ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 43 คำพูดที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 43 คำพูดที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้
บทที่ 43 คำพูดที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้
หลังจากอิ่มท้อง ซื่อหงก็รีบเก็บร่องรอยทุกอย่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะย่องกลับขึ้นไปบนห้องนอนของตน ซื่อหงทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างอ่อนล้า ภาพของลูกชายที่ดูเศร้าสร้อยอยู่ในห้องเล็ก ผุดขึ้นมาในหัวเป็นภาพซ้อน
ซื่อหงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มือเหี่ยวย่นลูบใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยอย่างเหนื่อยอ่อน ภาระหนี้สินที่กดทับ เธอต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ แล้วยังจะมีเรื่องแต่งของเพ่ยอิง
“แต่จะทำยังไงดีล่ะ…” ซื่อหงพึมพำกับตัวเองอย่างสิ้นหวัง
เพ่ยอิง ป็นถึงลูกสาวของเลขาธิการหมู่บ้าน ผู้มีอิทธิพลที่สุดในแถบนี้ หากซื่อหงทำอะไรบุ่มบ่ามโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่เพียงแต่จะไม่สำเร็จ แต่อาจนำมาซึ่งหายนะอย่างใหญ่หลวง ชีวิตของเธอก็อาจไม่ปลอดภัยในหมู่บ้านนี้อีกต่อไป
ทันใดนั้นเอง ประกายความคิดเจ้าเล่ห์ก็แล่นวาบขึ้นในหัวของซื่อหง ใช่แล้ว! เธอก็แค่หาคนมารับโทษแทน
ซื่อหงรำพึงกับตัวเองอย่างมาดร้าย “แล้วใครจะเหมาะสมไปกว่านังจิ่วเม่ย อีกล่ะ!?”
เช้าวันรุ่งขึ้น…
เสียงฮัมเพลงอันร่าเริงของซื่อหง ดังลอยมาพร้อมกับภาพหญิงชราผู้กวาดลานหน้าบ้านด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
“…” อันจิ่วเม่ยที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนถึงกับอ้าปากค้าง มองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึง
“ป้านี่ไปกินอะไรผิดมาหรือเปล่า?” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ทันทีที่เห็นอันจิ่วเม่ย ซื่อหงก็รีบวางไม้กวาดลง แล้ววิ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “จิ่วเม่ย ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ รีบไปล้างหน้าล้างตาแล้วมากินบะหมี่สิ ฉันทำไว้ในครัว”
อันจิ่วเม่ยได้แต่ยืนนิ่ง มองการกระทำของซื่อหงราวกับคนเบลอ ๆ เธอเพิ่งตื่นนอนก็จริง แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ามันชวนสะดุ้งตื่นเต็มตาเสียยิ่งกว่า
‘วันนี้พระอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกแน่ ๆ ’ เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความสงสัย
ลางสังหรณ์ของอันจิ่วเม่ยว่าบอกเรื่องแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นกับซื่อหงตอนนี้ ย่อมต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่เบื้องหลังแน่ อันจิ่วเม่ยไม่เชื่อสักนิดว่าซื่อหงจะกลับตัวกลับใจได้ง่าย ๆ
ไหนจะเรื่องที่เธอปฏิเสธที่จะช่วยเหลืออันตงหยางอีก คนอย่างซื่อหงที่เคยเกลียดเธอเข้าไส้ ต้องแค้นฝังหุ่นแทบกระอักเลือดอยู่แล้ว อยู่ ๆ จะมาทำดีด้วย ยิ้มหวานให้ราวกับเป็นญาติสนิทมิตร ไม่มีแผนร้ายซ่อนไว้ในใจ ฮึ คิดว่าเธอจะเชื่อรึไง!
