ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 170 บ้านที่อบอุ่นรอคุณเสม
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 170 บ้านที่อบอุ่นรอคุณเสม
บทที่ 170 บ้านที่อบอุ่นรอคุณเสม
จากนั้น เหล่ายุวชนทั้งหมดก็กล่าวคำขอบคุณพร้อมกัน เสียงดังสะท้อนไปทั่วลานนวดข้าว ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจและความสำเร็จที่พวกเขาร่วมสร้างขึ้น
เหวินฟู่ ผู้นำหมู่บ้าน ก้าวขึ้นไปยืนข้างหน้าอย่างสง่างาม เขาหยิบหนังสือที่หัวหน้ากองยุวชนส่งมาแสดงความขอบคุณในความสำเร็จของหมู่บ้านขึ้นมา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
“สิ่งที่พวกเธอได้รับในวันนี้ ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เป็นผลจากความขยันหมั่นเพียรและความตั้งใจของพวกเธอเอง พวกเธอได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หากเราทำงานอย่างเต็มที่ โอกาสย่อมมาถึงเรา!”
เขามองเหล่ายุวชนที่ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบตรงหน้า ดวงตาเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจก่อนจะกล่าวต่อ
“ตอนนี้ พวกเธอจงกลับไปเตรียมตัวสอบให้ดีที่สุด และหากเมื่อใดที่พวกเธอผ่านพ้นไปได้แล้ว อยากกลับมาช่วยพัฒนาหมู่บ้านของเรา ที่นี่จะต้อนรับพวกเธอเสมอ”
คำพูดของเหวินฟู่ทำให้ลานนวดข้าวเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนที่เสียงปรบมือจะดังขึ้นกึกก้อง เป็นการตอบรับถึงความหวังและคำสัญญาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของยุวชนทั้งหลาย
เสียงปรบมือดังขึ้นกึกก้อง ชาวบ้านที่มาร่วมอำลาเหล่ายุวชนต่างยิ้มอย่างอบอุ่น หลายคนส่งคำอวยพรให้ ก่อนจะแยกย้ายไปจัดเตรียมสัมภาระ
ที่บ้านของอันจิ่วเม่ย บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเศร้าคละเคล้าความอบอุ่น หมิ่นเหลียนซินกำลังกอดย่าอันแน่น น้ำตาไหลพรากอย่างไม่อายใคร
“ฮือ ๆ หนูจะกลับมาเยี่ยมบ่อย ๆ นะคะ คุณย่า” น้ำเสียงสะอื้นของเธอทำเอาอันจิ่วเม่ยที่ยืนมองอยู่ได้แต่ส่ายหัวอย่างอ่อนใจ
ย่าอันกอดหลานสาวที่ไม่แท้สายเลือดอย่างอ่อนโยน น้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อย “ดูแลสุขภาพด้วยนะเหลียนซิน ว่าง ๆ ก็แวะมาเล่นบ้าง หมู่บ้านเรายินดีต้อนรับเสมอ”
เธอลูบศีรษะเด็กสาวเบา ๆ แต่เพียงเท่านั้น หมิ่นเหลียนซินที่เพิ่งหยุดร้องไปไม่นานก็สะอื้นเสียงดังขึ้นมาอีก
อันจิ่วเม่ยถึงกับต้องใช้เวลาปลอบใจอยู่นานกว่าหมิ่นเหลียนซินจะสงบลง ในใจรู้สึกตื้นตันและเศร้าปนเปกันไป เหลียนซินที่เคยเป็นเพียงคนแปลกหน้า ตอนนี้กลับกลายเป็นเพื่อนสนิทของเธออีกคนหนึ่ง
“แล้วปีหน้าเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปถึงไหนแล้ว?” อันจิ่วเม่ยถามพลางช่วยเช็ดน้ำตาให้หมิ่นเหลียนซินที่ยังสะอื้นเบา ๆ
หญิงสาวสูดลมหายใจลึกพยายามตั้งสติ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น “ฉันตั้งใจว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง อยากเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ จะได้กลับมาช่วยพัฒนาหมู่บ้านเหมือนเธอ”
อันจิ่วเม่ยได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาทันที เธอแตะบ่าหมิ่นเหลียนซินเบา ๆ “ดีมากเลยเหลียนซิน ฉันก็เล็งมหาวิทยาลัยปักกิ่งไว้เหมือนกัน อยากเรียนด้านการบริหาร จะได้เอาความรู้มาพัฒนาธุรกิจในหมู่บ้านให้ดียิ่งขึ้น”
ดวงตาของหมิ่นเหลียนซินเป็นประกายทันที “จริงเหรอ? ถ้าอย่างนั้นเราก็จะได้ไปเรียนที่เดียวกันน่ะสิ”
“ใช่ แต่ก่อนหน้านั้นเราต้องสอบให้ติดก่อนนะ” อันจิ่วเม่ยหัวเราะเบา ๆ
หมิ่นเหลียนซินพยักหน้าหนักแน่น “ฮ่า ๆ ฉันจะตั้งใจอ่านหนังสือเต็มที่ จะต้องสอบติดให้ได้!”
