ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 7 คุณย่าอัน
บทที่ 7 คุณย่าอัน
อันจิ่วเม่ยที่กลับถึงบ้านอย่างเหนื่อย ๆ คิดในใจว่าจะรีบไปทำกับข้าว แต่เสียงทักทายจากห้องข้าง ๆ ทำเธอชะงัก “จิ่วเม่ย หลานกลับมาแล้วเหรอ?”
นี่คงจะเป็นญาติคนเดียวที่เธอหลงเหลือ ผู้ที่รักและห่วงใยเธอมากกว่าใคร ๆ ‘คุณย่า…’
แต่ทว่าอันจิ่วเม่ยกลับไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับคุณย่ายังไง เพราะเมื่อคืนเธอกลับมาดึกแถมบนใบหน้ายังมีแผลอีก เธอกลัวจะทำให้คุณย่าเป็นกังวลจึงไม่ได้แวะเข้าไปหา
ส่วนวันนี้ก็มัวแต่ถือมีดทำครัวไล่แม่เลี้ยงออกจากบ้าน เพื่อแอบไปเอาสมุดทะเบียนบ้าน จากนั้นเธอก็รีบออกไปตามนัดหลี่เจียเฟิ่ง ดังนั้นหลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ร่างนี้จึงไม่รู้เลยว่าหน้าตาของคุณย่าเธอเป็นอย่างไร
“คุณย่า หนูเองค่ะมีอะไรหรือเปล่าคะ?” อันจิ่วเม่ยรีบตอบ ก่อนส่งสายตาขอโทษหลี่เจียเฟิ่งแล้วรีบไปหาคุณย่าที่ห้อง
อันจิ่วเม่ยคิดว่าคุณย่าอาจจะอยากเข้าห้องน้ำ ยังไงซะเธอก็ครอบครองร่างนี้แล้วก็ต้องดูแลคุณย่าให้ดีที่สุด
หญิงชราตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เธออยากจะออกไปนั่งอาบแดดที่ลานบ้าน แต่ก็ได้ยินเสียงลูกสะใภ้ด่าลั่นบ้านตั้งแต่เช้า เธอกลัวว่าถ้าออกไปจะโดนลูกสะใภ้ด่าใส่และอาจพาลทำให้หลานสาวลำบากไปด้วย หญิงชราเลยเลือกนั่งรออยู่ในห้องจนถึงตอนนี้
อันจิ่วเม่ยคอย ๆ เดินเข้าไปที่ห้องเห็นร่างหญิงชราผอมบางนั่งอยู่บนเตียง หัวใจของเธอรู้สึกเจ็บแปลบ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมเท่านั้นแต่รวมถึงความสงสารที่เธอมีต่อหญิงชราผู้น่าสงสารคนนี้
“ย่าแค่ถามดูเฉย ๆ ถ้าเกิดเป็นหลานจริง ๆ กลับมา ย่าก็จะออกไปนั่งข้างนอก วันนี้ทำไมหลานเลิกงานดึกจังไปรับจ้างทำงานเพิ่มมาอีกรึเปล่า?”
สมัยนี้ยังไม่มีการแบ่งที่ดินให้ชาวบ้าน ทุกคนต้องทำงานหนักในทุ่งนาเพื่อสะสมคะแนนแรงงาน คุณย่าของอันจิ่วเม่ยเองก็เช่นกันทำงานหนักตั้งแต่เธอเด็กจนโต
ทว่าตอนนี้ย่าของเธอเริ่มเดินไม่ค่อยสะดวก แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องมีคนคอยอุ้มไปไหนมาไหน คุณย่าของเธอจะมีไม้เท้าคู่ใจคอยช่วยถึงจะเดินช้าหน่อยแต่ก็ไปได้ทั่ว
แต่สุดท้ายอันจิ่วเม่ยก็ตัดสินใจให้คุณย่าหยุดทำงานและอยู่ที่บ้านเฉย ๆ เพราะแบบนี้แม่เลี้ยงของเธอถึงไม่กล้าไล่เธอสองย่าหลานออกไปจากบ้าน
ในห้องของคุณย่าอันยัง ‘ห้องน้อย’ ส่วนตัวเป็นถังอุจจาระเล็ก ๆ ตั้งไว้ในมุมห้อง เผื่อฉุกเฉินจะได้ไม่ต้องลำบากไปเข้าห้องน้ำข้างนอก เวลาไม่มีใครอยู่บ้าน เธอก็จัดการทำความสะอาดเอง ไม่เคยยอมให้หลานสาวคนสวยมาแตะต้องของต่ำ ๆ แบบนี้เลยสักครั้ง
อันจิ่วเม่ยเดินเข้าไปประคองคุณย่าลุกขึ้นยืน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มกว้าง “วันนี้หนูไม่ได้ไปทำงานที่ทุ่งนาหรอกค่ะ หนูไป…จดทะเบียนสมรสมา!”
