ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 44 แล้วความรู้สึกของฉันล่ะ?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 44 แล้วความรู้สึกของฉันล่ะ?
บทที่ 44 แล้วความรู้สึกของฉันล่ะ?
ความกลัวแล่นริ้วไปทั่วสันหลังของย่าอัน ถ้าซื่อหงจนตรอกจริง ๆ เธออาจจะเปิดเผยความลับทั้งหมด แล้วจิ่วเม่ยจะต้องตกที่นั่งลำบากแน่ ๆ
วิธีที่จะปิดปากซื่อหงได้คงมีเพียงวิธีนี้ เธอต้องหาทางช่วยเหลือซื่อหงไว้ แม้จะต้องแลกด้วยความเข้าใจผิดของหลานสาวก็ตาม
อันจิ่วเม่ยเม้มปากแน่น ดวงตาฉายแววของความโกรธและความผิดหวังที่ไม่อาจปิดบังได้ เธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขมขื่น
“ทำไมย่าจำแต่บุญคุณ แต่ไม่จดจำความชั่วของเขาเลย!”
อันจิ่วเม่ยหยุดชั่วครู่ สูดหายใจลึก ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาลงกว่าเดิม
“หรือบางที…ความผิดของสองแม่ลูกนั่น ไม่ใช่ว่าย่ามองไม่เห็น แต่เป็นย่าเองที่ไม่คิดจะเห็นกันแน่!”
ย่าอันรู้สึกเหมือนหัวใจถูกแทงเข้าอย่างจัง ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วอก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงกัดฟัน เก็บงำความจริงเอาไว้ ใบหน้าเหี่ยวแห้งนั้นบิดเบี้ยวด้วยความขมขื่น ที่ไม่อาจแสดงออกให้ใครเห็นได้
ขณะที่บรรยากาศเริ่มจะตึงเครียดมากขึ้น หลี่เจียเฟิ่งก็ตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพื่อคลี่คลายสถานการณ์นี้
“คุณย่าครับ ตอนนี้ย่าก็อายุมากแล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะไปหามาไว้ให้คุณย่าเอง” หลี่เจียเฟิ่งพูดพลางดึงมืออันจิ่วเม่ยไว้เบา ๆ ส่งสัญญาณให้เธอใจเย็นลง
อันจิ่วเม่ยสะบัดมือออก แต่ก็พยายามกลืนความโกรธลงคอ เธอหันไปสนใจบะหมี่ในครัวต่อ แต่ก่อนจะเดินจากไปเธอส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังไปให้ย่าอัน
แม้ย่าอันจะเจ็บปวดที่ได้รับสายตาคู่นั้น แต่เธอก็ต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็งและไม่สนใจ
“ไม่เป็นไร เจียเฟิ่งไปทำธุระเถอะ ย่าทำเองได้ ส่วนจิ่วเม่ย…ช่วยปลอบเธอหน่อยนะ” จากนั้นย่าอันก็เดินหนีไปทันที ไม่รอฟังคำตอบจากหลี่เจียเฟิ่ง
หลี่เจียเฟิ่งมองตามแผ่นหลังที่โค้งงอของย่าอันด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะกลับเข้ามาในครัว เขาเห็นอันจิ่วเม่ยกำลังกินบะหมี่อย่างดุเดือด ราวกับจะระบายความโกรธใส่อาหารในชาม
“ฉันรู้ว่าเธอโกรธ แต่ย่าตัดใจไม่ได้ เธอก็อย่าไปบังคับท่านเลย นี่ก็ถือเป็นสิ่งที่ท่านพอจะทำได้ ถ้าได้ทำแล้วท่านจะรู้สึกสบายใจขึ้น” หลี่เจียเฟิ่งพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
แต่อันจิ่วเม่ยก็ยังไม่ยอมลดราวาศอก เธอวางตะเกียบลงแรง ๆ แล้วหันมามองหลี่เจียเฟิ่งด้วยดวงตาวาวโรจน์
“ย่าสบายใจ แต่ความรู้สึกของฉันไม่ต้องสนใจแล้วหรือไง?”