หลังล้างหน้าล้างตาเสร็จ อันจิ่วเม่ยก็เดินเข้าครัวด้วยสีหน้าครุ่นคิดพลางบ่นกับหลี่เจียเฟิ่ง ที่เดินตามมาติด ๆ ว่า
“ถ้าไม่เสียดายข้าวสุก ฉันก็ไม่อยากแตะต้องอาหารที่ซื่อหงทำหรอกนะ กลัวจะโดนวางยาซะมากกว่า”
“เธอคิดมากไปแล้ว” หลี่เจียเฟิ่งตอบพลางยิ้มมุมปากอย่างกรุ้มกริ่ม แล้วคีบเส้นบะหมี่เข้าปากคำโต พร้อมกับวิเคราะห์รสชาติบะหมี่ตรงหน้า
‘อืม… แช่น้ำซุปนานไปหน่อยเส้นเลยเละไปนิด รสชาติก็…’ หลี่เจียเฟิ่งคีบบะหมี่เข้าปากพลางนึกเปรียบเทียบฝีมือการทำบะหมี่ของหญิงสาวตรงหน้าที่เคยทำให้เขากิน ‘…ยังห่างไกลจากฝีมือจิ่วเม่ย’ เขาสรุปในใจเงียบ ๆ
“ทำไมคุณถึงมั่นอกมั่นใจขนาดนั้นล่ะ?” อันจิ่วเม่ย อดสงสัยไม่ได้ จึงถือชามเข้าไปใกล้ ๆ เขา
หญิงสาวขยับเข้ามาใกล้ จนหลี่เจียเฟิ่งสามารถมองเห็นขนอ่อน ๆ บนใบหน้าเนียนใสของเธอได้อย่างชัดเจน หัวใจของเขาเต้นรัวขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
สาวน้อยจ้องมองเขาด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น มุมปากยังมีรอยยิ้มซุกซนแฝงอยู่ ลักยิ้มสองข้างแก้มช่างน่าเอ็นดูเสียจริง
สบตากันชั่วอึดใจ หลี่เจียเฟิ่งนึกถึงความฝันที่ทำให้เธอหัวเราะคิกคักโดยไม่รู้ตัวทุกคืน รู้สึกว่ามีบางอย่างในอกกำลังจะทะลักออกมา จึงรีบเบนสายตาหนีไปทางอื่น
เขาพยายามสงบจิตใจตัวเองลง ก่อนจะอธิบายให้อันจิ่วเม่ยฟัง “อันตงหยาง แค่ติดคุกเท่านั้น เขาไม่ได้ตายซะหน่อย แม่เลี้ยงของเธอคงไม่กล้าทำอะไรบ้า ๆ ขนาดนั้นหรอก”
ดวงตากลมโตของอันจิ่วเม่ยกะพริบปริบ ๆ ก่อนที่สมองจะประมวลผลเสร็จและร้องออกมาดังลั่น “อ๋อ…อย่างนี้นี่เอง”
อันตงหยางแค่ติดคุกไม่กี่ปีก็ลอยนวลออกมาได้ แต่ถ้าซื่อหงลงมือใส่ยาพิษในบะหมี่ นั่นอาจถึงขั้นโดนประหารชีวิต! แล้วลูกชายคนโตสุดที่รักของเธอที่ติดคุกอยู่จะทำยังไง? ไม่มีใครคอยดูแลเขาสิ!
พอคิดได้แบบนี้ อันจิ่วเม่ยรู้สึกว่าบะหมี่ในชามพลันส่งกลิ่นหอมฉุยขึ้นมาทันที เธอจึงซดน้ำซุปและคีบเส้นเข้าปากอย่างรวดเร็ว
อันจิ่วเม่ยกำลังจะตักคำที่สองเข้าปาก แต่จู่ ๆ สายตาของเธอก็สะดุดกับภาพที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น
ย่าอันยืนอยู่ที่ประตู มือข้างหนึ่งถือไม้เท้า อีกข้างกำมีดพร้าแน่น บนหลังสะพายตะกร้าสาน ท่าทางเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอก ความกังวลและความกลัวพุ่งขึ้นมาในใจของอันจิ่วเม่ยทันที
“คุณย่า!” เสียงร้องดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างของอันจิ่วเม่ยพุ่งออกจากเก้าอี้ ทำให้หลี่เจียเฟิ่งที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ต้องรีบลุกตามด้วยความตกใจ เขาวิ่งตามหลังอันจิ่วเม่ยไปติดๆ
“คุณย่า! เช้า ๆ แบบนี้จะรีบไปไหนคะ? ทำไมไม่กินบะหมี่ก่อนล่ะคะ?” อันจิ่วเม่ยถามพลางมองจ้องมีดพร้าในมือของย่าอันอย่างหวาดระแวง กลัวว่าเธออาจพลาดทำร้ายตัวเองโดยไม่ตั้งใจ
ย่าอันยิ้มเขิน ๆ แล้วพูดว่า “ย่าไม่หิวหรอก พวกหนูกินกันเถอะ ย่าว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำ เลยคิดจะไปหาหน่อไม้มาดองสักหน่อย จะได้เอาไว้กิน แล้วก็เอาไปขายหรือแลกของกลับมา”
คำพูดของคุณย่าทำให้อันจิ่วเม่ยนึกย้อนไปถึงความทรงจำในวัยเด็ก สมัยที่ย่าอันยังสาว ๆ ฝีมือการทำอาหารของเธอเป็นที่เลื่องลือไปทั่วหมู่บ้าน
โดยเฉพาะหน่อไม้ดองที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร แม้วิธีการจะไม่ยุ่งยาก แต่รสชาติกลับอร่อยจนใครได้ลองต้องติดใจ ทุกครั้งที่ย่าทำมักจะขายดิบขายดีราวกับแจกฟรี ช่วงนั้นรายได้จากการขายหน่อไม้ดองช่วยให้ครอบครัวมีเงินใช้ไม่ขาดมือ
แต่แล้ววันเวลาก็ผ่านไป ร่างกายที่ชราภาพลงทำให้ย่าอันทำอะไรได้น้อยลง… ทว่าจู่ ๆ วันนี้ เธอกลับมีไฟอยากจะออกไปหาหน่อไม้อีกครั้งงั้นเหรอ?