อันจิ่วเม่ยบอกข่าวดีกับย่าตนเอง เธอร้องเสียงดังลั่น จนซื่อหงที่แอบฟังอยู่หน้าประตูต้องกลอกตาไปมา “ย่าค่ะ หนูแต่งงานแล้วนะ! ไปจดทะเบียนมาหมาด ๆ เลย”
“ว่าไงนะ ยัยหนู แกพูดว่าอะไรนะ” ด้วยความหูตึง คุณย่าจึงเอ่ยถามซ้ำหลานสาวตัวเองอีกครั้ง
หลานสาวเห็นคุณย่าแปลกใจ ก็เลยย้ำอีกรอบเสียงดังฟังชัด “หนูบอกว่าหนูแต่งงานแล้วค่ะ!”
คุณย่าเบิกตากว้าง น้ำตาคลอ มือเหี่ยว ๆ คว้ามืออันจิ่วเม่ยไว้แน่น
“บอกย่ามาเดี๋ยวนี้นะจิ่วเม่ย! ซื่อหงมันบังคับอะไรแกหรือเปล่า? มันข่มขู่แกใช่มั้ย!”
“อย่ากลัวนะ บอกย่ามา ย่าจะจัดการมันเอง! ย่าไม่กลัวมันหรอก!” พูดจบคุณย่าก็คว้าไม้เท้าคู่ใจ เตรียมบุกไปหาแม่เลี้ยงข้างนอกทันที
อันจิ่วเม่ยเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว เมื่อคืนตอนที่เธอโดนแม่เลี้ยงรังแก เธอไม่กล้าส่งเสียงดังเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะกลัวว่าคุณย่าจะได้ยินแล้วเป็นห่วงคุณยายจึงไม่รู้เลยว่า เกือบจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกับหลานรัก!
เมื่อเห็นคุณยายกำลังจะร้องไห้ อันจิ่วเม่ยก็รู้ทันทีว่าท่านเข้าใจผิด จึงรีบอธิบายอย่างร้อนใจ
“คุณย่าค่ะ ฟังหนูก่อน หนูไม่ได้ถูกบังคับนะคะหนูเต็มใจแต่งงานเอง สามีของหนูก็เป็นคนดีมาก แถมยังเป็นทหารอีกด้วยเขาคือหลี่เจียเฟิ่ง ลูกชายคนที่สามของตระกูลหลี่ไงคะ!”
ทันทีที่ได้ยินชื่อชายที่หลานสาวแต่งงานด้วย สีหน้าของคุณย่าก็เปลี่ยนไป ความตกใจฉายชัดยิ่งกว่าเดิม “อะไรนะ! ลูกชายคนที่สามของตระกูลหลี่!?”
คุณย่ารีบลดเสียงลงต่ำ พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างร้อนรน
“แย่แล้ว ๆ เด็กคนนั้นอายุตั้งยี่สิบกว่าแล้วนะ แก่กว่าหลานตั้งเจ็ดแปดปี นี่มันเอาเปรียบหลานชัด ๆ หรือว่าเขาทำอะไรหลาน? รังแกหลานหรือเปล่า! ถึงได้รีบร้อนแต่งงานกันแบบนี้”
คำพูดของผู้เป็นย่าที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ทำให้น้ำตาที่อันจิ่วเม่ยพยายามกลั้นไว้เอ่อล้นออกมาในที่สุด
ตลอดทางที่กลับมาหลังจดทะเบียนใคร ๆ ก็บอกว่าเธอโชคดีแค่ไหนที่ได้แต่งงานกับหลี่เจียเฟิ่งเหมือนบุญวาสนาหลายชาติที่ได้เป็นภรรยาเขา
แต่สำหรับคุณย่าแล้วไม่ว่าผู้ชายคนนั้นจะดีเพียงใด สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความรู้สึกของหลานสาว
“ย่าได้ยินมาว่าลูกชายคนที่สามของตระกูลหลี่เป็นทหาร เป็นคนมีมารยาท แต่นี่มันเรื่องอะไรกัน! อยากแต่งงานก็ไม่ให้เกียรติกันบ้างเลย ไม่หาแม่สื่อมาสู่ขอให้ถูกต้อง อยู่ ๆ ก็ลากหลานไปจดทะเบียนสมบรสแล้ว นี่มันไม่ดูถูกกันเกินไปหน่อยเหรอ? คิดว่าบ้านเราไม่มีใครกล้าต่อว่าพวกเขาหรือยังไง!”
