หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 784 หาเรื่องใส่ตัว
เล่มที่ 27 ตอนที่ 784 หาเรื่องใส่ตัว
เสียงแคว่กดังขึ้น ผ้ารัดเอวถูกฉีกขาด สิ่งที่ทำให้ฝูจียากจะรับไหวที่สุดก็คือตนเองในยามนี้น่าอนาถหาใดเปรียบ ถึงกับไม่สามารถต่อต้านได้ ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยได้รับความอับอายถึงเพียงนี้มาก่อน ทำให้นางดวงตาแดงระเรื่อ
“ปล่อยข้า…” เสียงออกคำสั่งนี้ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงไปนานแล้ว จักรพรรดิเหลียนเห็นนางเป็นผู้อื่น ในพระเนตรเต็มไปด้วยความรักใคร่
ในมุมมืด เฟิ่งหลิงมองชายหญิงที่กำลังพัวพันกันด้วยสายตาเรียบเฉย มิได้ไม่มีความคิดจะเข้าไปหยุดแม้แต่น้อย เพียงแต่ความรู้สึกที่เขามีต่อจักรพรรดิเหลียนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มิใช่เสด็จพ่อเคยตรัสว่าในสายตาของพระองค์รักเพียงเสด็จแม่ผู้เดียวหรือ? เพียงแต่ความรักนี้กลับมิได้เหนือไปกว่าความงดงามเช่นนั้นหรือ? แล้วก่อนหน้านี้ที่พระองค์แสดงความรักใคร่ให้ความสำคัญออกมาต่อหน้าตนเล่า เห็นได้ชัดว่าตนเองโง่งมยิ่งนัก ถึงกับคิดว่าพระองค์ใช้ชีวิตอย่างโศกเศร้า
ฝูจีจำได้ว่าตนซ่อนมีดสั้นไว้ในแขนเสื้อเล่มหนึ่งเพื่อใช้รับมือกับสถานการณ์เหนือคาดเช่นนี้ เพียงแต่ที่ทำให้นางรับไม่ได้ก็คือมือทั้งสองของตนในยามนี้ถึงกับไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน ถูกกดอยู่ใต้หน้าอกของจักรพรรดิเหลียนจนอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
จมูกอุ่นของบุรุษผู้นั้นโถมสู่ลำคอของนาง ดวงตาของฝูจีเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว อับอายและเจตนาสังหาร
“ใครก็ได้ ใครก็ได้…” กระทั่งเสียงของนางยังเปลี่ยนไปแหบแห้ง เมื่อผู้อื่นได้ฟังกลับรู้สึกถึงความยั่วยวนที่แตกต่างออกไป
คนเล่า? สาวใช้และองครักษ์ของนางเล่า? เห็นว่านางอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แล้วพวกเขายังออกมาหยุดไม่ทัน จะมีพวกตัวไร้ประโยชน์กลุ่มนี้ไปเพื่ออันใด?!
“ฉินเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว…”
ฉินเอ๋อร์? ชื่อที่เขาเรียก ควรจะเป็นฮองเฮาพระองค์ก่อนกระมัง?
“ฝ่าบาท หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ใช่…พระองค์จำผิดแล้วเพคะ!” ฝูจีกัดฟันแน่น เพียงแต่จักรพรรดิเหลียนไม่มีเจตนาจะคลายพระหัตถ์แม้แต่น้อย
สตรีที่ถูกพันธนาการยังดิ้นรนไม่ยอมแพ้ ทันใดนั้น สายตาของนางหยุดอยู่เบื้องหลังจักรพรรดิเหลียน บุรุษที่ยืนอยู่ในมุมหนึ่งอย่างสงบกำลังมองมาทางพวกเขา
เงาร่างเช่นนั้นเหตุใดฝูจีจะจำไม่ได้! นายน้อยตระกูลมหาราชครูยืนอยู่ที่นั่นตั้งแต่เมื่อใด?! หรือว่า…เขาเป็นคนทำให้จักรพรรดิเหลียนเสด็จมา?
