ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 88 ไพ่ใบสุดท้าย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 88 ไพ่ใบสุดท้าย
บทที่ 88 ไพ่ใบสุดท้าย
ฟางหรูที่ได้ยินว่าจะได้ผักฟรีก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “สัญญานะ?”
“แน่นอนค่ะ!” อันจิ่วเม่ยยิ้มกว้างอย่างดีใจ คิดในใจถึงผักสดจากมิติของเธอที่จะมีแจกให้ฟางหรูแบบไม่มีหมดแน่ ๆ
“ก็ได้ งั้นรอฉันสักครู่นะ” ฟางหรูพูดจบก็เดินหายเข้าไปในร้าน
ระหว่างรอ อันจิ่วเม่ยจึงเดินสำรวจร้านอย่างสนใจ แต่ไม่นานฟางหรูก็กลับมาด้วยท่าทางตื่นเต้น
“จิ่วเม่ย! โชคดีจริง ๆ หัวหน้าอยู่พอดี เขาอนุญาตให้เธอไปพบด้วย รีบไปที่ห้องสุดท้ายชั้นสองเลยนะ!”
“ขอบคุณมากค่ะ พี่ฟางหรู!” อันจิ่วเม่ยยิ้มร่าขอบคุณ พร้อมถามชื่อของหัวหน้าไว้ด้วย เมื่อรู้ชื่อแล้วเธอก็สะพายตะกร้าใบโตแล้วเดินเข้าไปในอาคารอย่างกระตือรือร้น
อันจิ่วเม่ยค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง เมื่อมาถึง เธอเห็นห้องหลายห้องเรียงราย แต่ละห้องมีป้ายบอกชื่อไว้อย่างชัดเจน ทว่าตลอดทางกลับเงียบสงัดราวกับเมืองร้าง ไม่มีใครอยู่เลย จนกระทั่งเธอมาถึงห้องสุดท้าย ประตูห้องแง้มเปิดอยู่เล็กน้อยเหมือนเชื้อเชิญให้เข้าไป
เธอยกมือเคาะประตูเบา ๆ ด้วยความประหม่า
“เข้ามาได้” เสียงทุ้มต่ำของชายวัยกลางคนดังออกมาจากด้านใน
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
อันจิ่วเม่ยสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าก่อนผลักประตูเข้าไป ภายในห้อง เธอเห็นชายร่างท้วมนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ใบหน้าขมวดคิ้วมองรายงานในมืออย่างครุ่นคิด
“สวัสดีค่ะ หัวหน้ากงจิ่นฟาน” อันจิ่วเม่ยยิ้มทักทาย
“ฉันชื่ออันจิ่วเม่ย มาจากหมู่บ้านหนานเทียนค่ะ ตั้งใจมาเจรจาขอร่วมมือส่งสินค้ากับทางสหกรณ์ของที่นี่”
กงจิ่นฟานเงยหน้าขึ้นมอง สำรวจอันจิ่วเม่ยอย่างพินิจพิเคราะห์ ตั้งแต่รูปร่างผอมบาง ใบหน้าเรียบนิ่ง มาจนถึงตะกร้าใบใหญ่ที่เธอสะพายมา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ฟางหรูเคยบอกว่าเธออยากมาคุยเรื่องส่งผัก…”
กงจิ่นฟานถอนหายใจเบา ๆ “แต่ฉันต้องขอโทษจริง ๆ เธอคงเสียเวลาเปล่าแล้วล่ะ สหกรณ์ของเรายังไม่เคยร่วมงานกับหมู่บ้านในชนบทมาก่อน เราคุ้นเคยกับการทำธุรกิจกับโรงงานขนาดใหญ่มากกว่า”
เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง “แม้บางครั้งเราจะประสบปัญหาขาดแคลนสินค้าอยู่บ้าง แต่การร่วมมือกับหมู่บ้านห่างไกลอย่างของคุณไม่เคยอยู่ในแผนธุรกิจของเรา อีกอย่างรอบ ๆ ตัวเมืองยังมีหมู่บ้านที่มีศักยภาพและการขนส่งที่สะดวกกว่าอีกมาก”
