ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 94 ไปบ้านตระกูลหลี่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 94 ไปบ้านตระกูลหลี่
บทที่ 94 ไปบ้านตระกูลหลี่
คนขับรถแทรกเตอร์มาถึงพร้อมกระเป๋าเงินอัดแน่น หลังจากตกลงราคากันเสร็จ เขาก็ควักเงินจ่ายทันใด ราคาผักอาจไม่แพง แต่ด้วยปริมาณมหาศาล ทำให้ครอบครัวที่มีผักเยอะได้กำไรงาม ๆ หลายหยวนทีเดียว!
พอเห็นเงินในมือ หลายคนถึงกับน้ำตาคลอ นี่มันความรู้สึกที่ไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน
ชาวบ้านคนอื่น ๆ มองดูด้วยความอิจฉา แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าอีกไม่นานก็คงจะถึงคิวของบ้านตนบ้าง เลยไม่รู้สึกขมขื่นนัก
เมื่อได้รับเงินแบ่งส่วนเรียบร้อยแล้ว แต่ละคนก็แบ่งส่วนที่กำหนดไว้ให้ผู้นำหมู่บ้าน จากนั้นแยกย้ายกันกลับบ้าน เพราะยังมีงานอีกมากที่รออยู่
เหวินฟู่เดินเข้ามาหาอันจิ่วเม่ยด้วยสีหน้าอ่อนโยน “สองวันนี้เธอทำงานหนักมากแล้วนะ กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ รอให้โรงงานจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ค่อยไปช่วยสอนพวกเขาก็ได้”
อันจิ่วเม่ยยิ้มหวาน “ได้ค่ะ ขอบคุณลุงเหวินที่เป็นห่วงนะคะ”
หลังจากพูดคุยอีกเล็กน้อย อันจิ่วเม่ยก็ขอตัวกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวสอนงานให้ชาวบ้านในวันรุ่งขึ้น เมื่อกลับถึงบ้าน เธอเห็นย่าอันนั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่หน้าลานบ้าน จึงเข้าไปนั่งคุยเล่นกับคุณย่าสักพัก ก่อนจะเข้าไปเตรียมอาหารให้คุณย่า
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ เธอบอกย่าอันว่าเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมขอตัวเข้าห้องเพื่อไปเตรียมแผนสอนในวันพรุ่งนี้และพักผ่อนเร็วหน่อย ย่าอันพยักหน้าอย่างเข้าใจ พร้อมส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้อันจิ่วเม่ยก่อนจะลุกไปทานอาหาร
อันจิ่วเม่ยปิดประตูห้องได้ เธอรีบเข้าไปในมิติของตนทันที เธอแวะเล่นกับปลาคาร์ฟตัวน้อยที่ว่ายวนอยู่ในสระน้ำ แวะตรวจดูแปลงผักอันอุดมสมบูรณ์ ก่อนจะเข้าไปในโซนหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราและคู่มือมากมาย นั่งลงเพื่อเตรียมเนื้อหาที่จะใช้สอนชาวบ้านในวันพรุ่งนี้ ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
เช้าวันรุ่งขึ้น อันจิ่วเม่ยตื่นเช้ากว่าปกติจนรู้สึกง่วงงุน แต่เมื่อนึกถึงภารกิจสอนชาวบ้านเพาะถั่วงอกที่จะเริ่มในอีกไม่กี่วัน ซึ่งต้องตื่นเช้าทุกวันแน่ ๆ เธอจึงตัดสินใจงีบต่อให้เต็มอิ่มในช่วงที่ยังพอมีเวลาพัก
หลังจากตื่นนอน อันจิ่วเม่ยควานหาเนื้อหนึ่งจินในมิติ เตรียมมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลหลี่ด้วยความมุ่งมั่น หวังจะพบหลี่เฉินฟู่และชิวหรงให้ได้
ทันทีที่ได้ยินว่าอันจิ่วเม่ยมาที่บ้าน สามีภรรยาสูงวัยคู่นี้ถึงกับโกรธจัด ชิวหรงตะโกนใส่ลี่เฟยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “ไล่ไปซะ! ฉันไม่อยากเห็นหน้านังเด็กนี่อีกแล้ว!”
ชิวหรงเดือดดาลที่อันจิ่วเม่ยเลือกช่วยเหลือคนนอกก่อนจะคิดถึงครอบครัว เธอรู้สึกโกรธถึงขั้วกระดูก ไม่ต้องการพบเจอลูกสะใภ้คนนี้อีก
ลี่เฟยที่กำลังไม่พอใจอยู่แล้ว รีบรับคำสั่งทันที วิ่งออกมาด้วยใบหน้าถมึงทึง ตะโกนบอกอันจิ่วเม่ยเสียงดัง “ไสหัวไปซะ!”