อันจิ่วเม่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอพูดออกมาด้วยความเป็นห่วง “คุณย่า อายุปูนนี้แล้ว อยู่บ้านสบาย ๆ ดีกว่านะคะ ไม่ต้องไปทำอะไรให้เหนื่อยหรอก หนูเลี้ยงย่าได้สบายมาก…”
พูดไปได้ครึ่งทาง อันจิ่วเม่ยก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ เธอหยุดชะงัก สายตาจับจ้องใบหน้าของคุณย่าอันอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หรือว่า… ย่าอยากทำเพราะจะไปช่วยซื่อหง?”
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไป แววตาของคุณย่าอันวูบไหว ใบหน้าเหี่ยวย่นขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอาย
หญิงชราก้มหน้างุด พยายามหลบสายตาคมกริบของหลานสาว แต่ก็ยังพยายามแก้ตัวเสียงอ่อย
“อัน… อันตงหยางก็เป็นหลานชายของย่าเหมือนกัน…”
อันจิ่วเม่ยยืนนิ่ง มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความโกรธและความน้อยใจพลุ่งพล่านอยู่ในอก เธอสูดลมหายใจลึก พยายามควบคุมอารมณ์ แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับสั่นเครือด้วยความรู้สึกที่อัดอั้น
“อันตงหยางเขาทำตัวเขาเองนะคะ! แล้วสิ่งที่ซื่อหงทำกับเราล่ะคะ ย่าลืมหมดแล้วงั้นเหรอ? ตอนนี้ย่ายังจะช่วยเธออีกเหรอคะ?”
หลี่เจียเฟิ่งยืนเงียบ ๆ รู้สึกถึงความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวขึ้น เขาอยากจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อบรรเทาสถานการณ์ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
ย่าอันเงยหน้าขึ้นมองหลานสาว ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าและความรักที่ไม่อาจปิดบังได้
ริ้วรอยบนใบหน้าของเธอดูลึกขึ้นในยามนี้ ราวกับว่าน้ำหนักของความลับและการตัดสินใจที่ยากลำบาก ได้กดทับลงบนร่างกายที่ชราภาพ
“จิ่วเม่ย… ย่ารู้ว่าหนูโกรธ ย่าเข้าใจ” เสียงของย่าอันสั่นเครือ
“แต่อันตงหยางก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา ไม่ว่าเขาจะทำผิดอะไร เราก็ไม่อาจทอดทิ้งเขาได้”
‘อันจิ่วเม่ย ย่าขอโทษ…’ คำพูดนี้ติดอยู่ในลำคอของย่าอัน เป็นคำพูดง่าย ๆ ที่เธอไม่อาจเอ่ยออกมาได้ หญิงชรามองหลานสาวด้วยสายตาอ่อนโยนที่เจือปนไปด้วยความรู้สึกผิด ลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นซ่อนความกังวลและความกลัวเอาไว้
Pchaya
อันตงหยางเป็นหลานแท้ๆของคุณย่าอันแต่จิ่วเม่ยเป็นใครไม่รู้ที่ย่าเลี้ยงมา