ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 172 ซื่อหงเผยโฉม
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 172 ซื่อหงเผยโฉม
บทที่ 172 ซื่อหงเผยโฉม
ยังไม่ทันที่อันจิ่วเม่ยจะตั้งสติได้ ชายร่างผอมก็กระโจนเข้ามาใช้ผ้าปิดปากเธอเพื่อไม่ให้เธอส่งเสียง
ชายร่างผอมรีบปิดปากอันจิ่วเม่ยด้วยผ้า ขณะที่ชายร่างกำยำคว้ากระสอบผ้าขนาดใหญ่จากรถเข็นข้างทาง ทั้งสองคนจัดการยัดร่างของเธอเข้าไปในกระสอบอย่างรวดเร็ว อันจิ่วเม่ยพยายามดิ้นสุดแรง แต่ถูกบังคับจนทำอะไรไม่ได้
“เร็วสิ! อย่าให้ใครมาเห็น” ชายร่างกำยำพูดเสียงดุดัน
อันจิ่วเม่ยที่อยู่ในกระสอบพยายามหายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อสงบสติ และเรียกใช้พลังมิติของเธอ เธอจินตนาการถึงมีดสั้นเล่มหนึ่งที่เก็บไว้ในมิติส่วนตัว มีดสั้นนั้นปรากฏขึ้นในมือของเธอ เธอคลำหาขอบกระสอบด้วยความระมัดระวัง และเริ่มใช้มีดตัดผ้าช้า ๆ เพื่อไม่ให้ชายทั้งสองสังเกตเห็น
“เร็ว ๆ หน่อย เราต้องรีบไปจากที่นี่นะ” ชายร่างผอมเร่งเร้า ขณะชายร่างกำยำแบกกระสอบขึ้นพาดบ่า เดินลึกเข้าไปในซอยเงียบ ๆ
เสียงมีดสั้นเฉือนผ้าดังเบา ๆ อันจิ่วเม่ยกัดฟัน เธอตัดจนกระสอบฉีกพอที่แขนเธอจะโผล่ออกมาได้ ทันทีที่แขนพ้นจากกระสอบ เธอแทงมีดไปที่ด้านหลังของชายร่างกำยำเต็มแรง
“โอ๊ย!” ชายร่างกำยำร้องลั่น ปล่อยกระสอบลงกับพื้นอย่างแรง เขาหันกลับมามองพร้อมตะโกนด้วยความโมโห “ระยำเอ้ย! นังนี่เอามีดมาจากไหนวะ!”
อันจิ่วเม่ยรีบพยายามคลานออกจากกระสอบ เตรียมลุกขึ้นเพื่อวิ่งหนี แต่ไม่ทันไร ชายร่างผอมที่อยู่ใกล้ ๆ เตะมีดในมือของเธอกระเด็นไปไกล ก่อนจะเตะซ้ำเข้าที่กลางลำตัวของเธออย่างแรง
“อั่ก!” อันจิ่วเม่ยจุกจนแทบหายใจไม่ออก ร่างกายของเธอปวดร้าวจนแทบจะควบคุมสติไม่ได้
ชายร่างกำยำลูบแผลที่หลังของตัวเอง เลือดสีแดงสดไหลไม่หยุด เขาพูดเสียงเข้ม “พอแล้ว! ถ้าทำมันมากกว่านี้เดี๋ยวมันจะตายก่อนจะได้ส่งตัว รีบกลับไปทำแผลก่อนที่เลือดฉันจะหมด”
เขาเตะเข้าไปที่กลางลำตัวของอันจิ่วเม่ยอีกครั้งอย่างไม่ปรานี ก่อนจะจับร่างของเธอขึ้นพาดบ่าเหมือนเดิม อันจิ่วเม่ยที่ไร้เรี่ยวแรงขัดขืนทำได้เพียงกัดฟันทนความเจ็บปวด
ในขณะที่ชายทั้งสองกำลังจะเดินไปต่อ พวกเขาก็เหลือบไปเห็นชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งพิงกำแพง สูบฝิ่นด้วยท่าทางเมามาย
ชายร่างผอมกระซิบด้วยความระแวง “จัดการมันไหม? เผื่อมันไปแจ้งตำรวจ”
ชายร่างกำยำมองชายดูฝิ่นด้วยสายตาดูแคลนก่อนจะส่ายหน้า “ไม่ต้อง มันเมาขนาดนั้น คงไม่รู้เรื่องอะไร เสียเวลาหาที่ซ่อนศพ อีกอย่างตอนนี้แผลฉันเลือดไหลไม่หยุด ต้องรีบไปทำแผลก่อน ไม่งั้นฉันตายก่อนจะได้เงิน”
ชายร่างกำยำเดินต่อไปพร้อมร่างของอันจิ่วเม่ยบนบ่า โดยไม่สนใจชายดูฝิ่นอีก ส่วนชายร่างผอมพยักหน้ารับและเร่งเดินตาม
แม้ว่าแผลจากมีดของอันจิ่วเม่ยจะไม่ลึกพอที่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่เลือดที่ไหลไม่หยุดทำให้ชายร่างกำยำเริ่มกระวนกระวาย
