ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 171 ถูกดักกลางตรอกโดยชายฉกรรจ์สองคน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 171 ถูกดักกลางตรอกโดยชายฉกรรจ์สองคน
บทที่ 171 ถูกดักกลางตรอกโดยชายฉกรรจ์สองคน
อันจิ่วเม่ยเข็นจักรยานออกไปหน้าบ้าน ขณะที่เจ้าตูบสามตัวกระดิกหางเดินตามส่งเธออย่างร่าเริง แต่ยังไม่ทันเปิดประตูบ้าน เธอก็เห็นยวี่เฟยเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม มือของอีกฝ่ายถือปิ่นโตไว้
“จิ่วเม่ย เธอจะไปในเมืองเหรอ?” ยวี่เฟยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสดใส
“ใช่ค่ะพี่ กำลังจะไปพอดี พี่มีอะไรหรือเปล่าคะ?” อันจิ่วเม่ยถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอก แม่ฉันทำกับข้าวมาเผื่อให้ย่ากับเธอด้วย” ยวี่เฟยพูดพลางยกปิ่นโตในมือให้ดู
“ขอบคุณมากนะคะพี่ ย่ากำลังตัดชุดใหม่ให้ฉันพอดีเลย ถ้าพี่ว่างจะไปนั่งเล่นกับย่าก่อนก็ได้ค่ะ ฉันจะไปทำธุระในเมือง ไม่นานเดี๋ยวก็กลับ”
ดวงตาของยวี่เฟยเป็นประกายทันที เธอชอบเป็นลูกมือของย่าอัน เพราะฝีมือการเย็บผ้าของย่าอันนั้นประณีตมาก อีกทั้งยังได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ และเห็นแบบเสื้อผ้าสวย ๆ ที่อันจิ่วเม่ยมักจะออกแบบอยู่เสมอ
“ตกลง!” ยวี่เฟยตอบรับโดยไม่ต้องคิด “ยังไงงานในโรงงานเต้าหู้ฉันก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ช่วยคุณย่าสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน”
อันจิ่วเม่ยยิ้มให้ ก่อนจะจูงจักรยานเปิดประตูออกไป ปล่อยให้ยวี่เฟยเดินเข้าไปในบ้านพร้อมปิ่นโตในมือ เสียงพูดคุยสดใสของยวี่เฟยกับย่าอันดังขึ้นจากในบ้าน ขณะที่อันจิ่วเม่ยปั่นจักรยานไปตามทางด้วยความรู้สึกโล่งใจและเบาใจที่ทุกอย่างในหมู่บ้านเป็นไปด้วยดี
เมื่อมาถึงโรงงานผ้า ลุงเฝ้าประตูที่คุ้นเคยกับเธอดีส่งยิ้มทักทายด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
“อ้าว สหายอัน มาแต่เช้าเลยนะ วันนี้เอาแบบใหม่มาส่งอีกหรือเปล่า?”
“ใช่ค่ะลุง วันนี้ฉันตั้งใจเอาแบบใหม่มาส่งให้พี่ซินหรง” อันจิ่วเม่ยตอบยิ้ม ๆ ก่อนจะเดินตรงไปยังอาคาร
เมื่อมาถึงห้องทำงานของพานซินหรง หัวหน้าโรงงานที่เป็นผู้หญิงเก่งและเฉียบขาด อันจิ่วเม่ยเคาะประตูเบา ๆ เพื่อไม่ให้รบกวน
“สวัสดีค่ะพี่ซินหรง” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
พานซินหรงที่กำลังตรวจงานอยู่เงยหน้าขึ้นจากเอกสารด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “สหายอัน มาแล้วเหรอ?”
“ค่ะ ฉันเอาแบบเสื้อผ้ามาส่งให้ค่ะ” อันจิ่วเม่ยพูดพร้อมหยิบแบบออกจากกระเป๋า แล้ววางลงบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย
พานซินหรงรับแบบไปพิจารณาด้วยสีหน้าตั้งใจ เมื่อพลิกดูครบทุกหน้า เธอเงยหน้าขึ้นและยิ้มให้ “แบบพวกนี้น่าสนใจมาก ฉันเชื่อว่าตลาดต้องชอบแน่ ๆ เหมือนผลงานก่อนหน้านี้นั่นแหละ เธอทำได้ดีมากจริง ๆ สหายอัน”
คำชมจากพานซินหรงทำให้อันจิ่วเม่ยรู้สึกภูมิใจ เธอยิ้มรับด้วยความถ่อมตัว “ขอบคุณค่ะ ฉันจะพยายามต่อไป”
“ขอบคุณค่ะ” อันจิ่วเม่ยยิ้มตอบอย่างถ่อมตัว
พานซินหรงเก็บแบบเสื้อผ้าไว้ในแฟ้ม ก่อนจะพูดขึ้นอย่างครุ่นคิด “ว่าแต่… ฉันไม่ได้เจอรองหัวหน้ากงหยางซื่อมาพักใหญ่แล้ว เธอรู้ไหมว่าเขาไปไหน?”
