หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 26 ตอนที่ 763 หารือแผนการ
เล่มที่ 26 ตอนที่ 763 หารือแผนการ
ฝูจีตอบรับอย่างเรียบเฉย ในใจเกิดความคิดนี้เช่นกัน มิแน่ว่าเรื่องราวอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง อวี๋เฟยคงไม่กล้าบอกตน มิเช่นนั้นนางคงไม่ตอบด้วยประโยคคลุมเครือเช่นนั้นแน่ จริงดังคาด การนั่งรออยู่เฉยๆ มิใช่นิสัยของนาง คิดหาวิธีเองจะดีเสียกว่า
นางมิให้ใครเป็นพระชายาองค์ชายใหญ่ทั้งสิ้น ของที่ตนต้องการ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยไม่ได้!
…
ภายในป่าไผ่บริเวณชานเมืองของเมืองหลวง ภายในจวนเล็กๆ อันเงียบสงบแห่งหนึ่ง ในห้องฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นสมุนไพรจางๆ
เสียงเคร้งดังขึ้น เสียงเอะอะดังขึ้นระลอกหนึ่งทำลายความเงียบสงบของป่าไผ่
สาวใช้ถอยออกมาจากในห้องด้วยอาการตื่นตระหนก อาภรณ์บนร่างเปื้อนยาจนกลายเป็นสีดำ “คุณชายโปรดระงับโทสะ บ่าวจะไปต้มยาให้อีกถ้วยหนึ่งเจ้าค่ะ”
นางหมุนตัวไป เกือบจะชนเข้ากับคนผู้หนึ่ง “หวา!”
เบื้องหน้าปรากฏใบหน้าสุขุมเยือกเย็นและบุรุษรูปงามเป็นเอก
ดวงตาของเฟิ่งหลิงมืดครึ้มลง เมื่อเห็นสภาพย่ำแย่ของสาวใช้จึงพอคาดเดาเรื่องราวได้คร่าวๆ “ถอยไปเถิด”
“บ่าวขอตัวเจ้าค่ะ”
วันนี้อวิ๋นซูตามเฟิ่งหลิงมาตรวจอาการบาดเจ็บของตงฟางรุ่ยโดยเฉพาะ เป็นดังเช่นที่นางคิดจริงๆ ต่อให้ออกมาจากจวนกงซุนแล้วตงฟางรุ่ยก็ยังไม่ยอมหยุด
เสียงประตูถูกเปิดออกดังขึ้น
“ไสหัวไป! หากส่งมาอีก คุณชายเช่นข้าจะทุบหน้าเจ้าเสีย!”
“เจ้าจะทุบหน้าผู้ใด?”
เสียงนี้ทำให้ตงฟางรุ่ยที่อยู่บนเตียงลุกขึ้นโดยพลัน เห็นเฟิ่งหลิงและอวิ๋นซูเดินเข้ามาพร้อมกันจึงฉีกยิ้มบนใบหน้า “คิดว่าญาติผู้พี่ไม่มีอารมณ์ใส่ใจเรื่องของญาติผู้น้องเพราะเตรียมตัวอภิเษกเสียอีก” ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความถากถาง ทว่าไหนเลยเฟิ่งหลิงจะสนใจ
อวิ๋นซูเดินเข้ามาเปิดล่วมยาอย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก ไม่รอให้ตงฟางรุ่ยกล่าวอันใดก็หยิบเข็มออกมาปักลงไปบนไหล่ของเขาในพริบตา
“โอ้ย…เจ้า นี่เจ้ากำลังทำอะไร?!”
