายามหาทางออก แม้จะไม่รู้ว่าภารกิจนั้นอันตรายแค่ไหน หรือชะตากรรมของหลี่เจียเฟิ่งจะถูกเขียนไว้ยังไง แต่เธอก็ไม่อาจนิ่งเฉย
หลังจากตั้งสติได้ เธอหยิบกระดาษและปากกาขึ้นมา แม้หลี่เจียเฟิ่งจะเขียนในจดหมายว่าไม่ต้องส่งจดหมายถึงเขา แต่เธอจะเขียนถึงเขาอีกฉบับ
ในขณะที่มือค่อย ๆ จรดปากกาลงบนกระดาษ หัวใจของเธอก็เต็มไปด้วยความตั้งใจ
จดหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้เขารู้ว่า เขายังมีบ้านให้กลับมา ยังมีครอบครัวที่แท้จริงรอเขาอยู่เสมอ
“หลี่เจียเฟิ่ง คุณต้องปลอดภัยกลับมา ฉันจะรอคุณ”
เธอพึมพำเบา ๆ ถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดลงไปในจดหมายทีละคำอย่างประณีต
จากนั้นเธอหยิบเสื้อกันหนาวที่เธอถักเองอย่างตั้งใจออกมา เธอใช้เวลาหลายวันในการเลือกสีและลวดลายที่เหมาะสม เสื้อตัวนี้จะทำให้หลี่เจียเฟิ่งอบอุ่นในช่วงเวลาที่เขาต้องเผชิญกับลมหนาวและความโดดเดี่ยว
“ถ้าคุณอ่านจดหมายนี้ ฉันอยากให้คุณรู้ว่า… คุณไม่ได้อยู่คนเดียว” เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ พลางมองเสื้อกันหนาวในมือ
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น อันจิ่วเม่ยเก็บจดหมายและเสื้อกันหนาวใส่ในกล่องพัสดุอย่างระมัดระวัง ก่อนปิดผนึกให้เรียบร้อย
“คุณต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะคะ” เธอพึมพำอีกครั้งด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง
ในใจของเธอรู้ดีว่า การกระทำเล็ก ๆ นี้อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง แต่เธอเชื่อว่าความห่วงใยและความรักที่แท้จริงจะส่งไปถึงเขา และช่วยให้เขามีกำลังใจในการกลับมาหาเธออีกครั้ง
…
ปี 1966
แม้จะเป็นฤดูหนาว แต่ท้องฟ้ากลับโปร่งใส ลมเย็นพัดเอื่อย ๆ ทั่วหมู่บ้านหนานเทียน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเต้าหู้สดและซอสถั่วลอยตามลมปะปนกับเสียงเครื่องจักรที่ดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย บรรยากาศของหมู่บ้านที่เคยเงียบสงบและเต็มไปด้วยเสียงไถนา บัดนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง โรงงานที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดทั้งสี่แห่งโรงงานเต้าหู้ โรงงานแป้งถั่ว และโรงงานซอสสำเร็จรูป ต่างเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของผู้คน
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลจากความมุ่งมั่นของอันจิ่วเม่ย หญิงสาวที่ไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตตัวเอง แต่ยังเปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน
“ทุกคน ตั้งแถวให้เรียบร้อย!” เสียงหัวหน้ากลุ่มยุวชนดังขึ้นตรงลานนวดข้าว น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักแน่นทำให้เหล่ายุวชนที่เข้ามาทำงานในหมู่บ้านต่างรีบจัดแถวอย่างเป็นระเบียบ
แต่วันนี้ไม่ใช่วันทำงานปกติ เพราะมันคือวันอำลาที่เหล่ายุวชนกำลังจะเดินทางกลับเมืองหลวง เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้า
อันจิ่วเม่ยยืนอยู่ข้างลานกว้าง ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย เมื่อมองเหล่ายุวชนที่เคยเป็นกลุ่มคนแปลกหน้า แต่บัดนี้กลายเป็นส่วนสำคัญของหมู่บ้าน หนึ่งในนั้นคือเว่ยป๋อหลินและกลุ่มของเขา ที่แม้ในตอนแรกจะมีปัญหากันไม่น้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็เรียนรู้ว่าการต่อต้านเธอนั้นมีแต่จะทำให้ชีวิตลำบาก สุดท้ายจึงเลือกที่จะตั้งใจทำงานและปฏิบัติตามกฎอย่างเต็มใจ
แม้แต่ฟางเจียวเหม่ยกับหนิงอวี่หรานที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนไม่เอาถ่าน แต่หลังจากถูกเธอลงโทษอย่างหนักหน่วงจนเปลี่ยนพฤติกรรม
พวกเธอก็กลายเป็นคนเงียบขรึม ตั้งใจทำงานในไร่โดยไม่บ่นซักคำ เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ อันจิ่วเม่ยจึงให้โอกาสทั้งคู่ได้ทำงานในโรงงานเสื้อผ้า แทนที่จะต้องเหน็ดเหนื่อยกลางแดด ทั้งสองต่างรู้สึกขอบคุณและขยันทำงานหนักยิ่งกว่าเดิม
หมิ่นเหลียนซิน หนึ่งในยุวชนหญิง ก้มศีรษะอย่างลึกซึ้งก่อนกล่าวอำลาชาวบ้านด้วยน้ำเสียงจริงจังและซาบซึ้ง
“พวกเราขอขอบคุณผู้นำหมู่บ้าน และทุกคนที่นี่ โดยเฉพาะสหายอันจิ่วเม่ย ที่ให้โอกาสพวกเราได้ทำงานในโรงงาน ทุกคนดีกับพวกเรามาก พวกเราจะไม่มีวันลืมเลย”
อันจิ่วเม่ยมองหมิ่นเหลียนซินด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เธอไม่ค่อยชินกับการได้ยินคำพูดอย่างเป็นทางการแบบนี้เท่าไหร่ โดยเฉพาะจากคนที่เธอมักติวหนังสือด้วยกันจนกลายเป็นเพื่อนสนิทไปแล้ว
Pchaya
1966 หรือ