หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 598 ความสัมพันธ์พี่น้องอันเปราะบาง
เล่มที่ 20 ตอนที่ 598 ความสัมพันธ์พี่น้องอันเปราะบาง
“ซานสุ่ย วันนี้…เสด็จพี่ห้าก็ยังไม่มาหรือ?” บนเตียง ในดวงตาของหวงฝู่รุ่ยเจือไปด้วยความคาดหวัง ตั้งแต่วันนั้นเขาก็ไม่ได้เห็นเงาของเสด็จพี่ห้าอีกเลย ได้ยินว่าหมู่เฟยถูกส่งเข้าตำหนักเย็นแล้ว เสด็จพี่ห้ากำลังโกรธตนอยู่ใช่หรือไม่?
การเคลื่อนไหวในมือของซานสุ่ยชะงักไปเล็กน้อย “ช่วงนี้องค์ชายห้ายุ่งมาก อาจไม่มีเวลาเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ” บนใบหน้าของเขาเจือไปด้วยรอยยิ้ม มองไปยังบุรุษที่สีหน้าดูมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อยบนเตียง ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
ในใจขององค์ชายแปดย่อมรับไม่ไหวเป็นแน่ แม้ในยามฝันเขาก็คิดไม่ถึงว่าอวี๋เฟยจะทำกับตนเองเช่นนี้! เป็นบุตรของนางเช่นเดียวกันแท้ๆ เหตุใดจึงปฏิบัติแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน? องค์ชายจะน่าสงสารเกินไปแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไร เหตุใดสวรรค์จึงปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงนี้?
ยังมีองค์ชายห้าอีกผู้หนึ่ง ตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เหยียบย่างเข้ามาในตำหนักแห่งนี้เลย คงไม่คิดอยากเห็นองค์ชายแปดแล้วกระมัง กลัวว่าจะรู้สึกผิดในพระทัยหรือไร? ซานสุ่ยไม่คิดเช่นองค์ชายแปด มีเพียงองค์ชายแปดเท่านั้นที่คิดว่าองค์ชายห้ามีความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องกับเขา ในความคิดของซานสุ่ย องค์ชายห้าคิดว่าองค์ชายแปดเป็นภาระมาโดยตลอด เป็นจุดอ่อนที่ทำให้ผู้อื่นขบขัน!
เขาจะต้องไม่อยากตกเป็นขี้ปากของผู้อื่นเป็นแน่ ดังนั้นจึงฝืนมาเยี่ยมองค์ชาย ยิ่งไปกว่านั้น มีเพียงยามอยู่กับองค์ชายแปดถึงจะจะขับเน้นความยอดเยี่ยมของพระองค์ออกมาได้!
ซานสุ่ยยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหนักอึ้ง
ก่อนหน้านี้ตนเกือบจะใส่ร้ายองค์ชายใหญ่ไปแล้ว ความจริงไม่สมควรยิ่งนัก ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้ว ซานสุ่ยรู้สึกว่าองค์ชายใหญ่ไม่ใช่คนเช่นนั้น มิฉะนั้นเหตุใดก่อนหน้านี้จึงช่วยเหลือองค์ชายแปดบนถนนเล่า? เหตุใดคนดีมักจะถูกใส่ร้าย แต่คนชั่วกลับกล่าวอย่างมีเหตุมีผล!
หากมิใช่ว่าองค์ชายแปดต้องการพบองค์ชายห้า เขาหวังจริงๆ ว่าองค์ชายห้าจะไม่ต้องโผล่ออกมาชั่วชีวิต!
