หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 23 ตอนที่ 676 วางยาไม่สำเร็จ
เล่มที่ 23 ตอนที่ 676 วางยาไม่สำเร็จ
“แต่พวกเจ้าว่า เหตุใดนางจึงหน้าตาเหมือนฮูหยินเพียงนั้นเล่า? ราวกับแกะสลักออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน หากกล่าวว่ามิใช่เลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของฮูหยิน ทำให้ผู้คนยากจะเชื่อยิ่งนัก”
“ใช่แล้ว มักจะรู้สึกเหมือนได้เห็นฮูหยินกลับมาอย่างไรอย่างนั้น เพียงแต่…นิสัยของพวกนางแตกต่างกันมากเหลือเกิน”
“เช่นนั้นความหมายของท่านแม่ทัพคือคุณหนูซูถึงจะเป็นตัวจริง…อา!” แม่ครัวหันมา เห็นกงซุนเยี่ยนยืนจ้องพวกนางด้วยสายตามืดครึ้ม นางตกใจจนเกือบจะทำจานอาหารในมือพลิกคว่ำ “นี่…คะ คุณหนูเยี่ยน…”
นางยืนอยู่ที่นั่นนานเพียงใดแล้ว คงมิใช่ว่าได้ยินทั้งหมดหรอกกระมัง?
“ข้าหิวแล้ว ข้าต้องการอาหาร”
เสียงอู้อี้ดังมาจากปากของนาง ท่าทีบนใบหน้าของกงซุนเยี่ยนในยามนี้ทำให้เหล่าแม่ครัวไม่กล้าพูดจา ทำเพียงมองนางเข้ามาเช่นนั้น คิดไม่ถึงว่าสตรีผู้นั้นกลับหมุนตัวมา “จะไปส่งอาหารให้คุณหนูซูใช่หรือไม่?”
“…ใช่เจ้าค่ะ…อีกสักครู่ ชะ ชุนเซียงจะมารับไป…”
“ข้ายกไปให้เองแล้วกัน ข้ามีบางคำต้องการกล่าวกับคุณหนูซูพอดี” เสียงของนางเจือไปด้วยความเย็นยะเยือกคล้ายมีคล้ายไม่มี สายตาของทุกคนหยุดอยู่ที่แขนเสื้อของนาง รู้สึกว่าด้านในมีอะไรบางอย่างอยู่ คงมิใช่มีดหรอกกระมัง?! แย่แล้ว พวกนางล่วงเกินสตรีเบื้องหน้าผู้นี้ไม่ได้ ได้ยินว่าเมื่อครู่นี้ในเรือนของกงซุนเยี่ยนเกิดเรื่องร้ายกาจขึ้นด้วย!
“เหตุใดจึงไม่พูดเล่า?” กงซุนเยี่ยนมองไปรอบด้าน แม่ครัวผู้หนึ่งส่งสายตาเป็นสัญญาณ แม่ครัวอีกผู้หนึ่งจึงรีบยกกล่องอาหารที่มุมหนึ่งเข้ามา “นี่ นี่คือ….”
สตรีผู้นั้นเดินตรงเข้ามาหยิบกล่องอาหารไป เดินหายไปจากบริเวณประตูโดยไม่มองพวกนางอีก
จนกระทั่งนางเดินออกไปไกล แม่ครัวจึงรีบเอ่ยปาก “เร็ว! รีบไปแจ้งพ่อบ้าน!”
