หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 641 เชิญร่วมงานเลี้ยง
เล่มที่ 22 ตอนที่ 641 เชิญร่วมงานเลี้ยง
ยามที่หมอหลวงฟู่เพิ่งจากไปไม่นาน เงาร่างกำยำร่างหนึ่งพลันเดินเข้ามาด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยว
แม่ทัพกงซุนปรากฏตัวเบื้องหน้าพวกเขาด้วยใบหน้าเปี่ยมโทสะ มองเพียงปราดเดียวเห็นบุตรียืนอยู่บริเวณประตู “ซูเอ๋อร์! เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“ท่านพ่อ?”
ระยะนี้แม่ทัพกงซุนไม่อยู่จวน คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะกลับมา
บุรุษร่างกำยำโบกมือใหญ่ๆ ครั้งหนึ่ง “พาคนเข้ามา!”
อะไรกัน? ทั้งสามมองไปยังบุรุษในอาภรณ์ชุดดำที่ถูกหามเข้ามาในลักษณะถูกมัดแน่น เฟิ่งหลิงขมวดคิ้ว ใบหน้าไม่คุ้นเคย คนผู้นี้ไม่ใช่องครักษ์ในตำหนักของเขา
“แม่ทัพกงซุน นี่คือ…”
“องค์ชายใหญ่คงมิทราบ หลังจากข้าแม่ทัพกลับจวนก็ได้ยินว่าซูเอ๋อร์เข้าวังจึงคิดหารถม้าเดินทางมารับนางกลับจวนด้วยกัน ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อครู่กลับเห็นหมอหลวงฟู่และคุณหนูฟู่ออกมาจากตำหนักพระองค์ ด้านหลังยังมีบุรุษผู้นี้ตามมาด้วย เห็นว่ามีท่าทีลับๆ ล่อๆ จึงสั่งให้คนจับเขามาทั้งเป็น ไม่ทราบว่าคนผู้นี้กำลังจับตามองหมอหลวงฟู่หรือตำหนักองค์ชายใหญ่กันแน่ คิดแล้วก็น่าโมโหยิ่ง!”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ในใจของคนทั้งสามกระจ่างแจ้ง คงได้แต่โทษว่าคนผู้นี้โชคร้ายยิ่ง ถึงกับพบแม่ทัพกงซุนเชียว
“อื้อๆ…อื้อ….”
เลือดสดๆ สายหนึ่งไหลออกมาจากผ้าที่อุดปากคนผู้นั้นเอาไว้ แม่ทัพกงซุนแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง “ข้าสั่งให้คนตัดลิ้นมันแล้ว เมื่อครู่มันคิดจะกัดยาพิษในปากฆ่าตัวตาย!”
ถึงกับเป็นพวกยอมสละชีพเชียวหรือ?
เฟิ่งหลิงส่งสายตาครั้งหนึ่ง พลันมีองครักษ์เงาสองคนปรากฏตัวขึ้น พาคนผู้นั้นออกไป ในหมู่องค์ชายย่อมมิขาดแคลนหน่วยกล้าตายเช่นนี้ สำหรับคนเหล่านี้ เมื่อถูกจับก็จำเป็นต้องฆ่าตัวตายทันที นับเป็นเรื่องปกติยิ่ง ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีที่จะทำให้อีกฝ่ายอยากอยู่ก็มิได้อยากตายก็มิได้เพื่อล้วงข้อมูลออกมาจากปากของหน่วยกล้าตายเหล่านี้
ในดวงตาของแม่ทัพกงซุนไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย ผู้ใดจะทราบว่าคนผู้นี้มาจับตามองบุตรีสุดที่รักของตนหรือไม่ แม้ตายก็ยังมิสาสมกับความผิดจริงๆ
“เมื่อครู่ข้าเห็นสีหน้าคุณหนูฟู่ย่ำแย่ยิ่งนัก เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