หลี่เจียเฟิ่งถอนหายใจเบา ๆ เขารู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคลี่คลาย ความขัดแย้งระหว่างย่าและหลานกำลังลุกลามใหญ่โต และเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกัน
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดในครัวเสียงมีดพร้าที่กำลังฟันไม้ก็ดังมาแว่ว ๆ จากนอกบ้าน บอกได้ทันทีว่าย่าอันกำลังลงมือหาหน่อไม้จริง ๆ
เสียงมีดพร้าแต่ละครั้งที่ดังขึ้น ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกสงสารเจ้าของร่างเดิมในหัวใจของอันจิ่วเม่ย ชีวิตของเธอช่างน่าเวทนาจริง ๆ
แค่ได้ชื่อว่าเป็นตัวประกอบมันก็น่าสงสารพอแล้ว ยังจะถูกซื่อหงนางร้ายคนนั้นเล่นงานจนแทบไม่เหลือชิ้นดี มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็น ต้องคอยรับใช้คนชั่วช้าสามานย์ ไหนจะจุดจบที่น่าเวทนาอีก
แม้แต่ตัวเธอเองที่เป็นคนมาเกิดใหม่ รู้ทั้งรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ยังอดหวั่นใจไม่ได้ ถ้าคืนนั้นไม่ได้เจอหลี่เจียเฟิ่งที่บังเอิญกลับบ้านพอดี ป่านนี้ชีวิตจะเป็นยังไงก็ไม่รู้
โชคดีจริง ๆ ที่เธอรอดมาจากขุมนรกนั้นได้อย่างหวุดหวิด แต่ตอนนี้ดูสิ! เธอกลับมาเจอคุณย่าทำแบบนี้กับเธออีก แล้วจะไม่ให้โกรธได้ยังไง?
“เพราะเป็นห่วงว่าย่าจะไม่สบายใจ ฉันถึงไม่บอกเรื่องที่อันตงหยางพาคนมาทำร้ายฉัน แล้วตอนนี้ ฉันต้องรู้สึกยังไงที่ย่ากำลังจะไปช่วยคนที่วางแผนทำร้ายฉัน?” อันจิ่วเม่ยบ่นอย่างหัวเสีย
ตั้งแต่ข้ามมิติมา นี่เป็นครั้งแรกที่อันจิ่วเม่ยรู้สึกเหนื่อยใจสุด ๆ เรื่องที่โกรธเมื่อครั้งที่แล้วยังไม่ทันจางหาย ตอนนี้ก็มีเรื่องใหม่มาซ้ำเติมอีกแล้ว!
แม้ว่าเธอจะรู้ว่าต้องเคารพชะตากรรมของคนอื่น และรู้ว่าการฝืนบังคับไม่ใช่เรื่องดี แต่คุณย่าก็เลี้ยงดูตัวละครนี้มาด้วยความยากลำบาก ตอนนี้ย่าอันแก่มากแล้วซ้ำร่างกายก็ไม่ได้แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน แล้วเธอจะไม่สนใจได้ยังไงกัน?
นี่แหละคือจุดที่น่าโมโหที่สุด! ทันใดนั้นดวงตาที่เคยสุกใสก็แดงเรื่อขึ้นด้วยความน้อยอกน้อยใจ
ทันทีที่เห็นน้ำตาของหญิงสาว หลี่เจียเฟิ่งก็ตะลึงค้าง เขาไม่รู้วิธีปลอบผู้หญิงเลย และคิดว่าเป็นเพราะคำพูดของตัวเองเมื่อครู่ที่ทำให้เธอร้องไห้
“เอ่อ…เธออย่าร้องไห้เลยนะ ต่อไปฉันจะไม่พูดแบบนี้ให้เธอโกรธอีก…” หลี่เจียเฟิ่ง รีบปลอบอย่างงุ่มง่าม
หลี่เจียเฟิ่งมองดูอันจิ่วเม่ยด้วยความงุนงง ไม่รู้จะรับมืออย่างไรดี สายตาเขาเต็มไปด้วยความสับสน
แม้อันจิวเม่ยจะโกรธจัด แต่พอเห็นท่าทางสำนึกผิดของหลี่เจียเฟิ่ง เธอก็ถึงกับลืมโกรธไปชั่วขณะ หญิงสาวรีบคว้าแขนเขามาให้นั่งลงข้าง ๆ “ฉันไม่ได้โกรธคุณ”
จู่ ๆ เธอก็ใช้มือบาง ๆ ของตัวเองถูหน้าแรง ๆ ราวกับจะปัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดออกไป เสียงของเธอดังขึ้นในห้องครัวที่เงียบสงัด
“ไม่รู้ด้วยแล้ว! คุณพูดถูก ถ้าย่าตัดใจไม่ได้ ฉันก็บังคับไม่ได้ ช่างมันเถอะ! ย่าอยากทำอะไรก็ทำไป ฉันไม่อยากยุ่งแล้ว!”