“องค์ชาย ซานสุ่ยจะไปรับยาที่ห้องยา พระองค์พักผ่อนก่อนเถิด”
หวงฝู่รุ่ยเงยหน้าขึ้นมองผ้าม่าน ทำเพียงตอบรับเสียงเบา “อืม รีบกลับมาเสียหน่อย…” เขาไม่อยากอยู่ในห้องนี้เพียงลำพัง
ซานสุ่ยปิดประตูอย่างระมัดระวัง ทอดถอนใจเบาๆ เขาคิดว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว ตอนนี้มีหมอหลวงที่องค์จักรพรรดิส่งมาคอยปรนนิบัติอย่างใส่ใจ ไม่แน่ว่าอาจจะทำลายคำพูดคาดเดาก่อนหน้านี้ก็เป็นได้ คนดีเช่นองค์ชายไม่ควรมีชีวิตสั้น
ภายในห้องยา
“ซานสุ่ย วันนี้ก็ยังตรงเวลาเช่นเคย เอาไป นี่เป็นยาที่หมอหลวงหลายท่านจัดไว้แล้ว!”
“ขอบคุณขอรับกงกงน้อย” บนใบหน้าของซานสุ่ยประดับไปด้วยรอยยิ้ม ขันทีน้อยผู้นั้นมองอย่างระมัดระวังครู่หนึ่ง “พระวรกายขององค์ชายแปดดีขึ้นมากแล้วกระมัง?”
แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ได้ป่าวประกาศ แต่ก็ลือกันออกไปทั่วทั้งพระราชวังนานแล้ว ไม่มีผู้ใดไม่เห็นใจหวงฝู่รุ่ย ทั้งๆ ที่มีโชคชะตาเป็นองค์ชาย แต่กลับถูกมารดาของตนเหยียบย่ำเช่นนี้
ตอนนี้เอง เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นบริเวณประตู ทำให้ขันทีน้อยตกใจจนหน้าถอดสี
“อะ องค์ชายห้า…”
ร่างกายของซานสุ่ยแข็งเกร็ง รู้สึกถึงเงามืดอันยิ่งใหญ่ครอบคลุมกดทับตนเองเอาไว้
“ซานสุ่ย ไม่อยู่ปรนนิบัติข้างกายองค์ชายแปด แอบมาอู้หรือไร?” สีหน้าของหวงฝู่เซียวย่ำแย่ยิ่งนัก เขามักจะรู้สึกว่ายามที่ผู้อื่นกำลังกล่าวถึงหวงฝู่รุ่ยก็คือกำลังหัวเราะเยาะตน
“มะ มิใช่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมารับยาให้องค์ชายแปด” ซานสุ่ยหมุนตัวไปหลุบตาลง ท่าทีอึกอักเช่นนี้ทำให้ในใจของหวงฝู่เซียวเกิดความไม่พอใจอย่างเข้มข้น
คนในพระราชวังแห่งนี้หลบเลี่ยงเขาราวกับงูพิษ กระทั่งบ่าวสุนัขผู้นี้ก็ไม่เห็นตนอยู่ในสายตาแล้วหรือ?! แต่วันนี้เขาไม่มีเวลาว่างมาคิดบัญชีกับบ่าวสุนัขผู้นี้
“องค์ชายแปดเล่า อยู่ในห้องหรือ?”
หัวใจของซานสุ่ยกระตุก กล่าวออกไปราวไม่ต้องคิด “องค์ชายทรงพักผ่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หวงฝู่เซียวหรี่ตา “พักผ่อนยามนี้หรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ วันนี้องค์ชายรู้สึกพระวรกายไร้เรี่ยวแรงจึงเข้าบรรทมเร็วเสียหน่อย” เขาหวังว่าด้วยข้ออ้างเช่นนี้จะทำให้องค์ชายห้าเลิกล้มความคิดที่จะไปหาองค์ชายแปดได้
ไหนเลยจะรู้ว่าหวงฝู่เซียวกลับแค่นเสียงเบาๆ “ข้าดูแล้ว เป็นพวกเจ้าไม่ปรนนิบัติให้ดีกระมัง?” จากนั้นจึงสะบัดชายอาภรณ์ เดินไปยังทิศทางที่หวงฝู่รุ่ยอาศัยอยู่
ขันทีน้อยที่อยู่ด้านข้างมองคนทั้งสองเดินจากไป อดไม่ได้ที่จะเป่าปากในใจ องค์ชายห้าท่านนี้ เมื่อก่อนตอนที่อวี๋เฟยยังมีอำนาจก็ทำได้เพียงยโสโอหังเท่านั้น ตอนนี้อวี๋เฟยถูกส่งเข้าตำหนักเย็นแล้ว ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาเอาความหยิ่งทนงมาจากที่ใด!