อันจิ่วเม่ยนิ่งไปเล็กน้อย เธอเองก็สังเกตเหมือนกันว่ากงหยางซื่อไม่ได้โผล่มาหาเรื่องเธอเหมือนที่เคย
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่ฉันแปลกใจเหมือนกันที่ไม่เห็นเขามาสักพักแล้ว” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
พานซินหรงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเล่า “จริง ๆ แล้ว กงหยางซื่อถูกเบื้องบนไล่ออกไปแล้วนะ เยี่ยนเอ๋อเป็นคนร้องเรียนว่าเขาประพฤติมิชอบ ทั้งใช้อำนาจในทางที่ผิด รับเงินใต้โต๊ะ และเล่นพรรคเล่นพวก เบื้องบนเลยตัดสินใจปลดเขาออกจากตำแหน่ง”
อันจิ่วเม่ยเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “อย่างนั้นเหรอคะ… ฉันไม่คิดว่าเยี่ยนเอ๋อจะกล้าทำแบบนั้น”
พานซินหรงพยักหน้า “ใช่ ฉันเองก็แปลกใจเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่พอใจกับวิธีที่กงหยางซื่อไล่เธอออกแบบไม่ยุติธรรม เห็นว่าแค้นมากที่รองหัวหน้าไม่เห็นค่าเธอ สุดท้ายเลยเลือกใช้วิธีนี้จัดการ”
อันจิ่วเม่ยฟังแล้วก็เงียบไป เธอคิดในใจว่าเยี่ยนเอ๋อคงต้องการแก้แค้นหลัวลี่เซียน ทว่าผลกระทบดันไปถึงแค่กงหยางซื่อ
“โลกนี้น่ะค่ะหัวหน้า ใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้น” อันจิ่วเม่ยพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ “บางทีเรื่องนี้ก็อาจเป็นบทเรียนสำหรับทุกคน”
พานซินหรงหัวเราะเสียงดัง “จริง เธอพูดถูก เอาล่ะ ฉันไม่รบกวนเวลาของเธอแล้ว ขอบคุณมากที่เอาแบบมาส่ง”
อันจิ่วเม่ยยิ้มรับ “ค่ะ งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”
อันจิ่วเม่ยเดินออกจากโรงงานผ้าด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยพลัง เธอวางแผนไว้ว่าหลังจากนี้จะไปส่งจดหมายถึงหลี่เจียเฟิ่งต่อ มือของเธอลูบสัมผัสซองจดหมายในกระเป๋าอย่างแผ่วเบา ความคิดถึงและความหวังที่ยังคงหล่อเลี้ยงหัวใจของเธอทำให้เธอยิ้มจาง ๆ ออกมา
เธอหยิบจดหมายขึ้นมามอง ก่อนจะนำมาทาบไว้ที่อกเบา ๆ เหมือนที่เคยทำทุกครั้ง “คุณยังอยู่… ฉันเชื่อว่าเราจะได้เจอกันอีก” เธอพึมพำกับตัวเอง
ตราบใดที่ฐานทัพยังไม่มีประกาศว่าเขาเสียชีวิต เธอก็ไม่มีวันยอมให้ความหวังนั้นเลือนหายไป
อันจิ่วเม่ยเดินไปที่จุดรับส่งจดหมายประจำเมือง หย่อนซองจดหมายลงไปในกล่องเหล็กอย่างตั้งใจ ทุกครั้งที่ส่งจดหมาย เธอรู้สึกเหมือนกำลังส่งส่วนหนึ่งของหัวใจไปถึงเขา
หลังจากส่งจดหมายเรียบร้อย อันจิ่วเม่ยเดินทางต่อไปยังบ้านของฟางหรู แม้ภายนอกบ้านยังดูเก่าโทรม แต่ภายในเริ่มมีเฟอร์นิเจอร์ใหม่เล็ก ๆ น้อย ๆ ตกแต่งอยู่ บ่งบอกถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
“สหายอัน! มาแล้วเหรอ?” ฟางหรูเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น เธอถือถาดขนมและน้ำหวานมาด้วย
“สวัสดีค่ะพี่ฟางหรู ฉันแวะมาเอารายการที่มีคนสั่งไว้” อันจิ่วเม่ยกล่าว พลางนั่งลงที่ม้านั่ง
