ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 173 ช่วยน้องสาวฉันด้วย!
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 173 ช่วยน้องสาวฉันด้วย!
บทที่ 173 ช่วยน้องสาวฉันด้วย!
ฟางหรูยกมือปิดปากแน่นเมื่อสายตาปะทะเข้ากับภาพรอบข้าง ตะกร้าไม้ที่ตกอยู่ข้างจักรยานซึ่งพังเสียหาย ร่องรอยการต่อสู้ที่กระจายชัดเจนบนพื้นถนน
“ไม่นะ…” ฟางหรูพึมพำ น้ำเสียงของเธอสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ ร่างกายแทบไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นตรงหน้า “จิ่วเม่ย… จิ่วเม่ยต้องตกอยู่ในอันตราย!”
ใบหน้าของเธอซีดเผือด รู้ว่าเวลานี้ไม่สามารถเสียเวลาได้อีก เธอต้องรีบลงมือทำอะไรสักอย่างทันที เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมสติ แต่หัวใจที่เต้นแรงและความหวาดกลัวที่กัดกินจิตใจทำให้รู้สึกเหมือนโลกหมุนเวียนอยู่รอบตัว
ฟางหรูสูดลมหายใจลึกอีกครั้ง พยายามสะกดความหวั่นไหวในใจให้สงบ ก่อนจะรีบยกจักรยานขึ้นแล้วปั่นไปตามถนนในละแวกนั้นอย่างรวดเร็ว พร้อมตะโกนถามผู้คนที่เดินผ่านไปมา
“ใครเห็นผู้หญิงถูกจับตัวไปบ้างไหม! เป็นผู้หญิงผมยาว ใส่ชุดสีฟ้า!”
ผู้คนที่เดินผ่านต่างแสดงท่าทางหลีกเลี่ยง บ้างส่ายหน้า บ้างเลือกที่จะไม่สนใจ เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตราย
ความกังวลในใจฟางหรูเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ เธอเริ่มรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแผนใหม่ทันที เธอตัดสินใจปั่นจักรยานตรงไปยังสถานีตำรวจ ทว่าทางไปกลับเต็มไปด้วยฝูงชนที่เดินขวักไขว่ การปั่นจักรยานอย่างเร่งรีบในสถานการณ์แบบนี้กลับยิ่งเพิ่มอุปสรรค
เมื่อความร้อนใจเข้าครอบงำ ฟางหรูทิ้งจักรยานไว้ข้างทางอย่างไม่ลังเล ก่อนจะออกวิ่งสุดกำลัง
เธอวิ่งไปอย่างลนลาน ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่ก้องสะท้อนในหัวใจที่เต้นระรัว แต่แล้วเธอก็ชนเข้ากับชายคนหนึ่งอย่างแรงโดยไม่ทันระวัง!
“โอ๊ย!” ฟางหรูล้มลงกับพื้นทันที แรงกระแทกทำให้ข้อเท้าของเธอบิดจนรู้สึกเจ็บแปลบ
“สหาย! เป็นอะไรไหมครับ?” เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น
ฟางหรูเงยหน้าขึ้น พบว่าคนที่เธอชนใส่คือชายในชุดทหารเต็มยศ ทันใดนั้นน้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลทะลัก
เธอคว้าชายเสื้อของเขาแน่น พร้อมพูดเสียงสั่น “ช่วยด้วยค่ะ… ช่วยน้องสาวฉันด้วย เธอถูกจับตัวไป ช่วยอันจิ่วเม่ยด้วย!”
ชายหนุ่มชะงักเมื่อได้ยินชื่อ ‘อันจิ่วเม่ย’สายตาของเขาเปลี่ยนไปทันที ราวกับมีสายฟ้าฟาดเข้ามากลางใจ
เขาพยายามควบคุมสติ ก่อนจะเค้นเสียงถามกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “สหายบอกอีกครั้ง… น้องสาวของคุณชื่ออะไรนะ?”
“ฮือ… อันจิ่วเม่ยค่ะ เธอมาหาฉัน เธอมาของกับฉัน แล้วก็หายไป!” ฟางหรูสะอื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม
นายทหารคนนั้นจับไหล่ของฟางหรูแน่น ดวงตาคมปลาบของเขาจ้องตรงมาราวกับพยายามปลุกสติ “สหายมีสติหน่อย!”