อีกด้านหนึ่ง
“คุณหนูเจ้าคะ ได้ยินว่าเมื่อครู่นี้ในเรือนของคุณหนูเยี่ยนไม่ค่อยสงบนัก” ชุนเซียงมองอวิ๋นซูที่มีท่าทางราวกับกำลังครุ่นคิด อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
อย่างไรก็ตาม สตรีสุขุมเยือกเย็นผู้นั้นกลับทำเพียงตอบรับอย่างเรียบเฉยครั้งหนึ่ง อวิ๋นซูยังคงอยากรู้ว่าใบหน้าของกงซุนเยี่ยนเป็นของจริงหรือเกิดจากยาของตระกูลอู่กันแน่? เมื่อลองคิดดู หากตระกูลอู่สามารถเลียนแบบใบหน้าของคนผู้หนึ่งได้ตามแต่ใจ เช่นนั้นจะเป็นเรื่องน่าหวาดกลัวเพียงใดกัน เพราะเหตุนี้ ความเชื่อใจก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความระแวง ผู้ใดจะรู้บ้างว่าข้างกายของตนจะมีสายลับถูกส่งเข้ามาหรือไม่
จะปล่อยให้กงซุนเยี่ยนจากไปเช่นนี้หรือ? อวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะคิดให้มากขึ้นเสียหน่อย
“คุณหนู ชุนเซียงไปยกอาหารก่อนนะเจ้าคะ”
เพิ่งจะก้าวออกจากประตูห้องไปเพียงก้าวเดียว ชุนเซียงก็รีบหยุดฝีเท้าลง พบว่าบริเวณไม่ไกล กงซุนเยี่ยนกำลังเดินเข้ามาใกล้พวกนางอย่างเชื่องช้า
“คุณหนู”
อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้นมอง พบว่าชุนเซียงส่งสายตาให้ตนระมัดระวัง เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นช้าๆ
“คุณหนูเยี่ยนมีธุระอันใดหรือเจ้าคะ?”
กงซุนเยี่ยนมิได้สนใจชุนเซียง หยุดยืนอยู่บริเวณประตู สายตามองตรงไปยังร่างของอวิ๋นซู “คุณหนูซูยังไม่ได้ทานอาหารกระมัง? เยี่ยนเอ๋อร์ก็ยังมิได้ทาน มิสู้ทานด้วยกันเป็นอย่างไร?”
นี่มัน…เกิดอะไรขึ้น?!
อวิ๋นซูและชุนเซียงสบตากัน เพียงแต่คนก็มาแล้ว ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ
เห็นนางไม่กล่าวคำใด กงซุนเยี่ยนจึงก้มหน้าลง “พรุ่งนี้เยี่ยนเอ๋อร์ก็จะไปแล้ว ระยะนี้เกิดความเข้าใจผิดบางอย่างกับคุณหนูซู ดังนั้นเยี่ยนเอ๋อร์จึงคิดจะทานอาหารด้วยกันกับคุณหนูซูเพื่อเป็นการชดเชยเรื่องไม่ดีที่เคยกระทำกับคุณหนูซู”
ชดเชย? ชุนเซียงอดไม่ได้ที่จะเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น เมื่อครู่ในเรือนของอีกฝ่ายเพิ่งจะเกิดเรื่อง ตอนนี้ท่าทีกลับแปรเปลี่ยนไปมากมายเช่นนี้ จะให้ผู้อื่นเชื่อได้อย่างไร?
“คุณหนูซูไม่เชื่อใจเยี่ยนเอ๋อร์หรือ? เยี่ยเอ๋อร์จะต้องไปแล้ว…” นางเผยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจออกมา
อวิ๋นซูค่อยๆ เก็บสีหน้า จากนั้นจึงจัดอาภรณ์ของตนแล้วเดินตามออกไป
ภายในห้องโถง กงซุนเยี่ยนนำอาหารในกล่องออกมา จนกระทั่งอวิ๋นซูเดินเข้ามานั่ง นางจึงนั่งตาม
“นี่เป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่เยี่ยนเอ๋อร์จะได้กินในจวนแม่ทัพ”
บนร่างของอีกฝ่ายมีบรรยากาศหดหู่แผ่ออกมา ชุนเซียงรู้สึกว่าอารมณ์ของตนหดหู่ตามไปด้วย เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว นางคิดจะประจบประแจงเพื่อขอความช่วยเหลือหรือ? เพียงแต่ในเมื่อไม่ใช่คุณหนูกงซุน เช่นนั้นย่อมไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ในจวนแม่ทัพต่อไปอีก
“คุณหนูซูจะให้อภัยสิ่งที่เยี่ยนเอ๋อร์ทำผิดไปในหลายวันนี้หรือไม่?” เพียงแต่เมื่อกงซุนเยี่ยนมองไปยังใบหน้าสงบนิ่งเช่นนั้นของอวิ๋นซู ในใจกลับเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม เพียงไม่นานก็ดีขึ้น นางก็เป็นเพียงคนที่กำลังจะตายเท่านั้น
อวิ๋นซูเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังใคร่ครวญจุดประสงค์ในการกระทำนี้ของอีกฝ่าย นางไม่คิดว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วกงซุนเยี่ยนจะเสียใจกับการกระทำของตน
“คุณหนูเยี่ยนไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ซูเอ๋อร์มิได้เก็บไปใส่ใจ”
หึ นางเสแสร้งแกล้งทำเป็นมีท่าทีเมตตาเห็นอกเห็นใจผู้คนเช่นนี้ต่อหน้าทุกคนหรือ? ท่านพ่อก็ถูกท่าทีเช่นนี้ของนางหลอกเอากระมัง?
