หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 918 วันแห่งความสุข
เล่มที่ 31 ตอนที่ 918 วันแห่งความสุข
เมื่อเห็นใบหน้าคุ้นเคยนั้น ดวงตาของอวิ๋นซูพลันมีประกายพาดผ่าน นางและเฟิ่งหลิงหน้าตาเหมือนกันยิ่งนัก หรือว่าหลิงเอ๋อร์ที่นางกล่าวจะหมายถึง…
“ฮองเฮา…”
ซูฉินแย้มยิ้มเล็กน้อย “ตอนนี้ข้ามิได้เป็นฮองเฮาอันใดนั่นแล้ว เป็นเพียงสตรีชาวบ้านธรรมดากลางป่าเขาคนหนึ่ง”
สตรีค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ อวิ๋นซูสังเกตเห็นว่านางเปลี่ยนอาภรณ์แล้ว อาภรณ์ตัวนี้ดูใหม่กว่าตัวก่อนหน้าอย่างชัดเจน เมื่อมองไปยังผมที่ดูเรียบร้อยของนางอีกครั้ง หรือการที่จู่ๆ นางหายไปวันนี้เพราะไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อย? นางจำเฟิ่งหลิงได้นานแล้วหรือ?
“ฮูหยินอวิ๋นมักจะกล่าวถึงเจ้าให้ข้าฟังบ่อยๆ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะได้พบเจ้าเร็วเพียงนี้” ในดวงตาของสตรีงามเพริศพรายเจือไปด้วยความรักความเมตตา หยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “นี่คือของขวัญพบหน้า เป็นของขวัญให้ลูกสะใภ้ ไม่รับไม่ได้”
“ฮองเฮาเพคะ…” ดวงตาของอวิ๋นซูเปล่งประกาย ใบหน้าขาวซีดปรากฏรอยแดงจางๆ ซูฉินยื่นมือไปกุมมืออวิ๋นซูเบาๆ “อยู่กับหลิงเอ๋อร์ เจ้าได้รับความลำบากมาไม่น้อยเลยทีเดียว ข้าได้ยินมาจากแม่ทัพหลานแล้ว มีหลายครั้งที่พวกเจ้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด ในฐานะที่ข้าเป็นมารดากลับมิอาจช่วยเหลืออะไรเขาได้ ต้องขอบคุณที่เจ้าอยู่ข้างกายเขามาตลอดโดยไม่ทอดทิ้ง”
นี่คือคำพูดจากใจของซูฉิน อวิ๋นซูรับรู้ได้ถึงความตำหนิตนเองอันเข้มข้นในน้ำเสียงของนาง
“ไม่ เป็นซูเอ๋อร์ที่ต้องขอบพระทัยเหนียงเหนียงที่ทำให้เฟิ่งหลิงมาปรากฏตัวในชีวิตของหม่อมฉัน เป็นเขาที่ช่วยชีวิตหม่อมฉันไว้เพคะ” ช่วยชีวิตนางในชาตินี้ มอบความหวังใหม่ให้แก่นาง ทำให้นางใช้ชีวิตด้วยความเชื่อมั่นอีกครั้ง เชื่อมั่นในความรัก
“เป็นแม่นางที่ดีจริงๆ หลิงเอ๋อร์ได้พบเจ้านับเป็นวาสนาของเขาแล้ว”
“แม่นางซู?” ตอนนี้เอง เสียงอันแปลกใจเสียงหนึ่งดังแว่วมาจากด้านข้าง ฮูหยินอวิ๋นปรากฏตัวบนระเบียงทางเดิน สายตาที่มองไปยังสตรีทั้งสองซึ่งไม่ทราบว่าไปสนิทสนมกันยามใดเจือไปด้วยความสงสัย
รอบด้านพลันจมลงสู่ความเงียบงัน กระทั่งสายลมยังคล้ายหยุดพัด ภายในป่าไผ่ปรากฏร่างของบุรุษผู้มีความหวังอัดแน่น สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยวิ่งมาออดอ้อนข้างกายอวิ๋นซู ส่งเสียงเห่าโอ้อวดผลงานกับซูฉินครั้งหนึ่งแล้วจึงนอนหมอบ พักผ่อนอยู่บนพื้นอย่างสงบ
ร่างกายของซูฉินแข็งค้าง สายตาเบื้องหลังยากจะมองข้าม ฮูหยินอวิ๋นเดินมาข้างกายอวิ๋นซู มองไปยังท่าทีของเฟิ่งหลิง รู้สึกสงสัยจนกล่าวคำใดไม่ออก