ชายหนุ่มในชุดทหารยังคงจับไหล่ของฟางหรูแน่น สายตาเต็มไปด้วยความกังวลและเคร่งเครียด
“สหายเป็นคนที่ไหน?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แต่ทรงพลังจนฟางหรูรู้สึกเหมือนตัวเองถูกตรึงไว้กับพื้น
ฟางหรูสูดลมหายใจลึก เธอพยายามเรียบเรียงคำตอบแม้จะตกใจจนแทบพูดไม่ออก “ฉันเป็นคนในเมืองค่ะ…แต่อันจิ่วเม่ย เธอเป็นคนหมู่บ้านหนานเทียน”
คำตอบนั้นทำให้นายทหารนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขาวาวโรจน์ ก่อนจะถามอีกครั้งด้วยเสียงกร้าว “แน่ใจใช่ไหมว่าชื่ออันจิ่วเม่ย? หมู่บ้านหนานเทียน?”
ฟางหรูพยักหน้าช้า ๆ “แน่ใจค่ะ…”
ชายหนุ่มในชุดทหารยังคงจ้องฟางหรูอย่างเคร่งเครียด ได้ยินชื่อ ‘อันจิ่วเม่ย’ ความกดดันที่เขารู้สึกกลับหนักอึ้งขึ้นไปอีก
ฟางหรูเผลอกลืนน้ำลายอย่างหวั่นใจ ขณะที่สายตาคมกริบของชายหนุ่มตรงหน้าไล่ต้อนเธอให้ตอบคำถามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ทันใดนั้นชายหนุ่ม ชายหนุ่มในชุดทหารพลันหันมองไปยังถนนเบื้องหน้า เขาก้าวยาว ๆ ออกจากขอบทาง แล้วหยุดกลางถนน ยกมือขึ้นเพื่อขวางชายหนุ่มอีกคนที่กำลังปั่นจักรยานผ่านมา
“เฮ้ย! ทำอะไรของคุณ!” คนปั่นจักรยานวัยรุ่นอายุราว 17 ปีร้องตวาดด้วยความตกใจ ท่าทางกระชากจักรยานอย่างไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นเครื่องแบบของผู้ที่ขวางทางพร้อมยศทหารบนบ่า ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นซีดทันที
“ขอโทษครับ!”วัยรุ่นเอ่ยขึ้นเสียงเบาลง
ชายหนุ่มในชุดทหารไม่มีทีท่าว่าจะสนใจคำตวาดก่อนหน้า เขาเดินตรงเข้าไปหา ยื่นธนบัตรหยวนใส่มืออีกฝ่าย “สหาย ผมมีเรื่องต้องขอความช่วยเหลือ คุณช่วยไปส่งสหายหญิงท่านนี้ที่สถานีตำรวจที” เขาชี้มาทางฟางหรู
คนปั่นจักรยานเหลือบมองธนบัตรในมือ ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่อาจปฏิเสธ “ได้ครับ ได้เลย!”
ชายหนุ่มในชุดทหารหันกลับมาทางฟางหรู สายตาของเขาเจือด้วยความเด็ดขาด “สหาย ที่เกิดเหตุอยู่ที่ไหน?”