คำปฏิเสธที่ตรงไปตรงมาของกงจิ่นฟานอาจทำให้คนอื่นท้อใจไปแล้ว แต่ไม่ใช่อันจิ่วเม่ย เธอยังคงยิ้มบาง ๆ อย่างมั่นใจ ราวกับเตรียมใจมาแล้วว่าต้องถูกปฏิเสธ
อันจิ่วเม่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “หัวหน้าพูดถูกค่ะ ถ้าเป็นแค่ผักธรรมดา หมู่บ้านไหนก็หาได้ ไม่ต้องลำบากขนส่งมาไกลเลย”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยความมั่นใจ “แต่ที่ฉันมาในวันนี้ ไม่ได้จะมาเสนอแค่ผักค่ะ และฉันมั่นใจว่า หมู่บ้านรอบ ๆ เมืองนี้ไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับผลิตสินค้าที่ฉันนำมาเสนอแน่นอนค่ะ”
ว่าแล้วเธอก็ค่อย ๆ วางตะกร้าลงบนโต๊ะ หยิบปิ่นโตไม้ไผ่สามชั้นออกมาวาง ตามด้วยโถกระเบื้องใบเล็กที่ปิดผ้าขาวไว้
อันจิ่วเม่ยเปิดปิ่นโตทีละชั้น เผยให้เห็นถั่วงอกอวบอ้วน บะหมี่เส้นนุ่ม และแป้งถั่วขาวนวล จากนั้นก็เปิดผ้าที่คลุมโถกระเบื้องออก ก่อนจัดวางตะเกียบอย่างพิถีพิถันแล้วส่งยิ้มหวานเชิญชวน
“เชิญหัวหน้าลองชิมดูค่ะ”
ม้จะผ่านประสบการณ์มามาก แต่กงจิ่นฟานก็ต้องยอมรับว่าถั่วงอกตรงหน้านั้นแปลกตา อวบอ้วนกว่าปกติ ส่วนบะหมี่ถึงแม้จะเย็นชืด แต่ยังส่งกลิ่นหอมลอยออกมา ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะทัก
“ถั่วงอกพวกนี้ดูอวบดีนะ” เขากล่าวด้วยความสงสัย
เมื่ออาหารมาอยู่ตรงหน้า จะไม่ลองชิมก็คงไม่ได้ กงจิ่นฟานจึงตัดสินใจหยิบถั่วงอกขึ้นมาลิ้มลอง รสสัมผัสกรอบหวานอันสดใหม่ทำให้เขาประหลาดใจเกินคาด
รสชาติยังคงความสดและหอมติดปาก ต่างจากถั่วงอกทั่วไปที่เคยกิน ซึ่งมักติดซอกฟันและไม่มีความสดเช่นนี้
ต่อมาเขาก็คีบบะหมี่ที่ดูเย็นแล้วขึ้นมาชิมอีกคำ แม้เส้นจะไม่ร้อน แต่ก็ยังนุ่มละมุน และกลิ่นหอมของน้ำซุปยังคงชัดเจน รสชาติกลมกล่อมจนอดชิมซ้ำไม่ได้
สุดท้ายอันจิ่วเม่ยก็ยื่นถ้วยเล็กใส่ซอสปรุงสำเร็จให้ลองกงจิ่นฟานลองดมกลิ่นของซอสปรุงสำเร็จ ซึ่งส่งกลิ่นหอมและเปรี้ยวอ่อน ๆ
เขาลองชิมเล็กน้อยก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ซอสปรุงสำเร็จสีเข้มนี้กลับมีรสชาติกลมกล่อมลงตัวจนน่าทึ่ง
“ถั่วงอกนี่ฉันรู้จักดี บะหมี่ก็รู้จัก แต่รสชาติของเส้นบะหมี่กับน้ำซุปนี้มันแปลกใหม่สำหรับฉันมาก และซอสปรุงสำเร็จนี้…มันคืออะไร?” กงจิ่นฟานเอ่ยถามด้วยความสนใจ
อันจิ่วเม่ยตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ซอสปรุงสำเร็จนี้เป็นสูตรลับของฉันเองค่ะ ทำจากผลผลิตที่ปลูกขึ้นเอง ส่วนเส้นบะหมี่ทำจากแป้งถั่ว พืชที่ปลูกได้ทั้งปี ดูแลง่ายและเก็บเกี่ยวสะดวก นอกจากบะหมี่แล้วก็สามารถแปรรูปเป็นอาหารอื่นได้อีก ส่วนซุปก็มาจากซอสปรุงสำเร็จนี้เองค่ะ”
กงจิ่นฟานยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย “ทั้งหมดนี้ เธอทำเองหมดงั้นเหรอ?”