แต่ทว่าอันจิ่วเม่ยไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เธอจ้องลี่เฟยเขม็ง ผลักเขาออกไปเบา ๆ แล้วเดินตรงเข้าไปในบ้านตระกูลหลี่ พลางตะโกนว่า “พ่อกับแม่คะ หนูรู้ว่าท่านโกรธ แต่ทุกอย่างที่หนูทำก็เพื่อครอบครัวเรานะคะ!”
คำพูดนี้กลับยิ่งทำให้หลี่เฉินฟู่และชิวหรงโกรธจัด ชิวหรงคว้าชามกระเบื้องใกล้มือแล้วปาใส่อันจิ่วเม่ยทันทีที่เธอก้าวเข้าห้องโถง โชคดีที่เธอหลบได้ทัน ไม่เช่นนั้นคงได้เลือดตกยางออกแน่
แม้จะถูกปฏิบัติอย่างรุนแรง แต่อันจิ่วเม่ยก็ยังไม่ยอมแพ้ เธอไม่อาจไว้ใจตระกูลหลี่ได้เต็มที่ และไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะแอบเล่นงานเธอลับหลังเมื่อไหร่ เธอจึงต้องหาทางจัดการก่อนที่ความพยายามทั้งหมดจะสูญเปล่าไป
เธอบีบเสียงให้ฟังดูอ่อนลง ราวกับเด็กที่กำลังสารภาพผิด “ที่หนูทำแบบนี้ก็เพื่อให้ชาวบ้านสบายใจนะคะ ถ้าเราช่วยแต่คนในครอบครัว พวกเขาก็จะครหาเราไปกันใหญ่…”
เธอถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงสะอื้น “หนูน่ะไม่เป็นไรหรอกค่ะ…แต่พ่อกับแม่อายุมากแล้ว ถ้าวันหนึ่งโดนคนใจร้ายกลั่นแกล้งจะทำยังไงล่ะคะ?”
เธอสบตาทั้งสอง สูดลมหายใจลึก พูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แล้วยังมีหลี่เจียเฟิ่งอีก งานเขาก็เสี่ยงอยู่แล้ว แล้วถ้าตระกูลเรามีชื่อเสียงไม่ดีแล้วผู้บังคับบัญชาของหลี่เจียเฟิ่งรู้เข้า จะทำยังไงคะ?”
“หนูไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ อย่างน้อยหนูก็เลี้ยงตัวเองได้ แต่พ่อกับแม่แก่ขนาดนี้แล้ว หลี่เจียเฟิ่งต้องส่งเงินให้ทุกเดือน ถ้าเขาถูกโยงไปพัวพัน ออกไปทำงานไม่ได้ ไม่มีรายได้…”
อันจิ่วเม่ยส่ายหน้าด้วยสีหน้าวิตก “หนูไม่กล้าคิดเลยว่าชีวิตพ่อกับแม่จะลำบากแค่ไหน…” เธอปาดน้ำตาตรงหัวตา ดูน่าสงสารราวกับว่าเธอร้องไห้เพราะความทุกข์ใจจริง ๆ
ชิวหรงมองเธอด้วยสายตาเย้ยหยัน เพราะรู้ดีว่านี่เป็นแค่การแสดงชัด ๆ เห็นอยู่เต็มตาว่าอันจิ่วเม่ยกำลังข่มขู่กลาย ๆ เธอโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง ตะโกนลั่น
“แกนังตัวดี! คิดว่าฉันไม่รู้ทันแกเหรอ! ถ้าไม่ใช่เพราะแก ยุแยงจนลูกชายฉันแยกไปตั้งครอบครัวใหม่ ป่านนี้ครอบครัวเรายังคงอยู่กันพร้อมหน้า แกมันนังตัวร้าย วันนี้ยังมาทำดีเอาหน้าอีกงั้นเหรอ!? วันนี้ฉันจะฉีกปากแกให้ได้!”