บรรยากาศแต่เดิมถูกความโกรธเกรี้ยวของแม่ทัพกงซุนทำลายจนสิ้นแล้ว อวิ๋นซูทำได้เพียงแย้มยิ้มอย่างจนใจ “ท่านพ่อ เรื่องนี้กล่าวแล้วยาวนัก มิสู้กลับจวนก่อน ลูกจะค่อยๆ บอกกล่าวกับท่าน ดีหรือไม่เจ้าคะ”
น้ำเสียงอ่อนโยนของอวิ๋นซูทำให้เพลิงโทสะของแม่ทัพกงซุนมอดหายไปจนไม่เหลือร่องรอย เขาแย้มยิ้มอย่างรักใคร่ “ได้ๆ ซูเอ๋อร์เองก็เหนื่อยแล้วกระมัง? กลับจวนไปกับพ่อเถิด…”
หลานอวิ๋นมองไปยังแม่ทัพกงซุนที่เปลี่ยนสีหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกตำรา จินตนาการได้เลยว่ายามคุณหนูกงซุนอยู่ในจวนแม่ทัพจะสบายอกสบายใจเพียงใด องค์ชายใหญ่รู้จักเตรียมการจริงๆ ถึงกับหาผู้ที่รักบุตรีจนบ้าคลั่งผู้นี้ให้คุณหนูกงซุน ความจริงบุรุษสองผู้นี้คล้ายกันยิ่งนัก หากภายภาคหน้าแม่ทัพกงซุนได้เป็นพ่อตาขององค์ชายใหญ่จริงๆ ไม่ทราบว่าจะเกิดเรื่องน่าสนใจอันใดขึ้นบ้าง
อีกด้านหนึ่ง
ซ่างกวนเมิ่งรออยู่เนิ่นนาน ทว่าคนที่ตนส่งออกไปยังคงมิกลับมา
หลานอวิ๋นถึงกับพาฟู่หย่าไปส่งที่ตำหนักขององค์ชายใหญ่เชียวหรือ? ช่างน่าโมโหเสียจริง เหตุใดยามปกติ มิเห็นหลานอวิ๋นผู้นี้จะยุ่งมากเรื่องเพียงนี้เล่า? ดูแล้ว ดวงชะตาของตนคงมิถูกกับหลานอวิ๋นจริงๆ กระมัง
เพียงแต่มิสำคัญ นอกจากคนตระกูลอู่สายในก็ไม่มีผู้ใดแก้พิษในร่างฟู่หย่าได้อีก ต่อให้องค์ชายใหญ่ทราบแล้วอย่างไรเล่า เขาก็มิอาจมั่นใจว่าตนเป็นผู้กระทำ ทว่านางยังคงมิทราบอาการของฟู่หย่าในยามนี้แล้วจะควบคุมนางได้ถึงระดับใดกัน? ดวงตาของซ่างกวนเมิ่งมีประกายไหลผ่าน ท่าทางคงต้องหาโอกาสให้ฟู่หย่าทำเรื่องขายหน้าต่อหน้าผู้คน ทำลายชื่อเสียงให้ย่อยยับจนสิ้น เช่นนี้ถึงจะคลายความโกรธแค้นในใจตนได้!
ในรถม้า แม่ทัพกงซุนมองไปยังสตรีข้างกายด้วยความกังวล “ซูเอ๋อร์ ช่วงที่พ่อมิอยู่จวน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ท่านพ่อไม่จำเป็นต้องกังวล มีพ่อบ้านคอยดูแล ในจวนย่อมมีทุกอย่างครบครัน เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดสบายอกสบายใจยิ่งกว่าซูเอ๋อร์แล้วเจ้าค่ะ” อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางเบา ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความซาบซึ้งใจหลายส่วน วันเวลาที่อยู่ในจวนแม่ทัพ นางสัมผัสได้ถึงความรักใคร่ที่แม่ทัพกงซุนมีต่อนาง กลับเป็นนางเสียมากกว่าที่หาความยุ่งยากมาให้แม่ทัพกงซุนมิน้อย
ยามนี้เอง สายตาของอวิ๋นซูพลันหยุดอยู่บนคราบสีแดงบริเวณแขนเสื้อของอีกฝ่าย น้ำเสียงเปลี่ยนไปโดยพลัน “ท่านพ่อ ได้รับบาดเจ็บหรือ?”