“ดีมาก” อันจิ่วเม่ยยิ้มพลางยื่นมือออกไป “งั้นตกลงกันนะ ปีหน้าเราจะเจอกันที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง”
หมิ่นเหลียนซินมองมือของอันจิ่วเม่ย ก่อนจะยื่นมือออกไปจับแน่น “ตกลง พวกเราจะได้เจอกันอีกครั้งที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง!”
ทั้งสองยิ้มให้กันด้วยความตั้งใจและความหวัง บรรยากาศในห้องที่อบอวลไปด้วยความเศร้าเมื่อครู่ กลับเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นที่เต็มไปด้วยเป้าหมายและแรงผลักดันใหม่
หลังจากที่หมิ่นเหลียนซินเดินทางออกจากหมู่บ้าน อันจิ่วเม่ยกลับมายืนอยู่ที่ลานบ้านเพียงลำพัง ลมหนาวพัดผ่าน เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีจากฟ้าสดใสเป็นส้มอมแดงของยามเย็น
ความเงียบสงบในหมู่บ้านที่เคยครึกครื้นด้วยเสียงพูดคุยของเหล่ายุวชนทำให้เธอรู้สึกเหงาขึ้นมาเล็กน้อย
“หลี่เจียเฟิ่งสัญญาแล้ว เขาจะต้องกลับมาแน่นอน… ส่วนฉันเองก็ต้องเดินหน้าต่อไปเหมือนกัน” อันจิ่วเม่ยพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง
เธอเดินกลับเข้าห้อง หยิบกล่องเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักเล็ก ๆ ที่หัวเตียง ในใจรู้ดีว่ามีบางเรื่องที่เธออยากถ่ายทอดถึงคนที่อยู่ห่างไกล เธอจุดตะเกียงน้ำมันให้แสงสว่างอ่อน ๆ ก่อนจะหยิบกระดาษกับปากกาออกมา
“หลี่เจียเฟิ่ง…” เธอเขียนชื่อเขาบนหัวจดหมาย คำพูดมากมายไหลบ่าเข้ามาในหัว เธอรู้ดีว่าเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้อ่านมัน แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะส่งความรู้สึกผ่านตัวอักษร
‘เจียเฟิ่ง… ช่วงนี้หมู่บ้านหนานเทียนเปลี่ยนแปลงไปมาก ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวากว่าเดิม โรงงานทั้งสี่แห่งเริ่มเดินหน้าเต็มกำลัง ชาวบ้านหลายคนที่เคยทำไร่หรือว่างงานก็มีโอกาสได้ทำงานในโรงงาน ตอนนี้ทุกคนมีรายได้เพิ่มขึ้น เด็ก ๆ ในหมู่บ้านก็มีโอกาสได้เรียนหนังสือมากขึ้น คุณย่าบอกว่าเด็ก ๆ เริ่มพูดถึงความฝันกันแล้ว เพราะพวกเขามีทางเลือกมากกว่าเมื่อก่อน… ฉันเองก็อดภูมิใจไม่ได้ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้’
‘วันนี้เหล่ายุวชนที่มาช่วยงานในหมู่บ้านได้เดินทางกลับไปเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้า หมู่บ้านเลยดูเงียบเหงาลงไปบ้าง แต่ทุกคนดูตั้งใจและมุ่งมั่นมาก ฉันเองก็ตัดสินใจว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกัน ตั้งใจไว้ว่าอยากเรียนด้านการบริหาร เพื่อกลับมาพัฒนาหมู่บ้านให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ฉันคิดว่าคุณคงจะภูมิใจในตัวฉันใช่ไหมคะ?’