ซานสุ่ยรีบร้อนตามไป เพียงแต่เมื่อเห็นท่าทีฉุนเฉียวของหวงฝู่เซียวแล้ว หรือว่า…จะไปหาเรื่องวุ่นวายให้องค์ชายแปด?
“องค์ชาย! องค์ชาย! องค์ชายแปดเพิ่งจะเข้าบรรทม มิสู้…”
หวงฝู่เซียวดวงตาเคร่งขรึมลง ถึงกับยกเท้าถีบซานสุ่ยที่ขวางทางเขาอยู่อย่างรุนแรง ร่างกายผอมบางปลิวออกไปโดยพลัน เสียงเปี่ยมอันตรายดังขึ้นเหนือศีรษะ “ทำไม ตอนนี้เจ้าจะมาสั่งสอนองค์ชายเช่นข้าว่าต้องทำอย่างไรแล้วหรือ?!”
มุมปากมีกลิ่นคาวเลือด สีหน้าของซานสุ่ยซีดขาว เงยหน้าขึ้นมองหวงฝู่เซียว ความเจ็บปวดที่เอวทำให้เขาแทบจะหมดสติ “มะ ไม่…”
“หึ! อีกเดี๋ยวข้าจะมาจัดการเจ้า!”
ประตูห้องถูกผลักออก หวงฝู่เซียวเดินตรงไปข้างเตียง หวงฝู่รุ่ยที่อยู่ในผ้าห่มไหมเข้าสู่การหลับไหลไปแล้วจริงๆ
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงยื่นมือออกไปเขย่า “น้องแปด เจ้าตื่นเถิด!”
เสียงอันคุ้นเคยดังเข้าสู่ใบหู ขนตาของหวงฝู่รุ่ยขยับเล็กน้อย ลืมตาทั้งสองขึ้นอย่างพร่าเลือน ใบหน้าเย็นชาสะท้อนเข้าสู่ม่านสายตา “สะ เสด็จพี่ห้า?!”
หวงฝู่รุ่ยรีบลุกขึ้นนั่ง บนใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “เสด็จพี่ ท่าน ท่านมาเยี่ยมรุ่ยเอ๋อร์แล้ว?”
ดวงตาอันเปล่งประกายไม่พบความกระอักกระอ่วนแม้แต่น้อย รอยยิ้มที่ออกมาจากใจทำให้หวงฝู่เซียวรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง
“อืม” เขาหันหลังแล้วนั่งลง พูดขึ้นราวกับไม่ตั้งใจ “ร่างกายดีขึ้นบ้างแล้วกระมัง?”
“ดีขึ้นมากแล้ว ยาของหมอหลวงให้ผลดีจริงๆ ”
ให้ผลดี? กล่าวเช่นนี้ อีกไม่นานเขาก็จะดีขึ้นแล้วหรือ? สายตาลึกล้ำของหวงฝู่เซียวมองไปยังเด็กหนุ่มบนเตียง เขาคิดมาโดยตลอดว่าน้องชายร่วมมารดาผู้นี้ของตนจะอยู่ได้ไม่นาน หากตอนนี้เขาหายเป็นปกติได้ มิใช่ว่าจะกลายเป็นมือเท้าให้ตนได้หรือ?
ภายในห้องจมลงสู่ความเงียบงัน สองพี่น้องราวกับรู้ใจกันยิ่งนัก ต่างไม่มีใครพูดเรื่องอวี๋เฟย
“ใช่แล้ว ได้ยินว่าคุณหนูกงซุนมีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม มิสู้ให้นางมาช่วยตรวจเจ้าเป็นไร บางทีอาจจะมีผลดี”
คุณหนูกงซุน? คิดไม่ถึงว่าหวงฝู่รุ่ยกลับส่ายศีรษะ “คุณหนูกงซุนช่วยรุ่ยเอ๋อร์มากแล้ว ไม่อยากรบกวนนางอีก”
“ช่วย?!” สายตาของหวงฝู่เซียวเปลี่ยนไปอันตรายในพริบตา ในความคิดของเขา คุณหนูกงซุนช่วยเขาหรือ?!