คล้ายกับตนพลาดเรื่องสำคัญอะไรบางอย่างไปก็มิปาน ทว่าอวิ๋นซูกลับดึงมือนางไว้ “ท่านแม่ พวกเรากลับห้องก่อนเถิด”
มอบที่นี่ให้พวกเขาสองแม่ลูกเสีย เชื่อว่าเฟิ่งหลิงคงมีคำพูดมากมายต้องการสนทนากับฮองเฮาพระองค์ก่อนเป็นแน่
…
สตรีนางนั้นยืนอยู่เบื้องหน้าตนอย่างแท้จริง เฟิ่งหลิงเดินเข้าใกล้ด้วยความระมัดระวัง กลัวว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้จะเป็นเพียงความฝันของเขา
เสียงฝีเท้าอยู่ใกล้เพียงด้านหลังนี้เอง ซูฉินอดไม่ได้ที่จะกำมือทั้งสอง นางสูดหายใจลึก ค่อยๆ หันไป ใบหน้าทั้งสองที่ดูคล้ายกันปรากฏสู่ดวงตาของอีกฝ่าย ชั่วขณะนั้นราวกับมีอะไรบางอย่างสัมผัสกันในอากาศ
บุรุษอ้าปากเล็กน้อย แต่กลับพบว่าตนกล่าวคำใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ความรู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าเช่นนี้ทำให้โลหิตในกายที่เดิมทีสับสนวุ่นวายของเฟิ่งหลิงค่อยๆ สงบลง
ที่ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าพวกเขาคือเมฆหมอกอันไร้รูปร่าง ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม ทว่าแต่ละฝ่ายกลับระมัดระวังราวกับอีกฝ่ายเป็นภาพฝันที่มิอาจแตะต้อง
“เจ้า…สบายดีหรือไม่?”
เสียงของซูฉินสั่นเทา นางมีนับพันนับหมื่นคำพูด ทว่าในชั่วขณะนี้กลับกลายเป็นคำถามอันโง่งมเพียงไม่กี่คำ
เฟิ่งหลิงสูดหายใจเบาๆ พยักหน้าเล็กน้อย คล้ายเป็นการกระทำที่ยากลำบากยิ่ง
ความรักสลักลึกอยู่ในกระดูก ของทุกสิ่งที่นางเหลือทิ้งไว้ทำให้เฟิ่งหลิงสัมผัสได้ถึงความรักอันลึกซึ้งที่นางมีต่อตน ตอนที่อยู่ในจวนชางติ้งโหว เขาใคร่ครวญไม่หยุดว่ายามนั้นมารดาแท้ๆ ของเขาต้องพบเจอความยากลำบากเช่นไรกันแน่จึงจำเป็นต้องทอดทิ้งตน ตอนนั้นนางจะอยู่ในอารมณ์เช่นไร?
ทิ้งจดหมายไว้ให้ฉบับหนึ่ง ทั้งยังมีเส้นผมอีกจำนวนหนึ่ง ในใจของนางคงรู้สึกเฝ้ารอ เฝ้ารอวันที่พวกเขาจะได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
เดิมทีเขาควรรู้สึกแปลกหน้ากับมารดาผู้ให้กำเนิด ทว่าหลังจากกลับมายังแคว้นเหลียน ได้ยินได้เห็นทุกเรื่องราวของนาง เขากลับพบว่าตนจมจ่อไปกับร่องรอยในอดีตของนางอย่างมิอาจถอนตัว ความรู้สึกอันพร่าเลือนในใจเริ่มชัดเจน เขานับถือความกล้ารักกล้าแค้นของนาง นับถือความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของนาง เขาคิดว่ามารดาของตนเป็นคนที่ควรค่าแก่การนับถือ
ตอนนี้เมื่อมองไปยังร่างแบบบางของนาง ในใจเฟิ่งหลิงกลับเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เขาอยากรู้ว่าหลายปีมานี้ ระหว่างที่นางอยู่กับการเฝ้ารออันยาวนาน นางมีชีวิตเช่นไร
“เจ้ายินดีตามข้าไปสถานที่แห่งหนึ่งหรือไม่?”