แม่ทัพกงซุนก้มหน้าลงมอง จากนั้นจึงหัวเราะ “อ้อ มิใช่ เป็นเลือดขอนักฆ่าเหล่านั้น” เขาตบลงไปอย่างมิใส่ใจนัก “หลายครั้งที่พ่อออกไปทำธุระนอกเมืองหลวงแทนองค์ชายใหญ่ล้วนราบรื่นยิ่ง”
ทั้งๆ ที่เป็นประโยคเรียบง่าย ทว่าอวิ๋นซูกลับคิดว่าคงมิได้ธรรมดาเฉกเช่นที่แม่ทัพกงซุนกล่าว
นางทอดถอนใจเบาๆ “ลูกมีเรื่องต้องการขอร้อง…”
“หือ? ระหว่างเราสองพ่อลูกมิจำเป็นต้องเกรงใจเพียงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด พ่อล้วนรับปากเจ้าทั้งสิ้น!” แววตาของแม่ทัพกงซุนเจือไปด้วยรอยยิ้ม นี่เป็นครั้งแรกที่อวิ๋นซูขอร้องเขา ตลอดมาเขาคิดว่าตนมิอาจทำสิ่งใดเพื่ออวิ๋นซูได้ ยากยิ่งนักที่จะมีโอกาสเช่นนี้ เขาจะไม่รับปากได้หรือ?
“ลูกคิดจะจัดงานเลี้ยงในจวนสักครั้ง ขอให้ท่านพ่อส่งเทียบเชิญออกไป กล่าวว่าเพื่อเฉลิมฉลองการรวมตัวกันอีกครั้งของพวกเราพ่อลูก ได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ฮ่าๆๆๆ…พ่อเองก็คิดเช่นนี้นานแล้ว! ดีๆๆ จวนแม่ทัพมิได้ครึกครื้นนานแล้ว เมื่อใดดีเล่า? เจ้าจะเชิญผู้ใดบ้าง? คนที่รังแกเจ้าเหล่านั้นมิต้องไปสนใจก็ได้!” แม่ทัพกงซุนหัวเราะอย่างยินดียิ่ง อย่างไรก็ตาม ยิ่งเขาเป็นเช่นนี้ อวิ๋นซูยิ่งรู้สึกผิดในใจ
ตนถึงกับใช้ประโยชน์จากความรักที่เขามีต่อตน นับว่าไม่ยุติธรรมต่อแม่ทัพกงซุนจริงๆ
“เชิญคุณหนูสูงศักดิ์ทั้งหมด ส่วนขุนนาง…แล้วแต่ท่านพ่อจะตัดสินใจ”
“ได้ ตามเจ้าว่า!”
…
สามวันต่อมา เรื่องที่จวนแม่ทัพจะจัดงานเลี้ยงและเชื้อเชิญขุนนางรวมถึงคุณหนูทุกท่านแพร่ไปทั่วทั้งเมืองหลวง
ยามที่แต่ละจวนได้รับเทียบเชิญ ทุกคนล้วนยากจะเชื่อสายตาตนเอง แม่ทัพกงซุนถึงกับเชิญพวกเขาไปเป็นแขกที่จวนเชียวหรือ? มหัศจรรย์ยิ่งนัก! มหัศจรรย์จริงๆ! ล้วนกล่าวกันว่าเพื่อสร้างความยินดีให้แก่จวนแม่ทัพกงซุน ทว่าทุกคนต่างทราบดี แม่ทัพกงซุนคิดจะจัดงานเพื่อต้อนรับบุตรีที่ได้กลับมาจากการพรากจากกันนาน ทุกคนเริ่มเตรียมตัวอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ทราบว่ามีผู้คนมากน้อยเพียงใดที่ได้เหยียบย่างเข้าจวนแม่ทัพกงซุนเป็นครั้งแรก แล้วจะไปมือเปล่าได้อย่างไรเล่า?