ชิวหรงพุ่งเข้าใส่หมายจะกระชากผมอันจิ่วเม่ย แต่ฝ่ายนั้นหลบทัน ทำให้ชิวหรงเซถลาไปข้างหน้า เกือบล้มลงด้วยความโมโหจนหายใจแทบไม่ทั่วท้อง
แต่อันจิ่วเม่ยไม่ยอมแพ้ เธอเงยหน้าพูดเสียงดังลั่นไปทั่วบ้าน “แม่คะ! ทุกอย่างที่หนูทำก็เพื่อครอบครัวนี้ ทำไมแม่ถึงไม่เข้าใจล่ะคะ!” น้ำเสียงของเธอดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับจงใจให้เพื่อนบ้านได้ยินว่าพ่อแม่สามีกำลังรังแกลูกสะใภ้ ในเวลาที่ลูกชายไม่อยู่
“แกยังมีหน้ามาพูดอีก!” ลี่เฟยแผดเสียง พร้อมทั้งเตรียมพุ่งเข้าไปหาอันจิ่วเม่ยต่อ
“พอได้แล้ว! แค่นี้ก็ยังขายขี้หน้าไม่พอรึไง!?” เสียงตวาดดังขึ้น ทำให้ทั้งคู่ชะงัก
ในที่สุดหลี่เฉินฟู่ทนไม่ไหว ต้องอ้าปากพูดออกมา แม้ในใจจะรู้สึกรังเกียจท่าทางน่าอายของภรรยาแก่ แต่เขาก็ไม่แสดงออก เพียงจ้องมองอันจิ่วเม่ยด้วยสายตาเย็นชาแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา
“เธอไม่ต้องมาแสดงละครอะไรทั้งนั้น บอกมาเธอมาที่นี่ทำไม?”
ทันทีที่ได้ยินเสียงหลี่เฉินฟู่อันจิ่วเม่ยก็หยุดร้องไห้ราวกับปิดก๊อก เปลี่ยนสีหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ยิ้มหวานพลางกล่าวอย่างนุ่มนวล
“หนูแค่อยากเตือนพ่อแม่สักหน่อยว่า พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะคะ ควรร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน… อย่าได้ไปพูดอะไรเหลวไหลข้างนอกเชียว มันจะทำให้ชื่อเสียงของฉันกับหลี่เจียเฟิ่งเสียหาย แล้วถ้าพวกเราโชคร้าย ท่านทั้งสองก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอกนะคะ”
“ตอนนี่หลี่เจียเฟิ่งไม่อยู่ นี่คือของที่ลูกสะใภ้มาเยี่ยมเยียนพ่อแม่ค่ะ” พูดจบ อันจิ่วเม่ยหยิบเนื้อในตะกร้ายัดใส่มือลี่เฟยอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม
แต่แล้วลี่เฟยก็ไม่รอช้า รีบยุแหย่พ่อแม่สามีทันที “พ่อแม่คะ ดูสิ! ภรรยาของน้องสามนี่ไม่เห็นพ่อแม่อยู่ในสายตาเลย นี่น้องสามแต่งงานกับเมียหรือแต่งกับเทพเซียนกันแน่?”
อันจิ่วเม่ยที่กำลังจะออกจากประตูบ้านได้ยินเข้าก็ชะงัก หันกลับมามองลี่เฟยด้วยสายตาเย็นเยียบ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ครอบครัวที่สงบสุขย่อมเจริญรุ่งเรือง ถ้าเธอยังจะคอยยุแหย่แบบนี้ ฉันก็ไม่รังเกียจที่จะทำให้สิ่งที่เธอห่วงที่สุดต้องหายไปจากชีวิต เชื่อเถอะ ฉันมีความสามารถพอ”
เมื่อสิ้นคำพูดของอันจิ่วเม่ย เธอแสยะยิ้มเย้ยหยันเล็กน้อยก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไป ทิ้งให้ลี่เฟยยืนอึ้งกับที่ ไม่อยากจะเชื่อว่าอันจิ่วเม่ยกล้าข่มขู่เธอต่อหน้าพ่อแม่สามีแบบนี้!
ลี่เฟยรู้สึกโกรธจนตัวสั่น เธอรู้ดีว่าของล้ำค่าที่สุดสำหรับเธอคือหลี่ถัง ลูกชายสุดที่รัก หากอันจิ่วเม่ยบังอาจแตะต้องลูกชายเธอแม้เพียงปลายเล็บ เธอจะไม่มีวันยอมปล่อยไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน ‘แน่จริงก็ลองดูสิ!’ ลี่เฟยเค้นความคิดด้วยโทสะที่อัดแน่นอยู่ในใจ
แต่ทว่าความโกรธครั้งนี้ ทำให้ลี่เฟยลืมคิดไปเสียสนิทว่า เธอไม่ได้มีลูกแค่คนเดียว
Pchaya
บางทีก็พูดหนูบางทีก็พูดฉันกับพ่อแม่กับย่า