ซูฉินมองเฟิ่งหลิงอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงค่อยๆ หมุนตัวไป นางจงใจเดินก้าวอย่างเชื่องช้า รอบุรุษผู้นั้นตามมา
สายลมระลอกหนึ่งพัดมา นำเอากลิ่นหอมจางๆ บนร่างนางเข้ามา เฟิ่งหลิงรู้สึกราวกับตนคิดไปเอง คล้ายว่าตนเคยได้กลิ่นนี้จากที่ใดมาก่อน เขาก้าวเท้าเดินไปตามสัญชาตญาณ กลัวว่าตนจะสูญเสียสตรีเบื้องหน้าไปอีกครั้ง แต่ยังคงรักษาระยะห่างไว้ช่วงหนึ่งด้วยกลัวว่านางจะคิดว่าตนไม่สุขุมมากพอ
เฟิ่งหลิงในตอนนี้ไม่ได้สังเกตเลยว่าตนคล้ายกับเด็กชายคนหนึ่ง
เบื้องหน้าปรากฏทุ่งดอกไม้กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
เฟิ่งหลิงดวงตาเปล่งประกาย ทุ่งดอกไม้นี้เขาเคยเห็นมาก่อน ตอนนั้นยังต้องทอดถอนใจด้วยความตื่นตะลึง ไม่คิดว่าในภูเขาถึงกับมีสถานที่เช่นนี้อยู่ด้วย คนทั้งสองยืนอยู่ในตำแหน่งสูง เก็บภาพนี้ไว้ในสายตา ข้างหูมีเสียงจนใจดังขึ้น
“หลายปีมานี้ ทุกครั้งที่คิดถึงเจ้าข้าจะมาโปรยเมล็ดพันธุ์ที่นี่เพื่อปลูกดอกไม้ ไม่ทันรู้ตัวก็มีมากเพียงนี้แล้ว” เดิมทีที่นี่เป็นเพียงพุ่มหญ้าทั่วไป ภายใต้สองมือของซูฉินจึงกลายเป็นทิวทัศน์อันงดงามเพียงหนึ่งเดียวในภูเขา
เฟิ่งหลิงมิใช่คนตกใจอะไรง่ายๆ แต่ยามนี้ความสั่นไหวในใจกลับมิอาจมองข้าม
“ชางติ้งโหว…ดีต่อเจ้าหรือไม่?”
“ท่านพ่อดีต่อข้ามาก ท่านแม่…ก็เห็นข้าเหมือนบุตรแท้ๆ” เขาหมายถึงฮูหยินชางติ้งโหว
ดวงตาของนางเปล่งประกายเล็กน้อย ปรากฏความขมขื่นจางๆ ไม่นานก็เลือนหาย “หากมีโอกาสอยากขอบคุณพวกเขาต่อหน้าจริงๆ ที่เลี้ยงเจ้าจนเติบใหญ่ ทำให้เจ้าเป็นบุรุษที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ชางติ้งโหวใส่ใจยิ่งนัก”
นางมิได้ดูคนผิดจริงๆ ชางติ้งโหวยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อเลี้ยงบุตรชายแทนนาง บุญคุณนี้แม้นตอบแทนชั่วชีวิตก็ไม่หมด
ในมือของซูฉินปรากฏกระดิ่งเงินคู่หนึ่งขึ้นมา นางมองไปที่พวกมันด้วยความคิดถึง “นี่เป็นกระดิ่งเงินที่เจ้าสวมตอนเด็กๆ หลังจากมอบเจ้าให้ท่านโหว ข้าก็เก็บมันไว้เป็นของดูต่างหน้า”
กระดิ่งสีเงินยังคงแวววาว เห็นได้ว่านางรักษาอย่างใส่ใจเพียงใด
“เพียงแต่น่าเสียดายที่มิอาจทำรองเท้าอาภรณ์ยามเด็กให้เจ้าได้ ตอนนั้น…สถานการณ์เร่งด่วน ข้ามิอาจนำของมากมายเช่นนั้นติดตัวไปได้”
เฟิ่งหลิงอ้าปากเล็กน้อย มองไปยังดวงตาที่หลุบลงของซูฉิน ราวกับมีประกายแห่งความโศกเศร้าไหลเวียนอยู่ในนั้น
“ข้าไม่ตำหนิท่าน”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา ซูฉินเงยหน้าขึ้นโดยพลัน เขาราวกับรู้ว่าตนกำลังคิดอะไรอยู่ นี่มิใช่คำตอบที่นางอยากได้ยินมาตลอดหรือไร?