ทางซ่างกวนเมิ่งก็คิดไม่ถึงว่าตนจะได้รับเทียบเชิญจากอวิ๋นซูด้วย นางไม่จำเป็นต้องใคร่ครวญแม้แต่น้อย ที่ผ่านมานางหาโอกาสลงมือกับอวิ๋นซูมาไม่ได้ ทว่าครั้งนี้อีกฝ่ายพาตัวเองมาส่งถึงที่ จะไม่รับด้วยความเต็มใจได้อย่างไรเล่า? เพียงแต่…เหตุใดจึงเลือกวันนี้? ช่างเถิด ดูแล้วสวรรค์คงลิขิตไว้เช่นนี้
ในจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แม่ทัพกงซุนพาบ่าวหญิงหลายคนเดินมุ่งหน้าไปยังห้องของอวิ๋นซู
“ชุนเซียง คุณหนูเล่า?” ในห้องเรียบร้อยไร้ซึ่งผู้คน ส่วนชุนเซียงกำลังย้ายดอกไม้ที่อวิ๋นซูปลูกอยู่ด้านนอก
“ท่านแม่ทัพ คุณหนูอยู่ที่โรงครัวเจ้าค่ะ”
อ้อ? โรงครัว? ดูแล้วซูเอ๋อร์ใส่ใจงานเลี้ยงในคืนนี้ยิ่งนัก “บอกคุณหนูว่าคืนนี้ให้เลือกสวมอาภรณ์สองสามชุดนี้เสีย”
สามชุด?! ชุนเซียงมองไปยังบ่าวหญิงอยู่เบื้องหลังแม่ทัพกงซุนที่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้า อีกฝ่ายรีบเอ่ยปากด้วยท่าทีเป็นมิตร “อาภรณ์เหล่านี้ล้วนเป็นอาภรณ์ที่ร้านจิ่นซิ่วของพวกเราตัดเย็บเพื่อคุณหนูกงซุนโดยเฉพาะ คัดเลือกแต่วัสดุชั้นเยี่ยม หวังว่าคุณหนูจะชอบ!”
ชุนเซียงรับมาอย่างระมัดระวัง “บ่าวจะเรียนคุณหนูให้เจ้าค่ะ “ แม่ทัพกงซุนจัดเตรียมยิ่งใหญ่เพียงนี้ คิดจะให้คุณหนูของตนสวมสามชุดในคืนเดียวหรือไร?
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเห็นวัสดุหรูหราเพียงนี้ นางรู้ได้ทันทีว่ามิใช่รูปแบบที่คุณหนูชอบ
ภายในโรงครัว อวิ๋นซูมองไปยังทุกคนที่กำลังวุ่นวายอยู่เบื้องหน้า เดินไปหาพ่อครัวใหญ่ที่อยู่ด้านข้าง “เตรียมอาหารสำหรับคืนนี้เรียบร้อยแล้วหรือ?”
“ขอรับคุณหนู จัดเตรียมอาหารตามคำสั่งของคุณหนูเป็นพิเศษเชียวขอรับ”
“ดี ต้องทำให้ได้รสพื้นเมืองเล่า”
สีหน้าของพ่อครัวใหญ่เต็มไปด้วยความสงสัย จากนั้นจึงเอ่ยปากอย่างระมัดระวัง “ไม่ทราบว่าคุณหนูมีสหายมาจากแคว้นเฉินหรือขอรับ? อาหารแคว้นเฉินเหล่านี้ ยามปกติคงมีน้อยคนได้กิน” สิ่งที่เขากังวลก็คือ รสนิยมของแคว้นเหลียนและแคว้นเฉินแตกต่างกัน จะไม่ถูกปากแขกเหรื่อทั้งหลายหรือไม่
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย “หากทำเช่นเดียวกับผู้อื่น จะทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับเบื้องหน้าสว่างไสวได้อย่างไรเล่า?”
“คุณหนูกล่าวได้ถูกต้อง คุณหนูกล่าวได้ถูกต้อง” ที่แท้คุณหนูหวังว่าอาหารในค่ำคืนนี้จะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้คนอย่างลึกล้ำ เช่นนั้นตนจำเป็นต้องทำให้ดีๆ!
อวิ๋นซูมองไปยังอาหารเบื้องหน้าที่วางเรียงอยู่เต็มโต๊ะ ใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมาจางๆ
จะพิสูจน์ความคิดของตนได้หรือไม่ คืนนี้คงได้เห็น
เมื่อกลับออกมาจากโรงครัว ชุนเซียงพลันเดินเข้ามา “คุณหนูเจ้าคะ พากู้สวิ๋นฟางและซูหลิงเอ๋อร์ออกไปค้างนอกจวนคืนหนึ่งตามคำสั่งของคุณหนูแล้วเจ้าค่ะ อีกอย่าง ท่านแม่ทัพสั่งให้คนนำอาภรณ์สามชุดนี้มาส่ง บอกให้คุณหนูผลัดไปสวมอาภรณ์เหล่านี้” ยามที่นางกล่าวคำนี้ ในดวงตาเจือไปด้วยรอยยิ้ม
จากนิสัยของคุณหนู จะต้องกล่าวว่าเลือกชุดที่เรียบง่ายเสียหน่อยเป็นแน่ คิดไม่ถึงว่าอวิ๋นซูกลับมองไปด้านใน “ให้ข้าดูเสียหน่อย”
ชุนเซียงชะงักไปครู่หนึ่ง หรือคุณหนูจะสนใจอาภรณ์เหล่านั้นจริงๆ?