ตงฟางรุ่ยรับมือไม่ทัน คิดไม่ถึงว่าอวิ๋นซูจะลงมือก่อน สตรีสุขุมเยือกเย็นผู้นี้ทำราวกับไม่ได้ยิน ใช้นิ้วจับเข็มหมุนเบาๆ ตงฟางรุ่ยพลันรู้สึกได้ถึงอาการชาอันรุนแรงที่แผ่ออกไปทั่วทั้งแขนจนไม่สามารถออกแรงได้
“ดูจากท่าทีที่คุณชายตงฟางทุบสิ่งของแล้วราวกับไม่มีเรี่ยวแรง ให้ข้ารักษาแขนข้างนี้ของท่านเสียหน่อยเถิด”
“…” อะไรที่เรียกว่าอาศัยอำนาจแก้แค้นส่วนตัว! ตงฟางรุ่ยนับว่าได้เรียนรู้ด้วยตัวเองแล้ว “พี่สะใภ้ อีกไม่นานพวกเราจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เหตุใดต้องจริงจังเพียงนี้ด้วย?” ยามนี้แขนของเขาขยับไม่ได้ ไม่สามารถทำอะไรนางได้จริงๆ
“ยังมีเรี่ยวแรงหยอกล้อ ดูแล้วร่างกายของคุณชายฟื้นฟูจนเกือบหายดีแล้ว” อวิ๋นซูลุกขึ้นยืน ทว่าคำพูดของนางกลับทำให้ตงฟางรุ่ยชะงักไปเล็กน้อย อะไรนะ? นี่จะไม่รับผิดชอบเกินไปหรือไม่? ตั้งแต่ที่ตนมายังจวนเล็กๆ แห่งนี้ก็มิได้ดื่มยาแม้เพียงถ้วยเดียว นางถึงกับกล่าวว่าตนฟื้นฟูจนเกือบจะหายแล้วหรือ!
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ วันนั้นก็ไม่ต้องส่งคนไปเพิ่ม ให้เขาช่วยเหมยเฟยออกมาเพียงลำพัง เชื่อว่าเขาคงสู้กับศัตรูได้นับร้อย” เฟิ่งหลิงนั่งลงด้านข้าง จิบชารสเลิศโดยไม่สนใจท่าทีแปลกประหลาดของตงฟางรุ่ย
“นี่…ในที่สุดพวกท่านก็ยอมลงมือแล้ว?!”
ตงฟางรุ่ยมีปฏิกิริยาตอบกลับอย่างรวดเร็ว ท่าทีเต็มไปด้วยความยินดี เขากลัวว่าเฟิ่งหลิงจะลืมไปแล้วว่าตนมาแคว้นเหลียนเพื่ออะไร กลัวว่าโอกาสดีๆ จะผ่านไปในช่วงเวลาที่เขากำลังรักษาตัว
เฟิ่งหลิงปรายตามองใบหน้าที่ขาวซีดจนเห็นได้ชัดของเขา “อืม สภาพเช่นนี้ของเจ้าคงพ่ายแพ้ยับเยินกระมัง?”
“ไม่ๆๆ ข้าเกือบหายดีแล้ว ใช้หนึ่งต้านสิบได้ไม่มีปัญหา!”
เดิมทีเขาคิดจะสะบัดมือแสดงวิชาเพื่อพิสูจน์ตนเอง กลับลืมไปว่าออกแรงไม่ได้แม้แต่น้อย
อวิ๋นซูเดินไปข้างกายเฟิ่งหลิงโดยไม่สนใจเขาอีก “อาการบาดเจ็บของเขายังไม่หายดี เกรงว่าจะเป็นตัวถ่วงของพวกเรา ยืดแผนการออกไปเถิด”
“อะไรนะ? ตัวถ่วง? เจ้า…”
“อืม ในเมื่อเขาไม่ยอมดื่มยาดีๆ ก็ทำได้เพียงกลายเป็นตัวถ่วงของพวกเรา เช่นนั้นก็อย่าเพิ่งช่วยเหมยเฟยชั่วคราว พวกเราไม่อยากเก็บศพแทนผู้อื่นในวันดีๆ”
ไม่ทันไรตงฟางรุ่ยก็ฟังทุกอย่างจนเข้าใจกระจ่าง เขาพลันหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆ ขอเพียงพวกท่านยอมช่วยข้า ยามากน้อยเพียงใดก็จะดื่ม! จะลงมือเมื่อใด? ยิ่งเร็วยิ่งดี!”
อวิ๋นซูขมวดคิ้วเล็กน้อย “หากท่านยอมร่วมมือดีๆ ตอนนี้อาการบาดเจ็บคงเกือบหายดีแล้ว”
“ล้วนเป็นความผิดของข้า ไม่เป็นไร บาดเจ็บเล็กน้อยเพียงเท่านี้ไม่นับเป็นอะไรได้ ตกลงจะลงมือเมื่อใด?”