“…สะ เสด็จพี่ห้า…รุ่ยเอ๋อร์มิได้มีความหมายเช่นนั้น…” หวงฝู่รุ่ยคาดเดาได้โดยพลันว่าเสด็จพี่ของตนต้องคิดถึงเรื่องของหมู่เฟยเป็นแน่ จึงก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด ไม่กล้ากล่าวคำใด
เพียงไม่นานพู่กันและกระดาษก็ถูกวางลงข้างมือของหวงฝู่รุ่ย “ในเมื่อไม่ได้หมายความเช่นนั้นก็เขียนจดหมายฉบับหนึ่งเสีย บอกให้คุณหนูกงซุนเข้าวังมาตรวจรักษาเจ้า”
อะไรนะ? หวงฝู่รุ่ยเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ เห็นท่าทีที่ไม่ยอมให้ต่อต้านของเสด็จพี่เช่นนั้น ในใจพลันเกิดความรู้สึกแปลกๆ
“พี่เองก็ทำเพื่อเจ้า อีกอย่าง เรื่องก่อนหน้านี้พี่ยังไม่ได้ขอบคุณคุณหนูกงซุนให้ดี หากไม่ใช่เพราะนาง จะทวงคืนความจริงให้เจ้าได้อย่างไร”
หวงฝู่รุ่ยรู้สึกว่าเสด็จพี่ในวันนี้ดูแปลกไป ตนเถึงกับมิอาจแยกแยะความหมายในคำพูดเขาได้
“รีบเขียน!”
เมื่อเห็นเขาไม่ยอมขยับพู่กัน หวงฝู่เซียวจึงหยิบพู่กันยัดใส่ฝ่ามือของเขาด้วยตัวเอง “ทำไม เจ้าไม่เชื่อใจเสด็จพี่หรือ?”
“มะ มิใช่ เพียงแต่…รุ่ยเอ๋อร์ไม่อยากรบกวนคุณหนูกงซุน”
“ดังนั้นรบกวนข้าก็ไม่เป็นไรเช่นนั้นหรือ?”
หวงฝู่รุ่ยร่างกายแข็งเกร็ง ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาแดงระเรื่อ ในดวงตาที่สั่นไหวเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ เสด็จพี่คิดว่าตนรบกวนเขาหรือ?
“…” ท่าทีเช่นนี้ตกอยู่ในสายตาของหวงฝู่เซียว ยิ่งรู้สึกราวกับในสมองมีก้อนหินกดทับ หมู่เฟยถูกส่งเข้าตำหนักเย็น ในใจของเขา หวงฝู่รุ่ยย่อมมิอาจหลีกหนีความผิดได้อย่างไม่ต้องสงสัย เขาจึงเริ่มเกลียดชังน้องชายที่สร้างความยุ่งยากให้เขาผู้นี้ไปโดยไม่รู้ตัว แต่จะอย่างไรเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ หลายปีมานี้มิใช่ว่าจะไม่มีความรู้สึกเฉกเช่นพี่น้องอยู่น้อย
“เป็นพี่พูดแรงเกินไป ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นเพราะห่วงใยสุขภาพของเจ้า วางใจเถิด เมื่อคุณหนูกงซุนเข้าวังมา พี่จะส่งนางออกไปอย่างปลอดภัยไร้อันตราย”
…
จวนแม่ทัพกงซุน
“คุณหนูซู ควรเปลี่ยนยาแล้วเจ้าค่ะ”
ชุนเซียงเคาะประตูเบาๆ เพียงแต่ด้านในกลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
ราวกับนางคุ้นชินแล้วจึงผลักประตูเดินก้าวเข้าไป ไม่ต่างไปจากที่คาด ซูหว่านหรงนั่งอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเย็นชา กำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง
แกะผ้าพันแผลบนนิ้วของนางอย่างระมัดระวัง ชุนเซียงเห็นผิวที่ใกล้จะหายดีนั้น ในใจพลันรู้สึกยินดี ท่าทางวันเวลาที่คุณหนูซูจะไปจากที่นี่คงอยู่ไม่ไกลแล้ว
“เหตุใดระยะนี้คุณหนูกงซุนจึงไม่มา คิดว่าข้ารบกวนหรือ?”