“ใช่ค่ะ”
กงจิ่นฟานจ้องมองเธอ พลางเอ่ยเสียงเรียบ “ถ้าฉันยอมร่วมมือ เธอมั่นใจแค่ไหนว่าจะส่งของได้ตามต้องการ? แล้วรู้ไหมว่ารัฐบาลไม่ได้เปิดโอกาสให้เอกชนจำหน่ายสินค้าง่าย ๆ แบบนี้ เธอมาเสนอฉันอย่างนี้ ไม่กลัวหรือไง?”
อันจิ่วเม่ยยังคงสงบนิ่ง เธอตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ท่านพูดถูกค่ะ ทั้งหมดนี้คือฝีมือฉัน แต่ก็เป็นไพ่ตายสำหรับการร่วมมือระหว่างหมู่บ้านของเรากับสหกรณ์ หากเราตกลงกันได้ ฉันจะถ่ายทอดวิชาและขั้นตอนทั้งหมดให้ชาวบ้าน เป็นสมบัติของทั้งหมู่บ้าน และรับรองว่าจะผลิตส่งให้สหกรณ์ได้ตามที่ต้องการแน่นอน”
เธอหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อีกทั้งนี่จะเป็นการแก้ปัญหาทั้งสองฝ่าย ชีวิตของคนในหมู่บ้านของฉันก็จะดีขึ้น ส่วนคนในเมืองก็ไม่ต้องขาดแคลนอาหารอีกต่อไปค่ะ”
อันจิ่วเม่ยยิ้มเล็กน้อย “ท่านเองก็คงทราบดีว่า สหกรณ์ยังมีปัญหาขาดแคลน ทั้งของสด อาหารแห้ง และเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ในเมือง ซอสปรุงสำเร็จของฉันนี่สามารถใช้ปรุงอาหารได้หลากหลาย จะต้ม ผัด หรือเมนูอื่น ๆ รสชาติที่ได้จะต้องตอบโจทย์แน่นอนค่ะ”
เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับกงจิ่นฟานด้วยความจริงจัง “ทั้งหมดนี้ ฉันทำเพื่ออยากให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้นค่ะ”
เธอหวังว่าการเจรจาครั้งนี้จะสำเร็จ เพราะนอกจากจะช่วยหมู่บ้านให้พ้นจากความยากลำบากได้แล้ว ยังจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวเอง ทำให้ไม่มีใครกล้ามาคิดร้ายกับพวกเขาอีก
กงจิ่นฟานที่เริ่มสนใจในข้อเสนอของเธอ แต่ก็แกล้งทำเป็นลังเล หวังจะใช้โอกาสนี้กดราคาลง
“น่าสนใจดีนะ แต่เราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ต้องขอพิจารณาให้ละเอียดสักหน่อย” เขาพูดอย่างใจเย็น
“ได้ค่ะ” อันจิ่วเม่ยตอบรับทันที ก่อนจะเสริมอย่างแยบยล “แต่ขอให้รีบหน่อยนะคะ เพราะฉันต้องไปคุยกับโรงงานหมูด้วย ถ้าพวกเขาตกลง เราก็คงส่งของให้สหกรณ์ไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”
กงจิ่นฟานถึงกับชะงักไปเล็กน้อย “เธอจะไปเจรจากับโรงงานหมูด้วยจริงเหรอ?”
“ใช่ค่ะ” อันจิ่วเม่ยยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ “และไม่ใช่แค่โรงงานหมูเท่านั้น ฉันวางแผนจะไปเจรจากับที่อื่น ๆ ด้วย เพราะต้องมีสักที่ที่เห็นคุณค่าในสินค้าของฉันแน่นอน”
สายตาของอันจิ่วเม่ยเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ท่าทีเฉียบคมดั่งนักธุรกิจมืออาชีพ เธอกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนอาหาร ทุกโรงงานต่างกำลังมองหาวัตถุดิบหรือสินค้าที่จะสร้างผลกำไรให้พวกเขาได้ ฉันมั่นใจว่าเราจะต้องหาคนที่สนใจร่วมงานกับเราอย่างแน่นอนค่ะ”
เธอหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เพราะการร่วมมือกับหมู่บ้านโดยตรง ย่อมคุ้มค่ากว่าการรับของผ่านสหกรณ์หลายเท่าค่ะ”
Pchaya
เป็นไงล่ะคุยกับนักธุรกิจสาวอย่างจิ่วเม่ย อย่ามาแกล้งกดราคานะ