นี่มันเพราะอะไร…ไม่ เป็นไปไม่ได้ เขาจะมีใจคอโหดเหี้ยมเช่นนี้ได้อย่างไร…ตนเสี่ยงอันตรายเข้าวังมาเพื่อเขา ผลกลับกลายเป็นว่าเขาทำเช่นนี้กับตนหรือ?!
มือของฝูจียื่นคว้าไปทางเฟิ่งหลิงราวกับต้องการคว้าจับฟางเส้นสุดท้ายของชีวิต แต่ที่ทำให้นางยิ่งรู้สึกหวาดกลัวก็คือ จากมุมของนางไม่อาจเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นั้นได้ชัดเจน ทว่าเบื้องหน้า ท่าทีเย็นชาไร้อารมณ์ของเฟิ่งหลิงกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
สายตาของเขามองตรงมาที่นางซึ่งอยู่ในสภาพน่าสังเวชเช่นนั้น ทำให้นางไม่อาจล่าถอย ประกายเย็นชาในดวงตาราวกับกำลังเย้ยหยันนาง กล่าวว่านางทำตัวเอง!
“ไม่ ไม่ได้…”
นางไม่อาจปล่อยให้ตนถูกทำลายในสวนดอกไม้เล็กๆ เช่นนี้ ไม่อาจปล่อยให้ตนสูญเสียความภาคภูมิของตนต่อหน้าเขาเช่นนี้!
ความคับแค้นอันไร้ก้นบึ้งแผ่ขยายออกมาจากหัวใจ ไม่ทราบว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด ในที่สุดฝูจีก็คว้าจับมีดที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อท่ามกลางสถานการณ์วุ่นวายเช่นนี้ได้ นางดึงมีดออกมาด้วยอาการสั่นเทา ขยับเข้าใกล้แผ่นหลังบริเวณหัวใจของจักรพรรดิเหลียนช้าๆ
ปาฏิหาริย์บังเกิดขึ้นในยามนี้เอง จู่ๆ บุรุษบนร่างกลับไม่ขยับเขยื้อน กระทั่งลมหายใจก็คล้ายจะหยุดชะงักไป
ฝูจีขมวดคิ้ว ในที่สุดก็กล้าหยุดสายตาบนใบหน้าจักรพรรดิเหลียน
พระองค์กำลังหันข้าง จ้องมองไปยังพื้นหญ้าด้านข้างด้วยอาการเหม่อลอย ฝูจีหอบหายใจ หันไปตามสายพระเนตรด้วยความระมัดระวัง
พบว่าข้างพระหัตถ์มีกระดาษแผ่นหนึ่งตกอยู่บนพื้นหญ้า ตัวอักษรงดงามหาใดเปรียบ เพียงมองก็ทราบว่าออกมาจากลายมือของสตรี เพียงแต่ฝูจีในยามนี้ไหนเลยจะมีอารมณ์มองว่ามีสิ่งใดเขียนอยู่ด้านใน เมื่อเห็นว่าจักรพรรดิเหลียนคล้ายจะฟื้นคืนสติขึ้นมาไม่น้อยจึงกล่าวว่า “ฝ่าบาท พระองค์จำคนผิดแล้ว หม่อมฉันไม่ใช่สตรีที่พระองค์เรียกหา…”
จักรพรรดิเหลียนขมวดขนง พระองค์ไม่มองใบหน้าฝูจีแต่หยุดชะงักไปเนิ่นนาน เวลาราวกับถูกหยุดลงเพียงเท่านี้ ฟังเสียงลมหายใจของกันและกันอย่างสงบ
มีเพียงฝูจีที่ทราบว่าสำหรับนางแล้วช่วงเวลานี้คล้ายกับผ่านไปนานนับปี สมควรตาย เรี่ยวแรงของนางยังไม่ฟื้นคืนมา! ฮองเฮาให้นางกินยาอะไรกันแน่? เป็นนางที่จงใจล่อจักรพรรดิเหลียนมาที่นี่หรือ?
ตอนนี้เอง ในที่สุดบุรุษบนร่างก็เริ่มขยับ พระองค์ยื่นพระหัตถ์ออกไปอย่างเงียบงัน เก็บกระดาษขึ้นจากพื้นเบาๆ จากนั้นจึงหยัดพระวรกายลุกขึ้นยืน
ฝูจีสัมผัสได้ว่าอากาศอันบริสุทธิ์ถาโถมเข้ามา ดวงดาวพร่างพราวเหนือศีรษะชัดเจนเพียงนั้น ความรู้สึกราวกับได้เกิดใหม่เอ่อล้นออกมาจากใจ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรแล้ว เขาไปแล้วใช่หรือไม่?