พบว่าบนเตียงมีอาภรณ์ที่ปักลายงดงามหลากสีวางอยู่สามชุด อวิ๋นซูมองเพียงปราดเดียวก็เห็นกระโปรงกลีบบัวสีแดงปักลายด้วยดิ้นทอง ยื่นมือออกไปโดยไม่แม้แต่จะคิด “ชุดนี้แล้วกัน”
“…” สะ…สีนี้ ปกติคุณหนูไม่เคยสวมมาก่อน ดูผิวเผิน…เหมือนชุดแต่งงานยิ่งนัก!
ชุนเซียงมิอาจคาดเดาความคิดของอวิ๋นซูได้ แต่นางรู้ว่ายามคุณหนูกระทำเรื่องใดล้วนมีความคิดของตนจึงหยิบอาภรณ์ชุดนั้นมา ช่วยคุณหนูผลัดเปลี่ยนอย่างระมัดระวัง
ในกระจก สตรีที่เดิมทีสุภาพงดงามพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ทำให้ชุนเซียงอดไม่ได้ที่จะดวงตาสว่างวาบ นางไม่เคยคิดมาก่อนว่ายามที่คุณหนูของตนสวมใส่อาภรณ์เช่นนี้จะงดงามยิ่งกว่าเจ้าสาวเสียอีก! “คุณหนูเจ้าคะ คืนนี้ท่านแต่งงานได้เลย!”
บนใบหน้าของอวิ๋นซูเจือไปด้วยรอยยิ้มบางเบา มองไปยังตนเองในกระจกที่ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทว่ากลับดูลึกซึ้งกระตุ้นให้เกิดความสนใจ “ยิ่งมงคลยิ่งดี เปลี่ยนทรงผมให้ข้าเสียหน่อย ให้เหมาะกับอาภรณ์ชุดนี้ อย่าได้ธรรมดาเกินไป”
“เจ้าค่ะ คืนนี้คุณหนูต้องงดงามที่สุดในงานเป็นแน่!”
ยามเย็น นอกจนแม่ทัพมีผู้มาเยือนไม่ขาดสาย
“แม่ทัพกงซุน รบกวนแล้ว นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยของข้า มอบให้คุณหนูกงซุน…”
“ขอบคุณ เชิญด้านใน!” แม่ทัพกงซุนเผยรอยยิ้มออกมาอย่างหาได้ยากยิ่ง ทำให้ขุนนางทุกท่านที่เดิมทีรู้สึกเคร่งเครียดค่อยๆ วางใจ วันนี้เป็นงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่อวิ๋นซูเป็นแม่งาน เขาจะไม่ไว้หน้าบุตรีของตนได้อย่างไร? แน่นอนว่าต้องต้อนรับแขกอย่างเป็นมิตร ไม่ทำให้อวิ๋นซูขายหน้า
คุณหนูสูงศักดิ์จำนวนไม่น้อยมุ่งหน้าไปยังเรือนหลังภายใต้การนำของสาวใช้ ยามนี้เอง รถม้าเรียบง่ายคันหนึ่งปรากฏขึ้นบริเวณประตูจวนแม่ทัพ สตรีแต่งกายเรียบง่ายแต่มิสูญเสียความเคร่งขรึมปรากฏตัวท่ามกลางสายตาทุกคน พริบตานั้นบรรยากาศพลันเปลี่ยนไป
nitnit
รอลุ้นและเอาใจช่วยอวิ๋นซูให้รอดพ้นจากการมุ่งร้ายและให้ความรักของอวิ๋นซูกับองค์ชายใหญ่ได้จบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งด้วย
Venus36
ช่างกวนเมิ่งตกหลุมพรางไหม ส่วนองค์ชายใหญ่จะมาเห็นไหม อวิ๋นซูคืนนี้นางสวยมากนะ