เมื่อเห็นท่าทีร้อนใจเช่นนี้ของเขา เฟิ่งหลิงและอวิ๋นซูจึงสบตากัน ทอดถอนใจอย่างจนใจ
“ข้าและซูเอ๋อร์หารือกันแล้ว เลือกลงมือในวันจัดพิธีหมั้นหมาย”
องค์ชายใหญ่จะตกแต่งพระชายาเอก ย่อมต้องมีพิธีหมั้นหมายเสียก่อน สินสอดของหมั้นล้ำค่ามากมายจะส่งมอบในวันพิธี ยิ่งไปกว่านั้นจะผูกดวงชะตาของทั้งสองที่แท่นบูชา กำหนดฤกษ์ทำพิธีให้สมบูรณ์ จนกระทั่งเมื่อมาถึงฤกษ์ดีจะทำการอภิเษกรับพระชายาเข้าวังอย่างยิ่งใหญ่ ช่วงเวลานี้สามารถละเว้นขั้นตอนที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายลงได้
ตงฟางรุ่ยมองไปทางอวิ๋นซูด้วยความแปลกใจ นางยอมช่วยหมู่เฟยตนหนีในวันสำคัญของชีวิตเช่นนี้เชียวหรือ?
“ข้าส่งคนไปค้นหาตำหนักเย็นที่เหมยเฟยอยู่แล้ว ก่อนหน้านั้นจะต้องหาแผนการที่รอบคอบเสียก่อน เมื่อถึงพิธีการหมั้นหมายจะให้เหมยเฟยไปซ่อนอยู่ในของหมั้นและส่งออกจากวัง เช่นนี้ถึงจะปิดบังสายตาผู้คนได้ดี” นี่คือผลจากการที่เฟิ่งหลิงและอวิ๋นซูหารือกัน วันนั้นทั่วทั้งพระราชวังจะวุ่นวายยิ่ง และเป็นช่วงเวลาที่การคุ้มกันผิดพลาดได้ง่ายที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาสามารถใช้ข้ออ้างมากมายเพื่อถ่วงเวลาฮองเฮาและเบนความสนใจของพระนาง ทำให้มีโอกาสสำเร็จมากยิ่งขึ้น
ตงฟางรุ่ยยิ่งฟังยิ่งกระตือรือร้น ราวกับเห็นภาพที่เหมยเฟยถูกพวกเขาช่วยออกมาแล้วก็มิปาน เรื่องนี้รบกวนเขามาหลายวันจนเขาไม่อาจกินนอนอย่างสงบ คิดว่าตนเชื่อคนผิดมาโดยตลอด เฟิ่งหลิงจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร? ตอนนี้มาคิดดูแล้ว ที่แท้เป็นตนที่ใช้ความคิดคนถ่อยไปตัดสินบัณฑิต
ญาติผู้พี่ของตนถึงกับยอมเสี่ยงอันตรายช่วยคนในวันมงคลของตนเอง ในใจของตงฟางรุ่ยรู้สึกซาบซึ้งจนบอกไม่ถูก
“ดังนั้นหลายวันนี้ขอให้คุณชายตงฟางรักษาตัวให้ดี มีคนเพิ่มคนหนึ่งย่อมมีกำลังเพิ่มส่วนหนึ่ง” อวิ๋นซูมองสายตาซาบซึ้งของบุรุษ แย้มยิ้มเล็กน้อย
“ได้ๆๆ ต่อให้ข้าต้องกินยาทุกวันวันละสิบเทียบก็ยังได้!”
เฟิ่งหลิงมองไปยังท่าทียินดีของเขา เอ่ยถามอย่างลึกล้ำประโยคหนึ่ง “ช่วยคนออกมาแล้วเจ้าคิดจะไปที่ใด?”
ตงฟางรุ่ยชะงักเล็กน้อย เขายังไม่ได้คิดถึงปัญหานี้
“ฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่ จะไม่มีที่ให้อยู่เชียวหรือ?”
