เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1639 พูดคุยกันดี
บทที่ 1639 พูดคุยกันดี
หมัดเหล่านี้มาอย่างกะทันหัน จี้จิงเหิงจึงไม่ทันตั้งตัว
พอเขาได้สติ จิ่งเจียเหยียนก็ชกเขาไปหลายหมัดแล้ว “เจ้าวิญญาณชั่วร้าย…”
“ก็ยังดีกว่าสัตว์นรกอย่างพวกคุณ!” จิ่งเจียเหยียนด่าออกมาอีกประโยค แล้วหันไปพูดกับจี้ไจ่ว่า “ฉันด่าเขา ไม่เกี่ยวกับนาย”
จี้ไจ่ “…ผมรู้”
จิ่งเจียเหยียนมือหนึ่งเท้าเอว อีกมือชี้ไปที่จี้จิงเหิง “คนหน้าหนา! คนวิปริต! คนโรคจิต! คนบ้ารัก!”
“เธอบอกแล้วว่าไม่อยากอยู่กับคุณ คุณป่วยเป็นโรคหรือยังไง! แถมยังเอาคนอื่นไปซ่อนตัวอีก”
“แล้วก็คุณ…”
พอด่าจี้จิงเหิงจบแล้ว จิ่งเจียเหยียนก็หันมาชี้นิ้วใส่โต้วเหลียง “คนไร้ประโยชน์! หลอกคนอื่นให้ออกมาข้างนอกแล้วก็ไม่สนใจ! พอเธอจะกลับไปคุณก็กลัวนั่นกลัวนี่! ฉันอยากจะถอดกางเกงคุณดูจริง ๆ ว่าคุณเป็นผู้ชายจริงหรือเปล่า!”
“เขาบอกว่าผู้ชายต้องเป็นที่พึ่งให้โลกใบนี้ไม่ใช่เหรอ? คุณเป็นที่พึ่งให้ใคร เป็นที่พึ่งอย่างไหนกัน?”
โต้วเหลียงถูกด่าจนตื่นตะลึง พูดเสียงแหบแห้งและตะกุกตะกักว่า “ผม…ผม…”
“ผมอะไรของคุณ! คนไร้ค่า คนเสียสติ! โม่หวายอวี้คงทำบาปมาแปดชาติ ถึงได้มาเจอพวกคุณที่เป็นคู่แท้!”
จี้จิงเหิงถูกด่าจนหน้าตาไม่ดีอย่างที่สุด เขาเพียงแค่ใช้มือเช็ดเลือดตรงมุมปาก แล้วจ้องฉู่ลั่วเขม็ง “เธอไม่ได้สลายเป็นเถ้าธุลีใช่ไหม?”
“เธออยู่ในปรโลกใช่ไหม?”
ฉู่ลั่ว “……”
“พาฉันไปพบเธอที่ปรโลกเดี๋ยวนี้!”
“เธอคิดว่าเธอจะหนีพ้น เธอคิดว่า…”
“โอ้ นี่กำลังแสดงความรักต้องห้ามอะไรกันเหรอ?” ซุนหย่าจิ้งพิงกำแพง แล้วแค่นเสียงเย็นชาใส่
เธอส่งยิ้มหวานให้ฉู่ลั่ว “ปรมาจารย์คะ ฉันมีเหตุผลบางอย่างที่อยากจะคุยกับสองคนนี้ค่ะ ได้ไหมคะ?”
ฉู่ลั่ว “ตามสบายค่ะ!”
เธอหันหลังให้
ซุนหย่าจิ้งมองไปทางจี้ไจ่อีกครั้ง “คุณแน่ใจหรือว่าต้องการดูพวกเรา…พูดคุยกันดี ๆ ?”
คำว่า ‘พูดคุย’ ถูกเธอพูดเน้นย้ำอย่างหนักแน่น
จี้ไจ่จึงเดินมาอยู่ข้าง ๆ ฉู่ลั่วแล้วหันหลัง
“มาคุยกันเถอะค่ะ!”