“มันไปเอามีดมาจากไหนกัน” ชายร่างกำยำพึมพำอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
ทั้งสองรีบพาตัวอันจิ่วเม่ยมุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมายกับผู้ว่าจ้าง เส้นทางที่เลือกนั้นเปลี่ยวร้างและเงียบสงัด ทิ้งไว้เพียงร่องรอยการต่อสู้
เมื่ออันจิ่วเม่ยลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกแรกที่ถาโถมเข้ามาคือความรู้เจ็บปวดไปทั่วร่าง สายตาของเธอปรับตัวเข้ากับความมืดสลัวในห้องโล่ง ๆ โทรม ๆ ที่เต็มไปด้วยคราบสกปรก ผนังซีดเซียวแตกร้าว และกลิ่นอับชื้นที่ตีขึ้นจมูกจนแทบสำลัก
ร่างของอันจิ่วเม่ยอ่อนแรงลง ภาพตรงหน้าพร่าเลือน เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่กระแทกเข้ามาไม่หยุด ทำให้สติของเธอเริ่มเลือนราง แต่ในใจเธอยังคงฮึดสู้ หวังหาทางรอด
เธอพยายามขยับตัว แต่เพียงเล็กน้อยก็รับรู้ถึงแรงรัดแน่นของเชือกหนาที่พันธนาการเธอไว้กับเสาไม้กลางห้อง เชือกบาดผิวจนรู้สึกเจ็บร้าว
ข้อมือและข้อเท้าถูกมัดแน่นจนไม่อาจขยับได้แม้เพียงนิด ขณะที่ปากก็ถูกอุดด้วยผ้าสกปรกจนพูดอะไรไม่ได้
อันจิ่วเม่ยที่พยายามประคองสติอย่างเต็มที่ ค่อย ๆ ปะติดปะต่อความจริงบางอย่างเข้าด้วยกัน ตลอดเวลาที่ถูกพาตัวมา เธอพยายามนับจำนวนก้าวและคาดคะเนเส้นทางอยู่ในใจ
จนมั่นใจว่าตัวเองยังไม่ได้ถูกพาออกไปนอกเมือง พวกคนร้ายเลือกที่จะซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง และสถานที่แห่งนี้ไม่น่าจะห่างจากบ้านของฟางหรูมากนัก
ในใจเธอเริ่มมีความหวัง แม้จะเลือนรางแต่ก็พอมีแสงสว่างรำไร เธอรู้ว่าฟางหรูอออกจากบ้านเจอจักรยานของเธออาจสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง หากโชคดีฟางหรูจะเป็นคนเดียวที่ช่วยเธอได้ในเวลานี้
“ใจเย็นไว้จิ่วเม่ย…” เธอบอกตัวเองในใจ พยายามสะกดกลั้นความกลัวที่ล้นทะลัก สูดลมหายใจลึกแม้จะรู้สึกอึดอัดจากผ้าที่อุดปากไว้
อันจิ่วเม่ยพยายามสะบัดศีรษะเพื่อเรียกสติที่พร่าเลือนของตนให้กลับคืน เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเข้ามาใกล้ เสียงเปิดประตูดังเอี๊ยดอ๊าดทำให้เธอต้องกลั้นใจมองไปยังทางเข้า
ชายฉกรรจ์สองคนเดินเข้ามาในห้อง ทั้งคู่มีใบหน้าที่เธอจำได้อย่างขึ้นใจ หนึ่งในนั้นเป็นชายร่างผอมบางผิวคล้ำ อีกคนรูปร่างกำยำ ใบหน้าประดับด้วยรอยแผลที่หน้าผาก
สิ่งที่ทำให้อันจิ่วเม่ยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง คือการปรากฏตัวของหญิงวัยกลางคนที่เดินกระเผลกเข้ามาพร้อมไม้เท้า
ซื่อหง!
“ใช่… ฉันเอง!” ซื่อหงแสยะยิ้มเย้ยหยัน ใบหน้าฉายแววเคียดแค้น เมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของอันจิ่วเม่ย “ฉันรอวันนี้มานานเหลือเกิน นังตัวดี! เธอทำชีวิตฉันพังพินาศจนไม่มีชิ้นดี!”
อันจิ่วเม่ยพยายามพูดทั้งที่ถูกมัดปาก เสียงของเธออู้อี้แต่ซื่อหงก็จับใจความได้
ซื่อหงแสยะยิ้ม “อยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะ ฉันจะทำให้เธอเจ็บปวดเหมือนที่ฉันเจอ!”