“เช่นนั้นเยี่ยนเอ๋อร์ขอคารวะคุณหนูซูหนึ่งจอก” นางหยิบถ้วยชาเบื้องหน้าขึ้นมา รอการเคลื่อนไหวของอวิ๋นซูอย่างสงบ “พรุ่งนี้เยี่ยนเอ๋อร์จะมิได้เห็นคุณหนูซูแล้ว” ความหมายที่แท้จริงของนางก็คือ อีกสักครู่จะไม่มีใครได้เห็นอวิ๋นซูอีก
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีเคารพนอบน้อมเช่นนี้ อวิ๋นซูจึงหยิบถ้วยชาขึ้นมา ทั้งสองดื่มลงไป บรรยากาศกระอักกระอ่วนราวกับอ่อนโยนขึ้นมาเล็กน้อย
“เชื่อว่าอาหารเหล่านี้คงเป็นอาหารที่คุณหนูซูชอบกินกระมัง?” กงซุนเยี่ยนมองไปยังอาหารมากมายเต็มโต๊ะ ทำเพียงกล่าวไปตามใจประโยคหนึ่ง สตรีตรงข้ามแย้มยิ้มบางเบา ในใจของนางรู้สึกหนักอึ้ง เป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย! นังตัวปลอมนี่อาศัยอยู่ในจวนแม่ทัพอย่างสบายอกสบายใจ ท่านพ่อก็ปกป้องนาง ทุกคนประจบประแจงนาง นางเสพสุขกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของตนเช่นนี้เชียว!
ชุนเซียงรู้สึกไม่สบายไปทั้งร่าง หากกงซุนเยี่ยนต้องการใช้การรับประทานอาหารร่วมกันครั้งนี้ทำให้ความปรารถนาของนางประสบความสำเร็จเล่า! พลันนั้นจึงรีบเดินเข้ามาจัดเรียงอาหารให้อวิ๋นซูด้วยตัวเอง
กงซุนเยี่ยนในยามนี้หยิบตะเกียบขึ้นมา เลือกคีบเต้าหู้ตุ๋นรสอ่อนขึ้นมาชิม เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้จึงรู้สึกราวกับว่าพวกนางคิดมากไป
อวิ๋นซูเริ่มเคลื่อนไหวตาม ยามนี้เอง กงซุนเยี่ยนกลับเบนสายตาขึ้น “คุณหนูซู หมูผัดจานนั้นอร่อยหรือไม่? เยี่ยนเอ๋อร์กลัวเผ็ด” ความหมายของนางก็คืออยากให้อวิ๋นซูชิมเสียก่อน
อีกฝ่ายคีบหมูผัดชิ้นหนึ่งขึ้นมาตามที่นางบอกดังคาด กงซุนเยี่ยนหยุดการกระทำในมือ รอการเคลื่อนไหวสุดท้ายของอวิ๋นซู คิดไม่ถึงว่าสตรีตรงข้ามกลับชะงักไป วางตะเกียบในมือลงแล้วมองไปยังสตรีตรงข้าม
“ทะ ทำไมหรือ?”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย “มันเผ็ด”
“เช่นนั้นคุณหนูซูไม่ทานหรือ?”