สตรีบนพื้นพยายามลุกขึ้นนั่งด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด อย่างไรก็ตามรอบด้านไหนเลยจะมีเงาร่างของจักรพรรดิเหลียนอยู่อีก เขาจากไปเมื่อใดกัน ฝูจีไม่ทราบโดยสิ้นเชิง นางสูดหายใจลึก “หงเหมย ลวี่หลิ่ว?! อยู่ที่ใด? คนเล่า?!” นางร้องเรียกราวกับเสียสติ เพียงแต่สิ่งที่ตอบกลับนางมีเพียงแสงจันทร์อันสงบเงียบ
ยามนี้กระทั่งลมยังหยุดพัด บรรยากาศรอบด้านแปรเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
เงาคนสูงใหญ่หยุดยืนเบื้องหลังนาง บดบังเงาของนางเอาไว้
ไม่จำเป็นต้องหันไป ฝูจีก็ทราบว่าคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังคือผู้ใด
นางกระชับอาภรณ์ของตนโดยไม่รู้ตัว เมื่อครู่ตนอยู่ในสภาพน่าอับอายเพียงนั้น เขาถึงกับยืนดูอย่างเงียบเชียบไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือเชียวหรือ? หึ เขาคงเห็นตนเป็นตัวตลกกระมัง?
ความรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเอ่อล้นออกมาจากใจ นี่เป็นครั้งแรกที่นางพยายามเพื่อบุรุษมากมายเช่นนี้ ภาพทุกสิ่งที่นางเสียสละออกไปในหลายวันมานี้ค่อยๆ ปรากฏ แต่กลับเป็นดั่งคมมีดที่กรีดเฉือนใจนาง นับเป็นความอัปยศอันยิ่งใหญ่ในชีวิตจริงๆ
“ก่อเรื่องพอแล้วก็รีบกลับไปเถิด”
เสียงไร้อารมณ์ดังขึ้นเหนือศีรษะ เฟิ่งหลิงมองไปยังสตรีที่นั่งอยู่บนพื้นด้วยท่าทีเรียบนิ่ง ไม่มีความเห็นใจแม้แต่น้อย
“ฮ่ะๆ นี่เจ้ากำลังออกคำสั่งข้า ให้ข้าไสหัวไปเช่นนั้นหรือ?”
“จะเข้าใจเช่นนั้นก็ย่อมได้”
เฟิ่งหลิงเงยหน้ามองไปยังทิศทางที่จักรพรรดิเหลียนเสด็จจากไปเมื่อครู่นี้ ยังดีที่เสด็จพ่อมิได้ทำความผิดอันโง่งมลงไป มิเช่นนั้นคงทำให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะลับหลังเข้าจริงๆ
รู้สึกได้ว่าคนด้านหลังเดินไปแล้ว ฝูจีไม่ทราบว่านำความกล้ามาจากที่ใด ถึงกับตะโกนขึ้นเสียงดัง “เจ้าเป็นคนทำใช่หรือไม่?!”
เฟิ่งหลิงหยุดฝีเท้าลง แต่กลับไม่ตอบนาง
สตรีนางนั้นลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายโอนเอน มองไปยังบุรุษเบื้องหน้า ท่าทีที่อัดแน่นไปด้วยความอัปยศ “ทั้งๆ ที่เจ้ารู้ว่าข้ารอเจ้าอยู่ที่นี่ แต่เจ้ากลับ เจ้ากลับ…เจ้าต้องการทำให้ข้าอับอายให้ได้เชียวหรือ?”
พลันนั้นบุรุษเบื้องหน้าแย้มยิ้มออกมา รอยยิ้มเช่นนี้ในความคิดของฝูจีกลับเข้าใจว่าเป็นรอยยิ้มถากถางของเขา
“พูดสิ? เหตุใดเจ้าถึงไม่พูด? ยอมรับเงียบๆ ใช่หรือไม่?”