เสียงหวานใส่ของซุนหย่าจิ้งดังมาจากด้านหลัง
จี้ไจ่มองเห็นภาพสะท้อนของผีและปีศาจบนกระจกที่พุ่งเข้าไปอย่างกะทันหัน ทั้งหมดกรูกันเข้ามาเป็นฝูง
เขาละสายตาจากภาพนั้น แล้วหันไปมองทิวทัศน์ไกล ๆ เช่นเดียวกับฉู่ลั่ว
“ขอบคุณครับ!”
ฉู่ลั่ว “ขอบคุณอะไรกันคะ”
เบื้องหลังมีเสียงโกรธแค้นและเสียงร่ำไห้ แต่ทั้งสองคนยังคงมีสีหน้าปกติอย่างยิ่ง ราวกับไม่ได้ยินเสียงด้านหลังเลยสักนิด
จนกระทั่งครึ่งชั่วโมงต่อมา ซุนหย่าจิ้งก็ตบมือเบา ๆ “ปรมาจาย์คะ พวกเราคุยกันเสร็จแล้วค่ะ!”
พอได้ยินอย่างนั้นฉู่ลั่วกับไจ่จึงหันกลับมา สีหน้าคนทั้งคู่ดูตะลึงงันไปชั่วขณะ
สภาพของจี้จิงเหิงยังพอไหว เขามีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง สามารถใช้วิชาปกป้องตัวเองได้ เพียงแต่บนใบหน้ามีรอยช้ำหลายจุด เสื้อผ้าก็ยับเยินดูไม่เป็นท่า
ส่วนสภาพของโต้วเหลียงดูน่าสงสารมากกว่า ผมเผ้าของเขายุ่งเหยิง กางเกงหลวมห้อยอยู่ที่เอวจนแทบจะหลุด เขาใช้มือทั้งสองข้างจับเข็มขัดด้วยท่าทางน่าเห็นใจ ขดตัวงอเป็นก้อนกลม
ช่างน่าเวทนาทั้งสองคนเหลือเกิน
ซุนหย่าจิ้งยกมือข้างหนึ่งไปพิงไหล่เฉิงยวน “เธอกระตือรือร้นตีผู้ชายคนอื่นดีขนาดนี้ ต่อไปถ้าตีผู้ชายของตัวเองก็อย่าได้ปรานีเชียวนะ!”
เธอรู้สึกว่าสักวันหนึ่งเฉิงยวนคงจะต้องตีสวีจิ้นแน่ ๆ
เฉิงยวนตอบ “อย่ามาใส่ร้ายสาวบริสุทธิ์อย่างข้าสิ! ข้าไม่มีผู้ชายของตัวเองอะไรทั้งนั้นแหละ!”
ดูเหมือนว่าหลังจากถูกตีแล้ว สีหน้าของจี้จิงเหิงจะแสดงอารมณ์มากขึ้น เขาอ้าปากเตรียมจะพูด แต่ก็ทำให้ปวดแผลตรงมุมปาก จนต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ถ้าไม่ใช่เพราะพลังวิญญาณของฉันถูกค่ายกลนี้สะกดไว้ วิญญาณร้ายอย่างพวกเธอจะทำร้ายฉันได้ยังไง!”
เขาจ้องมองเฉิงยวนและพวกเธอด้วยความโกรธเกรี้ยว
เฉิงยวนหัวเราะเยาะแล้วพูดว่า “ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เจ้าพาตัวเองมาส่งถึงที่แบบนี้”
จี้จิงเหิงหายใจหอบถี่ แล้วเงยหน้าขึ้นมองตรงไปที่ฉู่ลั่ว “เจ้านิกาย ฉันต้องการจะพบโม่หวายอวี้ ฉันต่างหากที่เป็นคู่บุพเพของเธอ”
“เธอจะจากไปแบบนี้ไม่ได้”
ฉู่ลั่ว “…ฉันคิดว่า เราอาจจะยังพูดคุยกันไม่เข้าใจ มาลองคุยกันอีกครั้งดีไหมคะ!”