หญิงชราตวาดอย่างโมโหเธอรู้สึกว่าหลานสาวสุดที่รักถูกเอาเปรียบ น้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มเป็นเครื่องยืนยันถึงความเสียใจที่เอ่อล้นอยู่เต็มอก
อันจิ่วเม่ยเห็นสีหน้าที่เจ็บปวดของคุณย่าก็รีบสวมกอดเบาๆพลางเอ่ยปลอบอย่างใจเย็น “คุณย่า…ไม่มีใครบังคับหนูหรอกนะคะ คุณย่าสบายใจได้ คนที่เสียหายจริง ๆ คือหลี่เจียเฟิ่งต่างหาก หนูมัดมือชกให้เขามาแต่งงานกับหนู”
อันจิ่วเม่ยเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันในคืนนั้นโดยที่เธอไม่ได้เล่าทั้งหมดเพื่อให้คุณย่าสบายใจ อีกทั้งยังพยายามเล่าถึงข้อดีของหลี่เจียเฟิ่ง เช่น การพาเธอไปจดทะเบียนสมรส การซื้อข้าวของให้ และการให้เงินเธอ
แม้ว่าหลานสาวจะไม่ได้เล่ารายละเอียดมากแต่ด้วยประสบการณ์ชีวิตคุณย่าก็พอจะเดาได้ว่า หลานสาวต้องเจอกับเรื่องร้ายแรงแน่ถึงได้ตัดสินใจแต่งงานกะทันหันแบบนี้
ทั้งโกรธตัวเองที่ช่วยอะไรหลานไม่ได้ และสงสารหลานสาวที่ต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้าย
สุดท้าย แม้จะเสียใจที่หลานสาวต้องแต่งงานแบบไม่เต็มใจนัก แต่เมื่อทุกอย่างผ่านไปแล้ว คุณย่าก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองและหลานสาวว่า อย่างน้อยอันจิ่วเม่ยก็ได้แต่งงานกับทหาร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี
อันจิ่วเม่ยอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าสักพักเพื่อท่านใจเย็นลง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า หลี่เจียเฟิ่งรอเธออยู่ข้างนอกนานแล้ว จึงขอตัวไปทำอาหารบอกคุณย่าให้นั่งรอในบ้านก่อน ค่อยมาทานข้าวพร้อมกัน
แต่คุณย่าผู้หวงหลานสาวก็ไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะได้เห็นหน้า ‘หนุ่มแซ่หลี่’ พลางคิดในใจว่าถ้าหนุ่มแซ่หลี่นั่นไม่ใช่คนดีล่ะก็ เธอจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้หลานสาวแน่!
อันจิ่วเม่ยห้ามคุณย่าไม่ได้ จึงต้องพยุงท่านออกมาด้วย แต่พอมาถึงลานบ้าน กลับไม่เห็นใคร เจอแต่จักรยานของหลี่เจียเฟิ่งจอดอยู่
แต่ทว่าก็มีเสียงดังเล็ดลอดมาจากห้องครัว เธอรีบบอกคุณย่าให้นั่งรอแล้วรีบวิ่งไปดู
ในครัวแม่เลี้ยงของเธอกำลังทำท่าทางลุกลน พยายามจะช่วยเหลือหลี่เจียเฟิ่งแต่ก็ไม่รู้จะทำอะไร
ส่วนหลี่เจียเฟิ่งนั้น ถอดเสื้อนอกออกเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนที่แข็งแรงกำลังทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว
ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้ครัวแคบ ๆ ดูเล็กลงไปถนัดตา แถมยังมีซื่อหงคอยวิ่งวุ่นอยู่ข้าง ๆ ยิ่งทำให้ห้องครัวดูอึดอัดเข้าไปใหญ่