เธอยกไม้เท้าขึ้นฟาดลงบนใบหน้าของอันจิ่วเม่ยอย่างแรง อันจิ่วเม่ยรู้สึกถึงรสโลหิตที่ริมฝีปาก เธอพยายามดิ้นเพื่อให้หลุด แต่เชือกที่มัดแน่นทำให้เธอไม่มีทางขยับได้
ซื่อหงเดินเข้ามาใกล้ พร้อมแววตาเต็มไปด้วยความแค้น เธอยกไม้เท้าชี้หน้าของอันจิ่วเม่ย “ฉันรอวันนี้มานานมาก เธอทำให้ชีวิตฉันพังยับเยิน ลูกชายฉันโดนตัดสินให้ติดคุกตลอดชีวิต เพราะคำสารภาพของโจรที่เธอส่งไป หมู่บ้านหนานเทียนก็มองฉันเป็นตัวประหลาด!”
ซื่อหงหยุดเพื่อสูดลมหายใจ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด “ขาฉัน…ต้องกลายเป็นแบบนี้ เพราะเธอ!”
ซื่อหงกระชากหัวของเธอแล้วผลักให้กระแทกกับเสาไม้ “รู้ไว้เถอะ ฉันยังไม่จบกับเธอง่าย ๆ!”
“พอได้แล้ว!” ชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่ยืนดูอยู่ตวาดขึ้น “ฉันต้องเอาตัวมันไปส่งลูกค้า เธออย่าทำให้มันเสียโฉมจนราคาตกสิ!”
ซื่อหงหัวเราะเสียงดังอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะถ่มน้ำลายใส่ใบหน้าของอันจิ่วเม่ย “ฉันไม่ทำให้มันพรุนหรอกไม่ต้องห่วง!” เธอพูดพลางยกไม้เท้าขึ้นอีกครั้ง คราวนี้กระชากหัวของอันจิ่วเม่ยแล้วโขกกับเสาไม้เต็มแรง
ในเวลาเดียวกัน…
ฟางหรูที่กำลังเตรียมตัวออกไปทำงานกะบ่าย เดินออกจากบ้านด้วยกระเป๋าเป้ใบเล็กสะพายอยู่บนหลัง ความรู้สึกสบายใจที่ยังคงเหลืออยู่จากการพบปะพูดคุยกับอันจิ่วเม่ยก่อนหน้านี้ ทำให้เธอเดินออกจากบ้านด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มบาง ๆ
ทว่าทันทีที่ก้าวออกมาถึงปากซอย ดวงตาของฟางหรูก็สะดุดกับบางสิ่งที่ทำให้ฝีเท้าของเธอหยุดชะงักกลางคัน
จักรยานสีชมพูคันหนึ่งล้มอยู่กลางถนนในตรอกเล็ก ๆ ตะกร้าไม้ที่ติดอยู่ด้านหน้าหลุดออกมา ข้าวของที่เคยอยู่ภายในตระกร้าก็กระจัดกระจายเกลื่อน ลูกอมเม็ดเล็ก ๆ ซึ่งเคยบรรจุอย่างเรียบร้อยในถุงกระดาษ
ฟางหรูยืนนิ่งชั่วครู่ ก่อนที่ความตกใจจะพุ่งทะลักขึ้นมาในอก เธอจ้องมองจักรยานคันนั้นอย่างตั้งใจ พยายามตรวจสอบว่ามันคือสิ่งที่เธอคิดหรือไม่
“จักรยานของจิ่วเม่ย!” เสียงของฟางหรูหลุดออกมาเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
จักรยานคันนี้ เธอมั่นใจว่าเป็นของอันจิ่วเม่ยแน่นอน! หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว เธอก้าวเข้าไปใกล้จักรยานอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มลงสำรวจด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความวิตก
ฟางหรูยกมือปิดปากตัวเองเมื่อเห็นสภาพรอบข้าง ตะกร้าไม้ข้างจักรยานที่แตกหัก ร่องรอยของการต่อสู้ที่ปรากฏชัดบนพื้นถนน
“ไม่จริง…” ฟางหรูพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงของเธอสั่นไหว ร่างกายแทบไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น “จิ่วเม่ย… จิ่วเม่ยต้องตกอยู่ในอันตราย!”
เธอพยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อรวบรวมสติ แต่หัวใจที่เต้นแรงและความหวาดกลัวที่กัดกินหัวใจทำให้เธอรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุน เธอยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสับสนชั่วขณะ ก่อนจะตั้งสติและเริ่มพิจารณาถึงสิ่งที่ควรทำต่อไป
ใบหน้าของฟางหรูซีดเผือด เธอรู้ว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญในตอนนี้ เธอต้องรีบทำอะไรบางอย่าง