ฟางหรูพยายามดึงสติกลับมา เธอรีบตอบ “ตรอก 47 ค่ะ เธอเพิ่งแยกกับฉันไม่นาน ฉันคิดว่าพวกมันคงจับตัวเธอไปไม่ไกลแน่”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำ สายตาเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่ “สหายไปที่สถานีตำรวจ บอกให้พวกเขารวบรวมกำลังทั้งหมดมาโดยเร็วที่สุด แล้วถามหาต้าหวัง บอกเขาว่าหลี่เจียเฟิ่งล่วงหน้าไปแล้ว”
ชื่อของหลี่เจียเฟิ่งที่หลุดออกมาจากปากชายหนุ่มทำให้ฟางหรูสะดุ้ง เธอเงยหน้ามองเขาอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ แม้จะยังมีน้ำตาเปื้อนแก้ม แต่คำสั่งเด็ดขาดของชายหนุ่มก็ทำให้เธอไม่มีเวลาเสียสมาธิ
“เข้าใจไหม!” ชายหนุ่มตะโกนเรียกสติอีกครั้ง
“ค่ะ! ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้!” ฟางหรูตอบด้วยเสียงหนักแน่น เธอขึ้นนั่งบนจักรยานที่ชายหนุ่มจัดหาให้ วัยรุ่นที่ยืนรอพยักหน้าให้พร้อมช่วยพาเธอไปยังสถานีตำรวจทันที
ชายหนุ่มในชุดทหารเฝ้ามองจนฟางหรูและจักรยานลับหายไปในสายตา ก่อนจะสูดลมหายใจลึก แล้วหันหลังวิ่งมุ่งหน้าไปยังตรอก 47 โดยไม่ลังเล
หลี่เจียเฟิ่งวิ่งตามเส้นทางที่ฟางหรูบอกไว้จนถึงถนนเล็ก ๆ ดวงตาคมปลาบของเขาเหลือบไปเห็นจักรยานสีชมพูคุ้นเคยที่ล้มอยู่กลางทาง พร้อมตะกร้าไม้ที่แตกหักและลูกอมกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น หัวใจเขาบีบรัดแน่น
หลี่เจียเฟิ่งกัดฟันแน่นจนได้ยินเสียงกรอด ความโกรธพลุ่งพล่านในอก ‘ไอ้พวกโจรระยำ!’ เขาคำรามในใจด้วยความเกรี้ยวกราด
หลังจากกลับมาจากภารกิจลับที่ยาวนานเกือบสองปี หลี่เจียเฟิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติที่ไม่อาจมองข้ามได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเคยฝากจดหมายกับเพื่อนทหารที่เดินทางกลับฐานทัพให้ช่วยส่งไปยังบ้านของอันจิ่วเม่ย
แต่เขากลับไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับจากเธอเลย ด้วยนิสัยที่ใส่ใจและรอบคอบของอันจิ่วเม่ย ทำให้เขามั่นใจว่าต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ทันทีที่ภารกิจเสร็จสิ้น เขาไม่รอช้า รีบยื่นเรื่องขอลาหยุดยาวต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อเดินทางกลับบ้านทันที
การออกไปปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายครั้งนั้น เดิมทีเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะมีชีวิตรอดกลับมา ทว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเขามีอันจิ่วเม่ยในชีวิต
เธอคือคนสำคัญที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังมีเหตุผลที่จะต้องอยู่ เขามีครอบครัว มีคนที่เฝ้ารอการกลับมาของเขา การมีเธออยู่เคียงข้างทำให้เขาต้องรอบคอบและตั้งใจทำภารกิจให้สำเร็จพร้อมกลับมาอย่างปลอดภัย
แต่ใครจะคิดว่าเมื่อเขากลับมาถึงเมือง กลับต้องพบข่าวร้ายที่อันจิ่วเม่ยถูกลักพาตัว! เรื่องบ้าอะไรกัน!
หลี่เจียเฟิ่งรีบคว้าจักรยานขึ้นมาแล้วปั่นสุดกำลัง ร่างกายเต็มไปด้วยความร้อนใจ เขาตะโกนเรียกชื่ออันจิ่วเม่ยไปตลอดทาง เสียงของเขาก้องสะท้อนไปตามตรอกแคบ ๆ
เมื่อมาถึงตรอก 47 หลี่เจียเฟิ่งหยุดปั่นจักรยานทันที ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังร่องรอยที่ทิ้งไว้เบื้องหน้า ตะกร้าไม้ที่แตกกระจาย เศษข้าวของที่หล่นเกลื่อน และลูกอมเม็ดเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นปูน เขาก้าวลงจากจักรยานอย่างรวดเร็ว สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ด้วย
ทันใดนั้น สายตาของเขาสะดุดเข้ากับตรอกแคบที่แยกตัวออกจากถนนหลัก ความมืดมิดที่ปกคลุมตรอกเปลี่ยวทำให้บรรยากาศยิ่งน่าวังเวง สัญชาตญาณบอกให้เขาเดินเข้าไปสำรวจ หลี่เจียเฟิ่งจอดจักรยานไว้ข้างทาง ก่อนจะมุ่งหน้าตรงเข้าไปในตรอกอย่างไม่ลังเล
Pchaya
เจียเฟิ่งมาแล้ว