“เดี๋ยวรอฉันสักครู่ ฉันเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว” ฟางหรูกล่าว พลางวางถาดขนมลงบนโต๊ะ “กินขนมรองท้องก่อนสิ นี่ของหวานสูตรใหม่ที่เพื่อนบ้านสอนมา”
อันจิ่วเม่ยยิ้มขอบคุณ ก่อนจะหยิบขนมขึ้นมาชิม “อร่อยมากเลยค่ะพี่ฟางหรู ถ้าทำขายคงมีคนติดใจแน่ ๆ”
ฟางหรูหัวเราะเบา ๆ “ตอนนี้ฉันทำแค่อยากหาอะไรทำนะ”
ทั้งสองพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย อันจิ่วเม่ยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของฟางหรู ขณะที่อีกฝ่ายเล่าถึงชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนไป หลังจากที่เธอนำเสื้อผ้าของอันจิ่วเม่ยไปขาย
“แม้ว่าตอนนี้ทางประเทศยังไม่อนุญาตให้ขายเสื้อผ้าอย่างเปิดเผย แต่การรับรายการก็สร้างรายได้ให้ฉันไม่น้อยเลยนะ ทุกวันนี้มีลูกค้ามาจองล่วงหน้ากันเยอะมาก” ฟางหรูพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ
“ฉันดีใจที่พี่ฟางหรูมีรายได้เพิ่มขึ้นค่ะ” อันจิ่วเม่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม
ฟางหรูเดินไปหยิบสมุดโน้ตที่มีรายการสั่งเสื้อผ้าออกมาส่งให้ “นี่คือรายการที่มีคนสั่งไว้ มีประมาณสิบชุด คงต้องใช้เวลาพอสมควรเลย”
อันจิ่วเม่ยกวาดตามองรายการในสมุด แม้สิบชุดจะเป็นงานที่ใช้กำลังคนไม่น้อย แต่สำหรับเธอที่มีทั้งเครือข่ายและทักษะ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
“ฉันคำนวณดูแล้วค่ะ รายการนี้ใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ เดี๋ยวฉันจะส่งชุดทั้งหมดมาให้พี่ฟางหรูตามกำหนด”
“สองสัปดาห์เหรอ? ได้เลยจิ่วเม่ย ลูกค้าของฉันไม่มีปัญหากับการรออยู่แล้ว” ฟางหรูพยักหน้าด้วยความมั่นใจ
ก่อนหน้านี้ อันจิ่วเม่ยได้ติดต่อกับหลันฮวา ช่างตัดเย็บฝีมือดีในโรงงานผ้า เพื่อขอความช่วยเหลือ หลันฮวาตกลงช่วยตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับออเดอร์ของเธอ โดยมีค่าแรงพิเศษ หรือบางครั้งหลันฮวาก็จะได้รับส่วนลดในการซื้อเสื้อผ้าที่ตัดเองจากโรงงาน
“งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะพี่ฟางหรู แล้วเจอกันครั้งหน้าค่ะ”
ฟางหรูลุกไปหยิบถุงลูกอมส่งให้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เดินทางดี ๆ นะจิ่วเม่ย ไว้เจอกันอีกนะ!”
อันจิ่วเม่ยเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะก้าวออกจากบ้านของฟางหรูพร้อมกับความรู้สึกเบาใจ จากนั้นจึงปั่นจักรยานตรงกลับบ้านทันที
ระหว่างทาง เธอคิดถึงงานที่ต้องทำในวันถัดไป เธอตั้งใจไว้ว่าครั้งหน้า เมื่อเอาผ้ากับแบบเสื้อมาให้หลันฮวา เธอถึงจะแวะไปหาลู่เหอ
อันจิ่วเม่ยปั่นจักรยานออกจากบ้านฟางหรูด้วยหัวใจที่เบิกบาน ทว่าทันทีที่เธอเลี้ยวออกจากซอยเงียบ ๆ ชายฉกรรจ์สองคนพุ่งออกมาขวางทางจักรยานของเธอ หนึ่งในนั้นเป็นชายร่างผอมกะหร่อง ดวงตาจ้องมองเธอด้วยความหื่นกระหาย ส่วนอีกคนรูปร่างกำยำ ใบหน้าประดับด้วยรอยแผลเป็นที่ยาวตั้งแต่โหนกแก้มจรดปลายคาง