ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 42 แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 42 แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า
บทที่ 42 แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า
หลายวันผ่านไป ซื่อหงยังคงจนปัญญา น้ำตาเหือดแห้งแต่ชะตากรรมไม่เปลี่ยนแปลง เธอจำต้องกลับบ้านไปด้วยหัวใจที่แตกสลาย โดยไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ความหวังเหลือเพียงเศษเสี้ยว
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นทันทีที่ซื่อหงก้าวเข้าหมู่บ้าน ราวกับฝูงแมลงวันที่บินว่อน เธอรู้สึกเหมือนถูกสายตาทุกคู่จ้องมองด้วยความรังเกียจ
ความโกรธแค้นพลุ่งพล่านในอกของเธอ ขาก้าวยาว ๆ มุ่งตรงกลับบ้านอย่างรวดเร็ว ราวกับต้องการหนีจากสายตาและคำนินทาเหล่านั้น
ที่บ้านย่าอันนั่งอยู่เพียงลำพัง สายตาจับจ้องไปที่ซื่อหงผู้ดูอิดโรยราวกับคนแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า ความห่วงใยผุดขึ้นในใจ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก…
“พอใจแล้วใช่ไหมยายแก่?” ซื่อหงระเบิดอารมณ์ใส่ เสียงของเธอแหลมสูงด้วยความโกรธ
“ลูกชายฉันติดคุกสมใจแกหรือยัง! แกทำร้ายฉันขนาดนี้ ฉันจะไม่ปล่อยให้แกสบายแน่!” เธอตวาดลั่น น้ำตาเริ่มคลอเบ้าตาของซื่อหง
“แล้วหลานสาวตัวดีของแกด้วย นังนั่นไม่ใช่คนดีอย่างที่เห็นหรอก ระวังหลานสาวแกไว้ให้ดี สักวันแกจะเจอเหมือนที่ฉันเจอแน่! รอดูเถอะพวกแก!” คำพูดสุดท้ายของซื่อหงเหมือนคำสาปแช่งที่ส่งผ่านความเจ็บปวดของเธอไปยังคนอื่น
เสียงประตูปิดดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับเสียงฟ้าผ่าลงมากลางห้อง ทำเอาคุณย่าอันสะดุ้งสุดตัว เหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นเต็มแผ่นหลังหญิงชรา ความลับที่เธอปิดซ่อนไว้กำลังจะถูกเปิดเผย!
เธอต้องหาทางปิดปากซื่อหงให้ได้!
ตกบ่าย ขณะที่อันจิ่วเม่ยกําลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นในครัว เสียงมีดสับผักดังเป็นจังหวะ คุณย่าอันก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากห้อง สายตาเหลือบมองประตูห้องของซื่อหงที่ปิดสนิท ราวกับกำลังระแวงว่าจะมีใครแอบฟัง
“จิ่วเม่ย หลานมานี่หน่อย”เสียงของย่าอันดังขึ้น พร้อมมือที่โบกเรียก ราวกับกำลังจะบอกความลับบางอย่าง น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกังวล
อันจิ่วเม่ยวางมือจากงาน เดินตามคุณย่าเข้าไปในห้องด้วยความสงสัย สีหน้าของคุณย่าดูจริงจังผิดปกติ บรรยากาศรอบตัวพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“ฟังให้ดีนะจิ่วเม่ย” ย่าอัน กระซิบเสียงเบา สายตามองไปรอบ ๆ ราวกับกลัวว่าจะมีใครแอบฟัง
“เรื่องของอันตงหยางคราวนี้ คงไม่จบง่ายๆ หรอกนะ ซื่อหงไม่ปล่อยหลานไว้แน่ ย่าเป็นห่วง” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
อันจิ่วเม่ยขมวดคิ้ว รู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ ในน้ำเสียงของคุณย่า ราวกับมีความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่
“ช่วงนี้หลานควรระวังตัว อย่าไปยั่วโมโหเธอ อย่าขัดใจเธอ” ย่าอันยังคงกำชับต่อ สายตาจ้องมองหลานสาวอย่างจริงจัง
“รอให้บ้านใหม่ของพวกหลานสร้างเสร็จ แล้วก็รีบย้ายไปอยู่ที่นั่นเถอะ จะได้ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเธอมาก”
คำพูดสุดท้ายของย่าอัน ทำให้ความสงสัยในใจอันจิ่วเม่ยก็ยากที่จะข่มกลั้นได้อีกต่อไป เธอตัดสินใจถามออกไปตรง ๆ
“ย่ามีเรื่องอะไรที่พูดไม่ได้หรอคะ? ย่าบอกหนูได้ไหม?”
ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าเหี่ยวย่นของย่าอัน หญิงชราถอนหายใจยาว หลบสายตาของหลานสาว ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่มีอะไรหรอก มันไม่ได้สำคัญอะไร”
อันจิ่วเม่ยหรี่ตามองย่า ความสงสัยเริ่มก่อตัวเป็นภูเขาลูกใหญ่ในใจ แต่ก็พยายามเก็บอาการ
“คุณย่าไม่ต้องกลัวนะคะ ถ้าซื่อหงยังกล้ามาหาเรื่องหนูอีก หนูจะจัดการเธอเองค่ะ ไม่ต้องห่วง” เธอพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ พยายามทำให้ย่าสบายใจ
ย่าอันคว้ามือเล็ก ๆ ของอันจิ่วเม่ยมากุมไว้แน่น มือที่เหี่ยวย่นสั่นเทาเล็กน้อย
“จิ่วเม่ย หลานแค่เชื่อฟังย่าก็พอแล้ว อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับซื่อหงอีก เข้าใจไหม? ย่าทำทุกอย่างก็เพื่อหลาน” น้ำเสียงสั่นเครือ บ่งบอกถึงความกังวลอย่างสุดซึ้ง
อันจิ่วเม่ยขมวดคิ้วแน่น ความหงุดหงิดเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ความสงสัยถาโถมเข้าใส่หัวของอันจิ่วเม่ยราวกับเขื่อนแตก แม้เธอจะเคยอ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อน
แต่ใครมันจะไปรู้ ‘เบื้องลึกเบื้องหลัง’ ของตัวประกอบกันล่ะ! คนเขียนเขายังไม่อยากใส่ใจ แล้วทำไมเธอต้องมาปวดหัวกับมันด้วยเนี่ย!?
ยิ่งคิด อันจิ่วเม่ยก็ยิ่งหงุดหงิด เหมือนดูหนังสืบสวนสอบสวน แต่ดันถูกตัดจบก่อนเฉลยปมปริศนา มันค้างคาใจสุด ๆ อันจิ่วเม่ยได้แต่โอดครวญอยู่ในใจอย่างคนหัวเสีย
“คุณย่าคะ” อันจิ่วเม่ยเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หนูเข้าใจว่าคุณย่าเป็นห่วงหนู แต่ถ้าคุณย่าไม่บอกหนูว่ามันเกิดอะไรขึ้น หนูจะป้องกันตัวเองได้ยังไงคะ?”
“จิ่วเม่ย เรื่องบางเรื่อง… ย่าก็ไม่อยากให้หลานรับรู้หรอก มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ หลานแค่เชื่อคำพูดของย่าก็พอ” ย่าอันตอบเสียงเบา พยายามบ่ายเบี่ยง
อันจิ่วเม่ยมองย่าอย่างไม่เข้าใจนัก แม้ในใจจะโมโหขนาดไหน แต่เธอก็เหนื่อยเกินที่จะคาดคั้นเอาคำตอบแล้ว
อันจิ่วเม่ยเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ และคิดในใจว่าคงต้องหาเวลาสืบเรื่องนี้เองทีหลัง
เห็นท่าทางของหลลานสาว ย่าอันก็ถอนหายใจโล่งอก แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความกังวล บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน มือเหี่ยวย่นประคองมือของอันจิ่วเม่ยไว้หลวม ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“จิ่วเม่ย ย่ารู้ว่าหลานต้องอดทนมาก รอแค่ย้ายออกไปทุกอย่างจะดีขึ้นเอง แล้วนี่การสร้างบ้านเป็นยังไงบ้างจ๊ะ?”