“เสด็จพ่อเคยกล่าวกับข้าแล้ว การแยกจากเมื่อปีนั้นก็เพื่อการรวมตัวในวันนี้ ข้าเข้าใจ” นางตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำในช่วงเวลาสำคัญ เฟิ่งหลิงเชื่อว่าไม่มีผู้ใดจะเจ็บปวดไปกว่านางอีกแล้ว
ซูฉินเม้มริมฝีปาก นี่นางกำลังฝันอยู่หรือ? ความรู้สึกผิดพัวพันอยู่ในใจนางมานานหลายปี ตอนนี้เขากลับกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉย การอภัยนี้ตนสมควรได้รับหรือ?
สตรีค่อยๆ ยกมือขึ้น เลื่อนเข้าไปใกล้ใบหน้าหล่อเหลาอย่างระมัดระวัง
เฟิ่งหลิงมิได้หลบ ยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง ปล่อยให้มือเล็กๆ อันเย็นยะเยือกทั้งสองสัมผัสใบหน้าตนเบาๆ
“ดวงตาของเจ้าเหมือนตอนเด็กทุกกระเบียดนิ้ว ตอนนั้นเจ้าร้องไห้อย่างน่ารัก คิดไม่ถึงว่าตอนนี้เจ้าจะกลายเป็นบุรุษผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง ข้า…ไม่ต้องการสิ่งอื่นใดแล้วจริงๆ ต่อให้ตอนนี้สวรรค์ต้องการเอาชีวิตข้าไป ก็…”
“ไม่! ไม่มีผู้ใดเอาชีวิตท่านได้! ข้ารับปากเสด็จพ่อไว้แล้วว่าจะพาท่านกลับไป ครอบครัวของพวกเราจะต้องได้อยู่พร้อมหน้ากันแน่นอน!”
เฟิ่งหลิงยื่นมือออกไปจับข้อมือของซูฉิน พลังอันเด็ดเดี่ยวสายหนึ่งถูกส่งต่อไปให้นาง
ดวงตาของซูฉินเปียกชื้น นางหลบสายตาของเฟิ่งหลิงด้วยกลัวว่าจะทำให้เขาเห็นความโศกเศร้าของตน “เสด็จพ่อของเจ้า…สบายดีหรือไม่?”