เสียงอันบ้าคลั่งของสตรีไม่อาจส่งผลต่ออารมณ์ของเฟิ่งหลิงได้เลย
“เจ้าจะคิดอย่างไรก็ตามใจเจ้าเถิด ตอนนี้คงรู้แล้วว่าพระราชวังแห่งแคว้นเหลียนมิใช่สถานที่ที่เจ้าคิดอยากจะมาก็มาคิดอยากจะไปก็ไป?”
ฝูจีกัดฟันแน่นแต่กลับไม่ยอมก้มหน้ารับ “อ้อ? เช่นนั้นหรือ? มิใช่ว่าข้ายังยืนอยู่ที่นี่ดีๆ หรือไร? พระราชวังแห่งแคว้นเหลียนก็ไม่ใช่สถานที่เหนือชั้นอันใด!”
นางไม่กลัวเลยว่าตนในยามนี้จะถูกผู้อื่นพบเห็น นางต้องการลากองค์ชายใหญ่สูงศักดิ์ท่านนี้ลงน้ำไปด้วยกัน ดูสิว่าเขาจะอธิบายอย่างไร!
“ดังนั้นคืนนี้สมควรเฉลิมฉลองให้เจ้ากระมัง?”
“…” คำพูดของเฟิ่งหลิงกรีดแทงลงไปในใจของฝูจีอีกครั้ง มุมปากของนางแข็งค้างหาใดเปรียบ ความอัปยศเช่นนี้นางไม่อาจลืมเลือนไปชั่วชีวิต ตนกับจักรพรรดิเหลียนเกือบจะ…ยิ่งไปกว่านั้นนางถึงกับไร้ความสามารถถึงเพียงนี้ กระทั่งเรี่ยวแรงจะต่อต้านก็ยังไม่มี!
“เดิมทีคิดว่าจักรพรรดิเหลียนมีใจรักมั่นต่อฮองเฮาพระองค์ก่อน ดูแล้วก็เพียงเท่านี้เอง”
นางได้ยินจากท่านมหาราชครูว่าองค์ชายใหญ่รั้งอยู่ในพระราชวังเพื่อตามหาฮองเฮาพระองค์ก่อน นางรู้ว่าฮองเฮาพระองค์ก่อนมีความหมายต่อเฟิ่งหลิงยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้จึงคิดจะใช้เรื่องนี้มากระตุ้นให้เขาโกรธ
เพียงแต่น่าเสียดาย เฟิ่งหลิงคาดเดาเจตนาของนางได้แล้ว
“คุณหนูฝูจีมีใบหน้างดงามจนไม่มีผู้ใดเทียบเทียม เดิมทีองค์ชายเช่นข้าคิดว่าบุรุษใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดต้านทานได้ ดูแล้วก็เพียงเท่านี้เอง”
“เจ้า…” ฝูจีกัดฟันแน่น กล่าวอะไรไม่ออกแม้เพียงคำเดียว
“คุณหนูฝูจีไม่คิดว่าการยืนอยู่ที่นี่จะกลายเป็นเรื่องน่าขันหรอกหรือ?” เฟิ่งหลิงกล่าววาจาโหดร้ายเช่นนี้น้อยมาก แต่สำหรับสตรีเบื้องหน้า เขาไม่มีความรู้สึกดีด้วยเลยจริงๆ ทางที่ดีให้นางเกลียดตนมากเท่าใดยิ่งดี เช่นนี้นางจะได้ไปให้ไกลจากตน
ฝูจีสูดหายใจเย็นยะเยือก อย่างไรก็ตามดวงตากลับแดงก่ำอย่างมิอาจทน
นางพยายามอดกลั้นไม่ให้ตนร้องไห้ ตั้งแต่เล็กจนโต เรื่องที่นางคิดจะทำไม่เคยมีผู้ใดหยุดยั้งได้ ทุกคนในตระกูลไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ไม่เคารพนอบน้อมต่อนาง ทุกคนที่ทำให้นางโกรธล้วนไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนี้ บุรุษเบื้องหน้ากลับทำให้นางอับอายครั้งแล้วครั้งเล่า
“เพราะเหตุใด…นางดีเพียงนั้นเชียวหรือ…” ฝูจีก้มหน้าลง มือที่อยู่ในแขนเสื้อสั่นระริก
นางไม่เข้าใจ ตนแพ้ให้กงซุนซูที่ใดกันแน่! ความงามหรือ? หรือจะเป็นความสามารถ? หรือจะเป็นฐานะพื้นเพ? ไม่ นางจะแพ้ไม่ได้!