“ขาทั้งสองของอาหญิงไม่ดี วันหน้า หากเจ้าพานางไป เจ้าคงรู้ว่าจะลำบากมากเพียงใดใช่หรือไม่?” เฟิ่งหลิงกล่าวถึงปัญหาตามความจริง ตงฟางรุ่ยค่อยๆ เก็บท่าทีของตน นั่นคือหมู่เฟยของเขา เขาไม่อยากให้ตนรู้สึกผิดเหมือนกับที่ฮองเฮาแห่งแคว้นเฉินกลายเป็นความรู้สึกผิดของเขา
“ข้าจะดูแลนางตลอดไป”
“เช่นนั้นพระชายาเล่า?” อวิ๋นซูรู้ว่าอู๋ฮุ่ยอวิ๋นอยู่ข้างกายเหมยเฟย
ตงฟางรุ่ยเงียบลงโดยพลัน สตรีผู้นั้นเคยเป็นความรับผิดชอบของเขา ไม่สิ ความจริงเป็นความรับผิดชอบของเขาชั่วชีวิต “หากนางเต็มใจติดตามข้าไป ข้าย่อมดูแลนาง”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้อวิ๋นซูจึงวางใจลงมาก ดูท่าทางช่วงที่ไม่ได้พบกัน ตงฟางรุ่ยจะพบเรื่องราวมากมายจนทำให้เขามีความเปลี่ยนแปลงถึงเพียงนี้
เมื่อออกมาจากจวนเล็กๆ แห่งนั้น เฟิ่งหลิงพบว่าอวิ๋นซูมีท่าทีราวกับกำลังครุ่นคิด
“ซูเอ๋อร์ ครั้งนี้ผิดต่อเจ้าแล้วจริงๆ” ความจริงเขาไม่อยากให้เรื่องสำคัญของทั้งสองเข้าไปพัวพันกับความยุ่งยากเช่นนี้ เดิมทีคิดจะมอบความทรงจำที่มิอาจลืมเลือนไปชั่วชีวิตให้นาง แต่ไม่ว่าพวกเขาสองคนจะคิดอย่างไรก็ไม่อาจหาโอกาสดีๆ ที่จะพาเหมยเฟยออกจากวังได้อีก ในใจเต็มไปด้วยความขอบคุณในความใจกว้างของอวิ๋นซู แต่ที่มีมากกว่าคือความรู้สึกผิด
อวิ๋นซูได้สติกลับมา เข้าใจถึงความหมายในคำพูดของเฟิ่งหลิงโดยพลัน
นางยิ้ม “ข้าเพียงกำลังคิดว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้อาจสำเร็จอาจล้มเหลว ดังนั้นต้องกำหนดแผนการที่สมบูรณ์ขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเหนือคาดอันใด”
ที่แท้นางกำลังใคร่ครวญถึงปัญหานี้ เฟิ่งหลิงยังคิดไปว่านางไม่ยินดีเสียอีก
“เจ้าไม่รู้สึกเสียใจแม้แต่น้อยเลยหรือ?” เขายื่นมือออกไปกุมมือเล็กๆ อันเย็นเยียบของนาง
อวิ๋นซูมองสายตาของเขาอยู่เช่นนั้น “มิใช่ว่าพวกเราคุยกันดีแล้วหรือ รอให้ทุกอย่างถูกแก้ไขเสียก่อน พวกเราจะหาสถานที่ดีๆ ใช้ชีวิตอย่างไร้ความวุ่นวายและความกังวล ใช่หรือไม่? นี่เป็นแรงผลักดันที่ค้ำจุนข้ามาโดยตลอด” ต่อให้ช่วงเวลานี้จะลำบากมากเพียงใด นางก็มีความกล้าที่จะยืนหยัดต่อไป
เฟิ่งหลิงกุมมือนางแน่น ในใจถูกความซาบซึ้งและความอบอุ่นเติมเต็ม
ใช่แล้ว ความลำบากทั้งหมดในตอนนี้ ล้วนต้องฝ่าฟันเพื่อที่ทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกันตราบฟ้าดินสลาย ขอเพียงในใจของพวกเขามีกันและกัน ไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้
……
วันต่อมา
ภายในตำหนักของอวี้กุ้ยเฟย อวิ๋นซูเดินออกมาจากในห้อง สนมผู้เปี่ยมความกังวลรีบเดินเข้ามา