คำพูดของซูหว่านหรงเจือไปด้วยความเหยียดหยามอยู่หลายส่วน เมื่ออยู่ต่อหน้าองค์ชายใหญ่มักแสร้งทำเป็นคนดี เมื่อองค์ชายจากไปก็ไม่สนใจไม่ดูแลตน
“คุณหนูของข้ามีธุระต้องออกไปจากจวน ก่อนไปได้มอบเทียบยาและยาทาของคุณหนูซูไว้ให้แล้วเจ้าค่ะ”
“หึ หากไม่มีความตั้งใจก็ไม่จำเป็นต้องมีข้ออ้างมากมายเพียงนี้”
ในใจชุนเซียงเกิดความโกรธเคือง แต่อย่างไรนางก็รู้ฐานะของซูหว่านหรงดี คุณหนูของตนมีเจตนาดี แต่เมื่ออยู่ในสายตาของคุณหนูซูท่านนี้กลับกลายเป็นการเสแสร้งแกล้งทำ ช่างทำให้ผู้คนยากจะรับไหวจริงๆ
“อาการบาดเจ็บของคุณหนูซูดีขึ้นมากแล้ว เชื่อว่าอีกไม่กี่วันก็จะได้รับอิสระคืนแล้วเจ้าค่ะ” ชุนเซียงเก็บอยู่ด้านหนึ่ง ไม่ได้มองมาที่นาง
ท่าทีเช่นนี้ทำให้ซูหว่านหรงขมวดคิ้ว “สาวใช้อย่างเจ้ากำลังไล่ข้าไปหรือ?”
“บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ” ชุนเซียงคารวะอย่างนอบน้อมครั้งหนึ่งแล้วหยิบของ หมุนตัวคิดจะเดินจากไป
“หยุด!”
“ไม่ทราบว่าคุณหนูซูมีอะไรจะสั่งหรือเจ้าคะ?”
หน้าอกของซูหว่านหรงกระเพื่อมขึ้นลง “นี่เป็นวิธีรับแขกของจวนกงซุนของพวกเจ้าหรือ?! หรือจะกล่าวว่าคุณหนูกงซุนสั่งสอนบ่าวไพร่ในจวนเช่นนี้!”
ตอนนี้เอง มีเสียงอันอ่อนโยนดังแว่วขึ้นจากนอกประตู
“เกิดอะไรขึ้น?”
สตรีสุภาพงดงามปรากฏตัวขึ้นบริเวณประตู ชุนเซียงมีความยินดีเต็มใบหน้า รีบเดินเข้าไป “คุณหนู ท่านกลับมาแล้ว!”
อวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย การเดินทางไกลทำให้ดวงตาของนางปรากฏความเหนื่อยล้าจางๆ เดิมทีคิดจะมาดูอาการบาดเจ็บของซูหว่านหรงเสียหน่อย คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันเดินเข้ามาก็ได้ยินเสียงอันโกรธเกรี้ยวนั้นแล้ว
ดวงตาซูหว่านหรงเปล่งประกาย แต่กลับกัดฟันเบนสายตาออกไป
“คุณหนู ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ เพียงแต่คุณหนูซูคิดว่าอยู่ในห้องรู้สึกหดหู่ยิ่งนัก” ชุนเซียงใช้หางตาปลายมองไปยังสตรีผู้นั้น สิ่งที่ได้กลับมาเป็นการแค่นเสียงเบาๆ ของซูหว่านหรง
“คุณหนูกงซุนสบายอุรายิ่งนัก ไม่พบกันหลายวัน ลืมอาการบาดเจ็บของหว่านหรงไปแล้วหรือ?”
Venus36
ตัวร้ายแต่ละตัวมันน่านัก