เฟิ่งหลิงรู้ได้โดยพลันว่านางที่อีกฝ่ายกล่าวถึงคือผู้ใด เขาหัวเราะเบาๆ “คุณหนูฝูจีอย่าได้โง่เขลาเป็นทุกข์เป็นร้อนในเรื่องไร้สาระอีกเลย เจ้ากับข้าไม่นับเป็นกระทั่งสหายด้วยซ้ำ ยิ่งไม่จำเป็นต้องสนทนาเรื่องความรักใคร่” เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ผู้อื่นรับรู้ถึงความดีของอวิ๋นซู ยิ่งเป็นคนเบื้องหน้ายิ่งไม่ต้อง
คำตอบเช่นนี้ทำให้สมองของฝูจีขาวโพลน
ไม่นับเป็นกระทั่งสหาย…ฮ่ะๆ ตนช่างน่าขันจริงๆ
เพียงแต่นางไม่ยอม! นางไม่ยอม!
เฟิ่งหลิงเดินไปเบื้องหน้าโดยไม่สนใจนางอีก “ใช่แล้ว พาคนของเจ้าไปเสีย หากครั้งหน้าข้าพบเจ้าในวังอีกคงไม่เกรงใจเช่นนี้แล้ว”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ บุรุษเบื้องหน้าก็หายไปจากริมฝั่งทะเลสาบราวกับภาพฝัน
สำหรับฝูจี หากทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นเพียงความฝันจริงๆ จะดีมากเพียงใด
“อะไรนะ? ฝ่าบาทเสด็จไปจากสวนทะเลสาบบงกชแล้วหรือ?!” เมื่อฮองเฮาได้รับข่าว บนพระพักตร์พลันเต็มไปด้วยความสั่นสะท้าน “นางล้มเหลวหรือ?”
“บ่าวก็ไม่ทราบเพคะ บ่าวไพร่ที่เฝ้าอยู่นอกสวนทะเลสาบบงกชกล่าวว่าเห็นองค์ชายใหญ่เสด็จเข้าไป จากนั้นฝ่าบาทก็เสด็จออกมาด้วยพระองค์เอง ส่วนองค์ชายยังอยู่ด้านใน…”
ฮองเฮาขมวดขนงแน่น ย้อนคิดอีกครั้ง กล่าวเช่นนี้ ระหว่างฝ่าบาทกับเด็กสาวผู้นั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือ ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในพระทัยของพระนางจึงผ่อนคลายลงมาก ใช่แล้ว ฝ่าบาทมิใช่คนหลงใหลในสาวงามเช่นนั้น
ประเดี๋ยวก่อน!
“ฝ่าบาทเสวยสุรานั้นหรือไม่?”
แม่นมที่อยู่ด้านหลังพยักหน้า ฮองเฮาพลันลุกขึ้นยืน ไม่ดีแล้ว! ในสุรานั้นตนใส่ยาที่รุนแรงที่สุดเอาไว้ หากฝ่าบาทไม่ได้แตะต้องเด็กสาวผู้นั้น ก่อนฟ้าสว่างจะต้องบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่ ร้ายแรงที่สุดอาจถึงชีวิตได้!
“ฝ่าบาทเสด็จไปที่ใด?”
“เหนียงเหนียง? เหนียงเหนียง นี่พระนาง…” แม่นมมองเงาร่างที่วิ่งเหยาะๆ ออกไปโดยไม่กล่าวคำใด รู้สึกตื่นตกใจจนพูดอะไรไม่ออก
Venus36
สะใจกับท่าทีและคำพูดของพระเอกที่มีต่อฝูจี 5555 แต่ตกใจกับอาการของจักรพรรดินี่แหละ ตายๆ อย่าให้องค์จักพรรดิเอากะฮองเฮานะ ไม่เอา นางร้ายกาจไม่มีสิทธิ์