“คุณหนูกงซุน อี้เอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง?” ผิวหนังของหวงฝู่อี้ดูหน้าน่ากลัวเช่นนั้นมาโดยตลอด นี่ทำให้เขาไม่ยอมปรากฏตัวต่อหน้าผู้อื่นอีกตั้งแต่ที่ออกไปจากตำหนักเมื่อคราวนั้น กระจกทั้งหมดในห้องถูกเขาทุบแตก อารมณ์แย่ลงเรื่อยๆ กระทั่งมีคนพบว่าเขาโกรธเกรี้ยวจนใช้ดาบเฉือนผิวหนังของตนหลายครั้ง นี่ทำให้อวี้กุ้ยเฟยตกใจจริงๆ
“พิษขององค์ชายกำลังถูกกำจัดออกไปช้าๆ เพียงแต่สีของผิวหนังไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้มากนัก จำเป็นต้องรักษาระยะยาวจึงจะฟื้นฟูได้” ก่อนหน้านี้อวิ๋นซูเคยพูดกับอวี้กุ้ยเฟยแล้ว หากหวงฝู่อี้คิดจะรักษาให้หายเหมือนคนปกติจะต้องใช้เวลานาน จะอย่างไรก็เป็นการใช้ผิวหนังแลกชีวิต นับว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าแล้ว
อวี้กุ้ยเฟยทอดถอนใจด้วยความผิดหวัง เดิมทีนางหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์อันใดขึ้น เนื่องจากนางพบว่านิสัยของหวงฝู่อี้เปลี่ยนไปแปลกประหลาดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เขารังเกียจสภาพของตนเองมาก ทั้งยังไม่ยอมคบหากับผู้อื่น ทุกวันนอกจากถูกทำลายข้าวของก็จะหลบอยู่ในห้องเพียงลำพัง ไม่ว่าใครก็ไม่ทราบว่าเขากำลังทำสิ่งใด นี่ทำให้อวี้กุ้ยเฟยสะดุ้งตื่นจากความฝันทุกวัน และต้องมาดูเสียหน่อยว่าหวงฝู่อี้ยังปลอดภัยไร้อันตราย
“ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องชีวิตขององค์ชายแล้วเพคะ หวังว่าเหนียงเหนียงจะชี้แนะเขาให้ดี”
ดวงตาของอวี้กุ้ยเฟยเปียกชื้น “ใช่แล้ว เปิ่นกงหวังเพียงว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี”
“ไม่ทราบว่าระยะนี้เหนียงเหนียงพบความยุ่งยากอันใดหรือไม่?” อวี้กุ้ยเฟยเข้าใจเจตนาของอวิ๋นซูได้โดยพลัน สิ่งที่นางถามก็คือตนได้รับความลำบากจากฮองเฮาหรือไม่
ตอนนี้นับว่าอวี้กุ้ยเฟยเป็นคนของเฟิ่งหลิงแล้ว เชื่อว่าฮองเฮาคงอดรนทนไม่ไหวอยากแก้แค้นที่ตนถูกหลอกในวันนั้นยิ่งนัก ต้องการชำระแค้นที่มีกับอวี้กุ้ยเฟยไปเสียให้สิ้น พวกนางรู้ดีว่าฮองเฮาไม่ยอมจบง่ายๆ เพียงเท่านี้แน่ เพียงแต่เรื่องของซ่างกวนเมิ่งยังมิผ่านไป ฮองเฮาจึงไม่มีโอกาสลงมือ
เมื่อฮองเฮาได้อิสรภาพกลับคืนมาอีกครั้ง อวี้กุ้ยเฟยจะเป็นคนที่อันตรายที่สุด
Pennybull
มีศัตรูรอบด้านและมากมาย เป็นห่วงอวิ๋นซู และ เฟิ่งเหลิง อยากให้มีคนดีเพิ่มเติมที่จะช่วยแบกเบา
ปัญหาอันตรายให้เขาทั้งสอง
Venus36
การหมั้นหมายจะราบรื่นได้อย่างไร เชื่อเลยว่าฝูจีกับฮองเฮาและท่านปู่และมหาราชครูต้องทำอะไรบางอย่างแน่ อวิ๋นซูต้องระวังตัวแล้วว ยังห่วงคนอื่นอีก