“สร้างไปได้เยอะแล้วค่ะย่า ถ้าไม่มีปัญหาอะไรอีกสิบกว่าวันน่าจะเสร็จ” อันจิ่วเม่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม
ในยุคนี้มีแค่ก่ออิฐเป็นห้องเล็ก ๆ สักสองสามห้องก็อยู่ได้อย่างสบายแล้ว
พวกเขาเลยตัดสินใจซื้ออิฐสำเร็จรูปมาใช้ สะดวกกว่าลงมือทำเองตั้งเยอะ ประหยัดทั้งเวลา แรงงาน แถมยังได้งานเร็วทันใจอีกต่างหาก ตอนนี้โครงสร้างบ้านก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้ว
พอเห็นคุณย่าอันเปลี่ยนเรื่องคุย อันจิ่วเม่ยไม่ได้ซักไซ้ไล่เรียงอะไรต่อ เธอคุยกับย่าสัพพักก่อนจะขอตัวไปเตรียมอาหารเย็นต่อ
ตกดึก ความมืดปกคลุมทั่วบ้านตระกูลอันในยามดึกสงัดเช่นนี้ ทุกคนต่างหลับใหลอย่างสนิท ยกเว้นร่างหนึ่งที่กำลังย่องเบาเดินออกจากห้องตัวเอง
ซื่อหงเดินอย่างแผ่วเบา เธอมุ่งหน้าไปยังห้องครัวที่จมอยู่ในความมืด เสียงท้องร้องโครกครากดังขึ้นราวกับสัญญาณเตือนภัย ทำให้เธอต้องหยุดชะงักชั่วขณะ หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครได้ยิน เธอจึงเดินต่อ ความหิวโหยบีบรัดท้องของเธอ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยไฟแห่งความแค้นที่ลุกโชน ภาพของลูกชายที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกผุดขึ้นมาในหัว ยิ่งทำให้ความโกรธแค้นพลุ่งพล่าน
ซื่อหงทรุดตัวลงบนเก้าอี้ในครัว เสียงไม้ลั่นเบา ๆ ทำให้เธอสะดุ้ง แต่แล้วก็ผ่อนลมหายใจเมื่อรู้ว่าไม่มีใครตื่น เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“นังจิ่วเม่ย ถ้าแกช่วยลูกฉันแต่แรก เขาก็ไม่ต้องทนทรมานในกรงบ้า ๆ นั่นหรอก!”
ดวงตาของซื่อหงวาววับในความมืด เธอจ้องมองไปยังความว่างเปล่า ครุ่นคิดถึงแผนการแก้แค้นที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ เธอรู้ดีว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ต้องรอจังหวะ รอให้ทุกอย่างลงตัว
“อันจิ่วเม่ย” เธอพึมพำชื่อนั้นออกมาอย่างชิงชัง “ชาติกำเนิดของแก…นั่นแหละ คือจุดอ่อนที่จะทำลายนังเด็กอัปรีย์อย่างแก!”
รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏบนใบหน้าของซื่อหง แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างสะท้อนกับฟันขาวของเธอ ทำให้ดูน่ากลัวยิ่งขึ้น
ซื่อหงลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ เธอเปิดตู้กับข้าวอย่างระมัดระวัง เธอหยิบอาหารเย็นที่เหลือออกมา กัดกินอย่างตะกละตะกลามราวกับกำลังกลืนกินความแค้นของตัวเอง
“ฉันจะต้องลากเธอลงน้ำให้ได้!” เธอคิดอย่างมุ่งมั่น พลางเคี้ยวอาหารในปากอย่างสะใจ แต่ละคำที่กลืนลงคอเหมือนเป็นการย้ำเตือนถึงแผนการอันชั่วร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น