ชุนเซียงรีบเอ่ยปากแทนคุณหนูของตน “สองสามวันมานี้คอของคุณหนูไม่ค่อยดี ทานเผ็ดไม่ได้เจ้าค่ะ”
“…” ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้เชียว! ทำลายแผนการของตนจริงๆ! มุมปากของกงซุนเยี่ยนแข็งค้างอยู่บ้างโชคดีนางไม่ได้วางยาในหมูผัดเผ็ดจานนั้นเพียงจานเดียว “ผัดน้ำมันหัวไชเท้านั่นเล่า?”
“คุณหนูเยี่ยน จานนั้นไม่เผ็ด” ชุนเซียงรู้สึกว่ากงซุนเยี่ยนที่อยู่เบื้องหน้าแปลกประหลาดยิ่งนัก ราวกับกำลังทดสอบอะไรบางอย่างก็มิปาน
“ข้าเพียงรู้สึกว่าอาหารจานนั้นน่าอร่อยยิ่งนัก อยากให้คุณหนูซูลองชิมเสียหน่อย”
อวิ๋นซูหลุบตาลงเงียบไปครู่หนึ่ง “จู่ๆ ซูเอ๋อร์ก็รู้สึกล้าขึ้นมา หากคุณหนูเยี่ยนทานอาหารเสร็จแล้วก็กลับไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องออกเดินทางแต่เช้า”
“อะไรนะ? เจ้าไม่กินแล้วหรือ!” กงซุนเยี่ยนพลันเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทีรุนแรง อวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย “ความจริงเมื่อครู่นี้ซูเอ๋อร์ทานไปบ้างแล้ว ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้จึงไม่อยากอาหารอีก”
“…” หรือว่านางกำลังหยอกล้อตนอยู่?! “หรือคุณหนูซูมิเต็มใจทานอาหารร่วมกับเยี่ยนเอ๋อร์? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เยี่ยนเอ๋อร์จะไปเสีย ไม่รบกวนคุณหนูซูอีก อาหารเหล่านี้ดีเยี่ยมเพียงนั้น อย่าได้ปล่อยให้สิ้นเปลืองเล่า!”
เพียงแต่สตรีผู้นั้นราวกับมีหัวใจประหนึ่งเหล็กกล้า ไม่คิดจะทำตามเจตนาของนาง ทำเพียงมองนางอย่างสงบอยู่เช่นนั้น
“เจ้า…เจ้า…” ตอนนี้เอง ในที่สุดกงซุนเยี่ยนก็ทนไม่ไหวจนต้องลุกขึ้นยืน “เจ้าลำพองใจให้มันน้อยๆ หน่อย!”
ความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้คล้ายมิอาจทำให้สตรีอีกสองคนที่อยู่ในห้องโถงรู้สึกแปลกใจได้เลย อวิ๋นซูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “คุณหนูเยี่ยนต้องการกล่าวสิ่งใดก็เชิญเถิด ความจริงไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองความคิดถึงเพียงนี้”
บนใบหน้าของกงซุนเยี่ยนเผยรอยยิ้มถากถางออกมา “ได้ ข้าก็คิดจะถามเจ้าเสียหน่อยว่าให้ท่านพ่อกินยาเสน่ห์อันใดกันแน่?! ตอนนี้เขาต้องการไล่ข้าออกจากจวนแล้ว! เจ้ารู้หรือไม่ ไม่ง่ายเลยกว่าที่ข้าจะกลับมาที่จวนแม่ทัพได้!”
อวิ๋นซูไม่ได้กล่าวคำใด ทำเพียงมองไปยังสตรีเบื้องหน้าอย่างสงบ
ตอนนี้เอง บริเวณประตูมีเสียงฝีเท้าร้อนรนดังขึ้นมาระลอกหนึ่ง กงซุนเยี่ยนรู้สึกตื่นตกใจ แย่แล้ว มีคนมาแล้ว! ท่ามกลางความตื่นตระหนก นางถึงกับพุ่งเข้าไปหาอวิ๋นซู ชุนเซียงสังเกตได้อย่างชัดเจนว่านางกำลังคิดจะหยิบของบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ
“คุณหนูระวัง!”