ตอนนี้อันจิ่วเม่ยรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เผลอเล่าเรื่องทองคำให้ย่าฟัง ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
‘หากย่าอันตัดสินใจทำเพื่ออันตงหยางจริงๆ แล้วคิดจะหาประโยชน์จากเรื่องนี้ล่ะ? ฉันจะทำยังไงดี?’
คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวของเธอ ทำให้หัวใจเต้นแรงด้วยความหวาดกลัว แต่แล้วอันจิ่วเม่ยก็สูดหายใจลึก ๆ พยายามสงบสติอารมณ์
อันจิ่วเม่ยส่ายหน้าเบา ๆ ราวกับจะสลัดความคิดด้านลบทั้งหมดทิ้งไป
ในใจลึก ๆ ของเธอ ยังมีความเชื่อมั่นในตัวคุณย่าอยู่ เธอนึกถึงตอนที่ซื่อหงมาขอร้อง ย่าก็ไม่เคยขอยืมเงินเธอเลย
“ไม่หรอก….” เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงอ่อนโยนลง “ย่าคงไม่ใจร้ายกับเธอถึงขนาดนั้น”
ขณะนั้นเอง หลี่เจียเฟิ่งก็มองดูอันจิ่วเม่ยด้วยความแปลกใจ เขาไม่คิดว่าเธอจะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนที่เห็นเธอถูหน้าตัวเองแรงๆ นั้น มือของเขาเกือบจะยื่นออกไปจับมือเล็ก ๆ นั่นไว้ แต่เขาก็ชักมือกลับมาได้ทัน หัวใจเขาเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
ยิ่งเวลาที่เเขาเห็นดวงตาแดง ๆ ของเธอ หัวใจของหลี่เจียเฟิ่งก็พลันรู้สึกเจ็บปวด เขาอยากจะเอ่ยปลอบแต่ก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ได้แต่นั่งมองเธออยู่ห่าง ๆ ด้วยความเป็นห่วง
ในห้วงความคิด หลี่เจียเฟิ่งนึกย้อนถึงชีวิตที่ผ่านมาของทั้งคู่ อันจิ่วเม่ยผ่านชีวิตที่ลำบากมามากมาย ไม่ต่างอะไรกับเขาในอดีต ความยากลำบาก ความผิดหวัง และความเจ็บปวด ทั้งคู่ต่างก็เคยผ่านมันมาด้วยกันทั้งนั้น
แต่ตอนนี้พวกเขาได้แต่งงานกันแล้ว ชีวิตใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น หลี่เจียเฟิ่งตัดสินใจเงียบ ๆ ในใจอย่างเด็ดเดี่ยว
‘ต่อจากนี้ ฉันจะดูแลเธอให้ดีที่สุด ไม่ให้เธอต้องเจอกับความทุกข์แบบนี้อีกเด็ดขาด’
ทันใดนั้น เสียงใส ๆ ของอันจิ่วเม่ยก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบและดึงสติของหลี่เจียเฟิ่งกลับมาสู่ปัจจุบัน
“ไม่สนแล้ว ๆ กิน ๆ แล้วก็ไปทำงาน!”
“…” หลี่เจียเฟิ่งมองภรรยาสาวด้วยความประหลาดใจ เธอคีบบะหมี่เข้าปากเล็ก ๆ ของตัวเองอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าความกังวลเมื่อครู่ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาปรับอารมณ์ไม่ทันเธอจริง ๆ
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าของหลี่เจียเฟิ่ง เขาหันมาจัดการกับบะหมี่ของตัวเองบ้าง สายตายังคงเหลือบมองหญิงสาวเป็นระยะ ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านในอก ทำให้บะหมี่ที่แต่เดิมรสชาติแย่กลับกลายเป็นอร่อยขึ้นมาทันที
บรรยากาศในห้องครัวเปลี่ยนไป จากความตึงเครียดกลายเป็นความผ่อนคลาย เสียงตะเกียบกระทบชามดังขึ้นเป็นจังหวะ ผสานกับเสียงเคี้ยวเบา ๆ ของทั้งคู่
Pchaya
ชื่อหงกุมความลับอะไรของนางเอกอยู่น้า