“ตลอดหลายปีที่ไม่มีเสด็จแม่ เสด็จพ่อไม่เคยมีความสุข” ต่อให้ยามปกติเขาจะชอบต่อปากต่อคำกับจักรพรรดิเหลียน แต่ยามนี้เฟิ่งหลิงกลับพูดความในใจแทนเขา
“เป็นแม่ผิดต่อเขาแล้ว”
“ประโยคนี้เสด็จพ่ออยากกล่าวมาโดยตลอด ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ขอเพียงเสด็จแม่ยินยอม รอให้เสด็จพ่อส่งข่าวมาเสียก่อนพวกเราก็รีบกลับเมืองหลวงทันที สู้ตัดสินกับไท่ซ่างหวงเสีย! บุญคุณความแค้นในหลายปีมานี้ ถึงเวลาจบแล้ว” เฟิ่งหลิงไม่เคยรู้สึกมั่นใจเพียงนี้มาก่อน ขอเพียงพวกขาครอบครัวอยู่ด้วยกัน ไม่มีอุปสรรคใดที่จะฝ่าฟันไปไม่ได้
“ก่อนหน้านั้น จัดงานแต่งงานระหว่างเจ้ากับซูเอ๋อร์ก่อนเถิด”
ดวงตาของเฟิ่งหลิงเปล่งประกายแวววาว ซูฉินแย้มยิ้ม “เด็กคนนั้นแม่ชอบจากใจจริง บางทีนี่คงเป็นลิขิตสวรรค์กระมัง ก่อนหน้านี้แม่ได้คบเป็นสหายกับฮูหยินอวิ๋นอย่างจริงใจ ไหนเลยจะรู้ว่าบุตรีของนางจะเป็นสะใภ้ในอนาคตของข้า”
ใบหน้าหล่อเหลาของเฟิ่งหลิงเผยความอ่อนโยนออกมา ท่าทีเช่นนี้ย่อมไม่พลาดสายตาของซูฉิน จากนั้นนางจึงคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ท่านพ่อเขา…เคยพบซูเอ๋อร์หรือไม่?”
เมื่อกล่าวถึงท่านมหาราชครู เฟิ่งหลิงจึงค่อยๆ มีสีหน้ามืดครึ้มลง ท่าทีเช่นนี้ทำให้ซูฉินคาดเดาได้เป็นส่วนใหญ่
“เชื่อว่าเขาคงไม่ยอมรับกระมัง?” ก็เหมือนกับปีนั้น เขาปฏิเสธตนกับคนผู้นั้นเช่นกัน
“ข้าไม่เคยเห็นข้อเสนอของเขาอยู่ในสายตา”
เฟิ่งหลิงตอบอย่างเด็ดเดี่ยว นี่ทำให้ซูฉินอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “หลายปีนี้ข้ารอท่านพ่อเปลี่ยนใจมาโดยตลอด เพียงแต่คิดไม่ถึงว่า…”
คิดไม่ถึงว่าท่านมหาราชครูจะไม่ยอมผ่อนปรนอันใด เขาส่งคนมาตามหาซูฉินไม่หยุดหย่อน เมื่อปีนั้นยามที่นางจากไปก็ทิ้งเบาะแสไว้ให้เขาเช่นกัน ขอเพียงเขายอมรับจักรพรรดิเหลียนจากใจจริง ตนจะต้องบอกความในใจแก่เขาแน่นอน
แต่ว่า…
“บุญคุณความแค้นของคนรุ่นก่อนไม่ควรเกี่ยวพันไปถึงคนรุ่นต่อไป วางใจเถิด ซูเอ๋อร์เป็นสะใภ้ที่แม่ยอมรับแล้ว ต่อให้ท่านพ่อต่อต้านเช่นไร แม่ก็จะสนับสนุนเจ้าเต็มที่”
ไม่ทราบว่าเริ่มตั้งแต่ยามใด บทสนทนาระหว่างคนทั้งสองเริ่มทลายสิ่งกีดขวางระหว่างพวกเขา ท่ามกลางสายลมเย็นมีเสียงอันน่าคิดถึงคละเคล้า หากตัดความคิดถึงออกไป ทั้งสองดูคล้ายสหายเก่าที่มารวมตัวกันอีกครั้งในรอบหลายปี พูดคุยสนทนาถึงเรื่องราวที่ผ่านมาแก่กันและกัน หัวใจทั้งสองดวงใกล้ชิดกันโดยไม่รู้ตัว
อีกด้านหนึ่ง
“อะไรนะ? แม่นางซูคือฮองเฮาพระองค์ก่อน เป็นพระมารดาขององค์ชายใหญ่…” ฮูหยินอวิ๋นยากจะเชื่อหูของตน
Venus36
ปลื้มปริ่มสุดๆ