ในยามที่แม่ทัพกงซุนมาถึง พบว่าชุนเซียงกระแทกฝ่ามือเข้าไปยังหน้าอกของกงซุนเยี่ยน มิได้ควบคุมพละกำลังแม้แต่น้อย สตรีผู้นั้นกระเด็นออกไปแล้วร่วงลงพื้นอย่างรุนแรง หน้าผากกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะ กงซุนเยี่ยนสั่นสะท้านไปทั้งร่างแล้วจึงสลบไป
ขวดกระเบื้องเล็กๆ สีขาวขวดหนึ่งกลิ้งออกมาถูกเท้าแม่ทัพกงซุน เขาก้มตัวลงเก็บแล้วมองไปยังกงซุนเยี่ยนที่สลบไสลอยู่บนพื้นอีกครั้ง “ซูเอ๋อร์ ไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่?”
อวิ๋นซูส่ายศีรษะเล็กน้อย รับขวดกระเบื้องในมือของท่านแม่ทัพมาเปิดดม มีกลิ่นเหมือนกับกลิ่นที่อยู่ในหมูผัดดังคาด
“คุณหนู ในขวดกระเบื้องนี้คือ…”
“คราวนี้นางกลับฉลาดยิ่งนัก พิษนี้มีรสหวาน เกรงว่าหากเป็นคนที่ไม่ระวัง คงเข้าใจผิดคิดว่าในหมูผัดใส่น้ำตาลลงไป จะเกิดอะไรขึ้นเพียงคิดก็รู้” ความจริงเมื่อครู่ที่อวิ๋นซูวางตะเกียบลงเพราะได้กลิ่นหวานอันแปลกประหลาดนี้ นางไม่ชอบกินหวาน ด้วยเหตุนี้โรงครัวในจวนแม่ทัพจึงไม่เคยใส่น้ำตาลลงในอาหาร ดังนั้นเมื่อได้กลิ่น นางจึงรู้ว่าในอาหารต้องถูกผู้อื่นเล่นลูกไม้เป็นแน่
“อะไรนะ พิษ?!” แม่ทัพกงซุนใช้สายตาน่าหวาดกลัวมองไปยังกงซุนเยี่ยนที่อยู่บนพื้น มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่นจนส่งเสียงกรอบแกรบ รู้สึกแทบทนไม่ไหวแล้วจริงๆ! “เด็กๆ!”
“ท่านพ่อช้าก่อน!” อวิ๋นซูยื่นมือไปหยุดเขาเอาไว้ “ยาพิษนี้ เกรงว่าจะมีผู้อื่นให้นางมา”
ความหมายของนางก็คือ… “ฮองเฮาหรือ?!”
อวิ๋นซูไม่ได้กล่าวคำใด ทำเพียงเดินเข้าไป ยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของกงซุนเยี่ยน ผิวหยาบกระด้างเช่นนั้นทำให้นางเข้าใจกระจ่าง อดีตของกงซุนเยี่ยนขมขื่นมากจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น ใบหน้านี้ก็เป็นของจริง
ตอนนี้เอง ในที่สุดนางก็วางใจลง โชคดีที่ยาต้องห้ามของตระกูลอู่มิได้ใช้ได้พร่ำเพื่อถึงขั้นนั้น กงซุนเยี่ยนมีหน้าตาเหมือนฮูหยินแม่ทัพ ดูแล้วคงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
แม่ทัพกงซุนพยายามทำให้ตนสงบลง หากปล่อยนางไปเช่นนี้จะสบายกับนางเกินไปแล้ว! “เด็กๆ ลากไปขังไว้! ข้าแม่ทัพจะสอบสวนนางด้วยตัวเอง”
nitnit
ไม่ว่าคนหรือสิ่งของที่มาจากฮองเอาล้วนแล้วแต่มาด้วยความมุ่งร้าย
Venus36
แต่หน้าเหมือนบังเอิญไปอะ ฮองเฮาไปหามาจากไหน