ปลายปากกาหยุดนิ่งอยู่ชั่วครู่ อันจิ่วเม่ยทอดสายตามองกล่องดนตรีไม้แกะสลักที่วางอยู่เบื้องหน้า ความคิดถึงที่เธอพยายามเก็บซ่อนเอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจพลันปะทุขึ้น
‘อีกไม่นานก็จะถึงปีใหม่แล้ว ปีนี้ฉันหวังว่าจะได้ฉลองปีใหม่กับคุณ ถึงจะรู้ว่าโอกาสนั้นอาจเป็นไปไม่ได้เลย… แต่ฉันอยากให้คุณรู้ว่า ฉันรอคุณเสมอ และไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ขอให้รู้ว่าที่นี่ยังมีบ้านที่อบอุ่นรอคุณกลับมาอยู่เสมอ’
อันจิ่วเม่ยวางปากกาลง มองจดหมายตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน เธอพับจดหมายเก็บใส่ซองอย่างประณีต พร้อมหยิบตราประทับของเธอปิดซอง ก่อนจะเก็บมันไว้ในลิ้นชักเพื่อเตรียมส่งจดหมายนี้ไปถึงปลายทาง
แม้ในใจจะรู้ดีว่าอาจไม่ได้รับคำตอบกลับมา แต่เธอก็ไม่คิดจะยอมแพ้ เพราะสำหรับเธอแล้ว การส่งจดหมายแต่ละครั้งเหมือนการส่งกำลังใจและความหวังให้เขา
“เจียเฟิ่ง คุณต้องปลอดภัย และกลับมาให้ได้” เธอพึมพำเบา ๆ พลางมองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน ที่ดวงดาวพร่างพรายเต็มท้องฟ้า
ดวงดาวเหล่านั้นเปรียบเสมือนความหวังที่เธอไม่เคยปล่อยให้ดับลง แม้จะมีเพียงเธอที่มองหา แต่เธอก็พร้อมจะรออย่างอดทน
เพราะบ้านหลังนี้… จะไม่มีวันสมบูรณ์ หากไม่มีเขากลับมาอยู่เคียงข้าง
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อน ๆ ทอแสงลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง อันจิ่วเม่ยลุกขึ้นจากเตียงด้วยความสดชื่น หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อย เธอเริ่มเตรียมตัวออกไปส่งจดหมายถึงหลี่เจียเฟิ่ง พร้อมทั้งนำแบบเสื้อผ้าที่เธอออกแบบไว้อย่างพิถีพิถันไปส่งให้หัวหน้าโรงงานผ้า
เธอวางจดหมายลงในกระเป๋าสะพายอย่างทะนุถนอม ข้างกันนั้นมีแบบเสื้อผ้าที่วาดด้วยลายเส้นเรียบง่าย ทว่ามากด้วยรายละเอียดที่แสดงถึงความตั้งใจ
อันจิ่วเม่ยยิ้มบาง ๆ พลางเดินออกจากบ้านพร้อมจักรยานคู่ใจ เธอรู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองมีรายได้มากมาย ทั้งจากส่วนแบ่งผลกำไรของโรงงานในหมู่บ้าน และค่าตอบแทนจากการออกแบบเสื้อผ้า
แม้หลี่เจียเฟิ่งจะไม่อยู่ แต่เงินเดือนจากทางกองทัพยังคงถูกส่งมาให้เธออย่างสม่ำเสมอ เป็นเงินจำนวนไม่น้อย ความสม่ำเสมอนี้ไม่เพียงบ่งบอกถึงความรับผิดชอบของเขา แต่ยังทำให้อันจิ่วเม่ยตระหนักว่า ภารกิจของหลี่เจียเฟิ่งต้องเต็มไปด้วยอันตรายและความทุ่มเทมากเพียงใด
ก่อนจะออกไป เธอบอกย่าอันที่นั่งเย็บผ้าอยู่ในบ้านด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “คุณย่าคะ หนูจะเข้าเมืองสักพักนะคะ”
ย่าอันที่กำลังตัดเย็บชุดใหม่สำหรับอันจิ่วเม่ยเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ “ไปเถอะ ขับจักรยานดี ๆ ล่ะ”
งานอดิเรกของย่าอันในช่วงนี้คือการตัดชุดให้หลานสาวอย่างประณีต ด้วยฝีมืออันชำนาญซึ่งเธอถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น